02 314 4112-3

ความตั้งใจในช่วงท้ายชีวิตของอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม มูลนิธิหัวใจอาสา

Back

27 ตุลาคม 2568

134

ความตั้งใจในช่วงท้ายชีวิตของอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม มูลนิธิหัวใจอาสา

หนังสือเล่มนี้ได้รับการสนับสนุนจาก "มูลนิธิหัวใจอาสา" ในการแปลงเอกสารที่เป็นไฟล์รูปภาพ เป็นตัวอักษร เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาและนำไปใช้ประโยชน์ หากบุคคลหรือองค์กรใดต้องการสนับสนุนการแปลงเอกสารรูปภาพ อื่น ๆ ในฐานข้อมูลของเว็บไซต์จดหมายเหตุไพบูลย์วัฒนศิริธรรม ซึ่งมีองค์ความรู้และแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะต่อไป สามารถสนับสนุนโดยการเป็นอาสาสมัคร หรือสนับสนุนเป็นเงินทุนได้ที่มูลนิธิหัวใจอาสา

สามารถดูต้นฉบับได้ที่ ความตั้งใจในช่วงท้ายชีวิตของอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม มูลนิธิหัวใจอาสา

*************************************************************************************************

ความตั้งใจในช่วงท้ายชีวิตของ

อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

มูลนิธิหัวใจอาสา

Volunteering Heart Foundation

 

มูลนิธิหัวใจอาสา

มูลนิธิหัวใจอาสา ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 28 เมษายน 2551 ประธานคณะก่อตั้ง

คือนายไพบูลย์ วัฒนศิริธธรรม พร้อมกับผู้ร่วมอุดมการณ์ รวมตัวกันเป็น

คณะกรรมการชุดแรก 7 คน ปัจจุบันได้เพิ่มจำนวนกรรมการเป็น 9 คน

พร้อมกับมีทีปรึกษา 6 คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลาย

ภูมิหลัง และหลากหลายวงการ

 

วัตถุประสงค์ที่สำคัญของมูลนิธิหัวใจอาสา คือให้คำปรึกษา จัด

กระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมหรือดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการเชิงระบบ

และอย่างเป็นขบวนการ ในงานพัฒนาสังคมที่รวมถึงการพัฒนางาน

อาสาสมัคร การส่งเสริมการทำความดี การสร้างเสริมสุขภาพ การพัฒนา

ชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาประชาสังคม และอื่นๆ

มูลนิธิฯ ได้เลือกที่จะดำเนินการในแผนงานที่มีจำนวนไม่มาก แต่

สำคัญ และคาดได้ว่าจะบรรลุผลลัพธ์ (Outcome) และผลกระทบ ((r7paะ)

ที่มีคุณค่าสูงต่อสังคม และปัจจุบันมูลนิธิฯ มี "แผนงาน" สำคัญ พร้อม

"กองทุน" สนับสนุน จำนวน 4 แผนงาน/กองทุน ได้แก่

1. แผนงานส่งเสริมการมีหัวใจอาสาและการแบ่งปันในสังคม

เมี "กองทุนส่งเสริมการมีหัวใจอาสาและการแบ่งปันในสังคม" รองรับ)

2. แผนงานส่งเสริมสันติวิธีเพื่อสังคม (มี "กองทุนส่งเสริมสันติวิธี

เพื่อสังคม" รองรับ)

3. แผนงานส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งเป็นสุข (มี "กองทุบส่งเสริมชุมซน

เข้มแข็งเป็นสุข" รองรับ)

4. แผนงานส่งเสริมการป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจ (มี "กองทุน

ส่งเสริมการป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจ" รองรับ)

ผู้ที่สนใจติดต่อสอบถามหรือร่วมมือสนับสนุนงานของมูลนิธิหัวใจอาสา

สามารถติดต่อได้ที่

รองประธาน / นายกิตติวัฒน์ อุชุปาละนันท์

โทรศัพท์ 08-9815-6518

E-mail : Dr.Kittiwat@gmail.com

กรรมการและผู้อำนวยการ / นายกรรชิต สุขใจมิตร

โทรศัพท์ 08-1302-0172

E-mail : kanchit@tff.or.th

กรรมการและเหรัญญิก / น.ส.อุรุชา ชาติกานนท์

โทรศัพท์ 08-1843-2576

E-mail : chatikanon@yahoo.com

หรือติดต่อสำนักงานมูลนิธิหัวใจอาสา

เลขที่ 2044/23 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310

โทรศัพท์ 0-2314-4112-3 ต่อ 111

โทรสาร 0-2718-1850

E-mail : vhf2551@gmail.com

Website : www.volunteerheart.org

สำหรับผู้ที่ประสงค์จะร่วมสมทบทุนดำเนินงานของมูลนิลนิธิหัวใจอาสา

สามารถบริจาคโดยโอนเงินเข้าบัญชีของมูลนิธิหัวใจอาสา ธนาคาร

ไทยพาณิชย์ สาขาถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เลขที่ 043 2 6739399 0 แล้วแจ้ง

ให้มูลนิธิฯ ทราบ โดยระบุด้วยว่าประสงค์จะสนับสนุน "กองทุน" ใด

หรือจะสนับสนุนมูลนิธิฯ เป็นการทั่วไป หรืออาจบริจาคสนับสนุนโดย

วิธีการอื่น ตามที่เห็นสมควร

 

มูลนิธิหัวใจอาสา

กองทุนส่งเสริมสันติวิธีเพื่อสังคม

มูลนิธหัวใจอาสา จัดตั้งขึ้นโดยนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม และคณะบุคคล

ที่มีบทบาทในการพัฒนาชุมชนและสังคม มูลนิธิฯ มีวัตถุประสงค์

ดังต่อไปนี้

1) ให้คำปรึกษา จัดกระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมหรือดำเนินการ

เกี่ยวกับการจัดการเชิงระบบและอย่างเป็นขบวนการ ในงานพัฒน

สังคมที่รวมถึงการพัฒนนางานอาสาสมัคร การส่งเสริมการทำความดี

การสร้างเสริมสุขภาพ การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาประชาสังคม

และอื่นๆ

2) ส่งเสริมสนับสนุนหรือดำเนินการพัฒนาสังคมร่วมกับองค์กร

ชุมชนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาครัฐ หรือองค์กร

ต่างประเทศ

3] ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา-

กษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยความเป็นกลาง และไห้การสนับสนุนสนุนด้าน

การเงินหรือทรัพย์สินแก่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองใด

กองทุนส่งเสริมสันติวิธีเพื่อสังคม

ในสถานการณ์ที่สังคมไทยมีความชัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย ทั้งในระดับ

ท้องถิ่นระดับชาติ ทั้งเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการ

จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต

อย่างปกติสุขของผู้เกี่ยวข้อง และทำให้สังคมอ่อนแอ มูลนิธิหัวใจอาสา

ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว และปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมในการ

ป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์ในสังคม

ให้สังคมไทยเข้มแข็ง โดยใช้แนวทาง "สันติวิธี" เช่น กระบวนการ

"ประชาเสวนา" (Criens Dialogue) เป็นต้น เป็นเครื่องมือสำคัญ

จึงจัดตั้ง "กองทุนส่งเสริมสันติวิธีเพื่อสังคม" ขึ้นในมูลนิธิหัวใจอาสา

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาความ

ชัดแย้ง ส่งเสริมการสร้างความสมานฉันท์ของชุมชนท้องถิ่นและสังคม

เพื่อนำไปสู่การสร้างชุมชนท้องถิ่นและสังคมเข้มแข็งเป็นสุขต่อไป

หลักการดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมสันตัวิธีเพื่อสังคม

1) ส่งเสริมสนับสนุนหรือดำเนินการในโครงการหรือกิจกรรมที่มุ่ง

ประโยชน์สาธารณะ

2) เน้นกระบวนการเรียนรู้และการสร้างความสมานฉันท์ของผู้มี

ส่วนได้เสียและสาธารณะ

3) การดำเนินงานเปิดเผยโปร่งไส ทั้งเป้าหมาย กระนการ และ

ผลลัพธ์

4) การร่วมงานกับบุคคล องค์กร สถาบันต่างๆ ในรูปแบบของ

โครงการความร่วมมือหรือหุ้นส่วน การพัฒนาที่มีเป้าหมาย ความ

เข้าใจ และความรับผิดชอบร่วมกัน

5) การรับการสนับสนุนทางการเงินจากบุคคล องค์กร หรือสถาบัน

ใดจะต้องพิจารณาถึงความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิและ

กองทุน ความเป็นอิสระในการดำเนินงาน และผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง

และสังคม

เครดิตทีมงานจัดทำหนังสือ

คุณหญิงขฎา วัฒนศิริธรรม

ดร.โคทม อารียา

ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์

คุณวิเชียร พงศธร

คุณปณธาดา ราชกิจ

คุณณัฐพงศ์ จารุวรรณพงศ์

คุณฉัตรชัย เชื้อรามัญ

ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์

ดร.กิตติวัฒน์ อุชุปาละนันท์

คุณจิริกา นุตาลัย

คุณสิน สื่อสวน

คุณกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร

คุณพรรษา ทาเจริญศักดิ์์

คุณวิสุทธินี แสงประดับ

คุณอุรุชา ชาติกานนท์

คุณกรรชิต สุขใจมิตร

สารบัญ

11 ประวัติ ความเป็นมา และการดำเนินงาน

14 ที่มาแห่งสัญลักษณ์ "มูลนิธิหัวใจอาสา"

19 ก้าวแรก...เปิดบ้าน "หัวใจอาสา"

23 พัฒนาการของงาน "เครือข่ายหัวใจอาสา"

29 จากแนวคิดเครือข่าย..สู่การพัฒนาแผนงานมูลนิธิ

35 อาสาร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน

47 แผนงานส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งเป็นสุข

55 อาจารย์ไพบูลย์ กับการเป็นนักอาสร้างสังคมสันติวิธี

สันติวัฒนธรรม

67 แผนงานส่งเสริมการป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจ

 

ประวัติ ความเป็นมา และการดำเนินงาน

จุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ...

จาก

"หน่อความคิด"

ของอาจารย์

"มูลนิธิหัวใจอาสา"

อาจารย์เริ่มคิดงานมูลนิธิอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงที่ท่านเข้ารับการรักษา

อาการป่วยฉุกเฉินด้วยโรคหัวใจในครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งรองนายก

รัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2549 ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี เหตุการณ์ใน

ครั้งนั้นจึงนับเป็นจุดเริ่มที่สร้างแรงบันตาลใจให้ท่านตระหนักคิดถึง

ผู้อื่นอีกครั้งด้วยจิตที่คิดไม่อยากให้คนไทยอื่นๆ ต้องมาป่วยด้วยอาการ

ฉุกเฉินแบบท่าน ที่ต้องมีรถพยาบาลไปรับมาจากห้องประชุมคณะ

รัฐมนตรี และรถต้องเปิดไซเรนขอทางจราจรเพื่อมาส่งที่โงพยาล

อย่างทันกาล

หลังจากอาการของอาจารย์ดีขึ้นเป็นปกติและกลับมาทำงานต่อที่

ทำเนียบรัฐบาล ในช่วงเวลาที่ใกล้จะหมควาระฯ ในเดือนมกราคม 2550

ท่านได้ริเริ่มตั้งวงหารืออย่างไม่เป็นทางการ ณ ห้องทำงานของท่าน

ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 4 หลังจากที่พวกเราคณะทำงานใกล้ชิดรวมตัวกัน

หลายคนก็ไม่ทราบว่าอาจารย์เชิญมาประชุมด้วยเรื่องอะไร เพราะ

Page 11

 

ช่วงนั้นค่อนข้างจะเป็นสุญญากาศ (ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล) แต่ด้วย

ดำริสั้นๆ ของอาจารย์ ทุกคนก็เข้าใจและเต็มใจอาสาเพื่อร่วมกัน

ทำงานเพื่อพัฒนาสังคมด้านสุขภาวะ พัฒนาชุมชน อาสาสามดี

ตามแนวทางที่อาจารย์ได้จุดประกายขึ้น

การประชุมในครั้งนั้น ด้วยมุมมองของการต่อยอดการทำงาน

ด้านสังคมอย่างต่อเนื่องกับรูปแบบพิเศษที่ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือ

เพื่อเชื่อมโยงการทำงานเพื่อสังคม "แบบเล็กแต่เชื่อม" ที่มีนัยมิติ

ประสงค์เพื่อรวมกลุ่มคนที่มีใจอาสาให้ทำงางานด้วยกัน โดยระยะแรก

เป็นการรวมตัวกันเป็นมูลนิธิเล็กๆ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มคนที่ทำงน

ใกล้ชิดอาจารย์ ที่ตึกบัญชาการ 1 ขั้น 4 โดยมีผู้เข้าร่วมหารือในครั้งนั้น

คือ คุณจิริกา นุตาลัย คุณสิน สื่อสวน คุณกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์

คุณกิตติวัฒน์ อุชุปาละนันท์ คุณอุรุชา ชาติกานนท์ และคุณวิสุทธินี

แสงประดับ โดยอาจารย์มอบหมายให้คุณอุรุชาเป็นผู้ดำเนินการยื่น

ขอจัดตั้งมูลนิธิหัวใจธาสาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการรับส่ง

เอกสารต่างๆ จนกว่าการขอดทะเบียนมูลนิธิจะเสร็จสิ้น

มูลนิธิเล็กๆ นี้ จะเป็น Paform ของงานอาสาด้วยหัวใจที่อาจารย์

ประสงค์ว่า "เมื่อหมดวาระออกจากตำแหน่ง ผมก็เป็นราษฎรเต็มชั้มชั้มชั้น

ผมตั้งใจจะทำงานสังคมต่อเนื่อง ช่วยทำในสิ่งที่รัฐควร และอยากทำ

โดยใช้ศักยภาพการเชื่อม เพื่อสานต่องานเนื่องจากมีเชื้อเป็นตัวตั้ง

ต้นอยู่"

ครั้งแรกเริ่มในช่วงเรียมการนั้น แนวคิดอาจารย์จะเกี่ยวขับเรื่อง

โรดหัวใจและโรคมะเร็ง ท่านคิดถึงวิธีการที่จะช่วยป้องกัน 2 โรคร้าย

ที่ท่านป่วยอยู่ในขณะนั้น อาจารย์ไม่อยากให้ใครต้องมาเป็นโรค

ไม่ติดต่อเหมือนท่าน และมอบหมายทีมงานให้ค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่

เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคและการทำงานด้านสุขภาวะเกี่ยวกับการ

ป้องกันและรักษาเพื่อนำมาเป็นข้อมูลตั้งต้น ท่านมองถึง "เพื่อนช่วย

เพื่อน" อยากเห็นผู้ป่วยต่างช่วยเหลือกันยามป่วย และท่านซึ่งเป็นผู้ป่วย

คนหนึ่ง พร้อมด้วยความยินดีและด้วยใจอาสาที่อยากช่วยเหลือ แบ่งปัน

ความรู้ประสบการณ์การเจ็บไข้ได้ป่วยของท่าน..เผื่อจะช่วยเหลือผู้อื่น

ได้บ้าง อย่างไรก็ดี หลังจากการสืบค้นข้อมูลพบว่ามีหน่วยงานด้าน

สุขภาวะทำงานด้านนี้อยู่แล้วหลายหน่วยงาน

คุณไพบูลย์ได้ผ่านจุดวิกฤตของชีวิตด้วยเรื่องของสุขภาพมาแล้ว

ถึง 2 ครั้ง และทั้งสองครั้งก็เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่คนไทย

ประสบเป็นจำนวนมาก ถือเป็นโรคภัยลำดับต้บต้นๆ ของประเทศ

คือ โรคมะเร็ง และโรค "หัวใจ" ซึ่งประชาชนทั่วไปอาจมีความรู้

หรือใส่ใจน้อย ทั้งเรื่องการป้องกัน และการรักษา รวมทั้ง

ผู้ป่วยเองและสมาชิกครอบครัวที่ต้องทำหน้าที่ดูแล จึงสมควร

ที่จะได้นำ 2 เรื่องนี้มากำหนดแนวทางในการเผยแพร่ความรู้

โดยหากผ่านเครือข่ายผู้ป่วยหรือผู้เคยป่วยรวมทั้งผู้ใกล้ชิดด้วย

ก็จะเกิดเครือข่ายของการให้คำแนะนำและเผยแพร่ความรู้ที่

ทันสมัยในหมู่ผู้เกี่ยวข้องโดยรูปแบบของจิตอาสาสาซึ่งหมายถึง

การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบ ส่วนประเด็น

โครงสร้างขององค์กรหรือบุคลากรที่จะมาร่วมด้วยนั้น ก็ค่อยๆ

พัฒนาจากแนวคิดเป็น "ชมรม" เป็น "กองทุน" เป็น "ภาดี

เครือข่าย" จนกระทั่งเป็นมูลนิธิในขั้นสุดท้าย

ชฎา วัฒนศิริธรรม

Page 12 – 13

 

ที่มาแห่งสัญลักษณ์ "มูลนิธิหัวใจอาสา"

หลังจากที่พวกเรารับทราบเจตนารมณ์และแนวทางการทำงานของ

อาจารย์แล้ว ท่านก็เชิญประชุมเพื่อขอทราบความเห็นเกี่ยวกับตรา

สัญลักษณ์ของมูลนิธิ เราพิจารณาร่วมกันทั้งทีม อาจาจารย์มัการ

มีส่วนร่วมและความเห็นร่วมของผู้คนรอบข้างประกอบการตัดสินใจ

อยู่เสมอ คุณปณธาดา ราชกิจ นักออกแบบอาสา ได้นำเสนอตรา

สัญลักษณ์หลายแบบให้อาจารย์พิจารณาเลือก ในที่สุดที่ประชุมต่างมี

มติเป็นเอกฉันท์เห็นฟ้องต้องกันเลือกรูปสัญลักษณ์แทนคำว่า "หัวใจ

อาสา" ในแบบเดียวกัน อาจารย์จึงได้หุบให้ชื่อมูลนิธิเป็นภาษาอังกฤษว่า

"Volunteering Heart Foundation"

มูลบิริหัวใจอาสา

--------------------------------------------------------------------------

มุขนิธิหัว จอาสา

the see ther in the

มูสทธิหัวใจอาสา มูลนิธิหัว จอาสา

คุณปณธาดาเล่าว่า

"...ในช่วงนั้นผมทำโลโก้มาให้อาจารย์และคณะทำงานร่วมกัน

พิจารณาหลายแบบมากๆ แต่ที่ลงมติเลือกชิ้นงานนี้ด้วยความเห็นว่า

เป็นโลโก้ที่เข้าใจง่ายและสื่อสาวได้ชัดเจนที่สุดไม่ต้องตีความมาก สื่อสาร

ได้กับทุกเพศทุกวัย อีกทั้งโลโก้ยังสามารถเล่าเรื่องราวสื่อความหมายที่ดี

ได้อีกด้วย ในรายละเอียดตัวโลโก้นั้นผมหยิบเอาคนและรูปหัวใจมาเป็น

สัญลักษณ์หลัก ตัวคนทั้งสามที่มีหัวใจล้อมรอบนั้นก็หมายถึงมนุษย์ที่มี

จิตใจอาสา การยกมือนั้นก็สื่อถึงการยินดีและจับมือรวมพลังกัน

สร้างสรรค์สิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ให้กับสังคม ฐานโค้งที่รองรับคน

ด้านล่างนั้นก็สื่อถึงโลกมนุษย์ที่ทุกคนอาศัยอยู่ร่วมกัน เมื่อมองโดย

ภาพรวมก็จะสื่อได้ว่า เราเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นร่วมแรงอาสร้างสรรค์

สิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ให้กับสังคมและโลก เมื่อทุกคนหันมารวม

พลังกันมีหัวใจอาสา ทั่วโลกก็จะเต็มไปด้วยความสุข และก็จะเติบโต

แผ่ขยายคล้ายกับต้นไม้แห่งความรักที่เติบโตไปทั่วโลกและทำให้สิ่งแวล

ล้อมของสังคมมนุษย์มีความสุขเช่นกัน..."

Page 14 – 15

 

มูลนิชิหัว งอาสา

รูปคนสามคน สื่อถึงตัวแทนของคนในสังคมที่อยู่ร่วมกัน

เส้นฐานโค้งที่รองรับ สื่อถึงพื้นที่ของโลกอันสื่อถึงสังคมและการอยู่

ร่วมกันของทุกคนบนผืนแผ่นดินเดียวกัน สัญลักษณ์คนชูมือ สื่อถึง

การยินดีโดยพร้อมเฟรียงกันที่จะแสดงพลังร่วมกันทำสิ่งดีๆ ในสังคม

รูปหัวใจ สื่อถึงการมีจิตใจอันดีในคนทุกคนที่จะทำความดีและร่วมกัน

ทำความดี

สีชมพูในหัวใจทั้งสามดวง สื่อถึงการมีความรักและไมตรีให้แก่กัน

ของคนในสังคม อันเป็นพื้นฐานของการแบ่งปันและความร่วมมือใน

สังคม

คนและตัวฐานโค้งเป็นสีน้ำเงิน สื่อถึงการรวมพลังกันของคนในสังคม

เป็นพลังความสามัคคี ซึ่งทั้งสองสีนั้นร่วมกันสื่อถึงการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ

อันเกิดจากความร่วมมือรวมพลังของคนในสังคมนั่นเอง

มูลนิธิหัวใจอาสา (มจส.) ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งมูลนิธิ จากนาย

ทะเบียนมูลนิธิกรุงเทพมหานคร เลขทะเบียนลำดับที่ กท 1713

วันที่ 28 เมษายน 2551 โดยมีรายนามกรรมการ ดังนี้

1. นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานกรรมการ

2. นายกิตติวัฒน์ อุชุปาละนันท์ รองประธาน

3. นางสาวจิริกา นุตาลัย กรรมการ

4. นายสิน สื่อสวน กรรมการ

5. นายกฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ กรรมการ

กรรมการและเหรัญญิก 6. นางสาวอุรุชา ชาติกานนท์

7. นางวิสุทธินี แสงประดับ กรรมการและเลขานุการ

วัตถุประสงค์มูลนิธิหัวใจอาสา

1. เพื่อส่งเสริมและเป็นศูนย์กลางการจัดการเชิงระบหรืออย่าง

เป็นกระบวนการในงานพัฒนาสังคมด้านต่างๆ ซึ่งรวมถึงการส่งเสริม

การเป็นอาสาสมัคร การทำความดี การส่งเสริมคุณธรรรม จริยธรรม

การให้ และอื่นๆ

2. เพื่อดำเนินการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานและการจัดการในงาน

พัฒนาสังคมด้านต่างๆ

3. เพื่อสนับสนุนให้เกิดกระบวนการจัดการเรียนรู้และการจัดการ

ความรู้ในงานพัฒนาสังคมด้านต่างๆ

4. เพื่อคิดค้นและจัดดำเนินการในกิจกรรมสร้างสรรค์ไหม่ๆ ที่เป็น

ประโยชน์ต่อการจัดการและกระบวนการในงานพัฒนาสังคม

5. เพื่อดำเนินการอื่นใดในงานสาธารณประโยชน์หรือร่วมมือกับ

องค์กรด้านสังคมหรือการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์

วัตถุประสงค์การจัดตั้งมูลนิธิฯ ที่เน้นการจัดการเชิงระบบและอย่าง

เป็นขบวนการ ซึ่งในสังคมไทยนั้นมีระบบและขบวนการยู่แล้วบ้าง

พอสมควร แต่ยังพัฒนาไม่เต็มที่และควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนา

ต่อไป ดังนั้น มูลนิธิหัวใจอาสา ควรเข้าไปเสริมฐาน ต่อกิ่ง ใน

ลักษณะจิตอาสาระดับบริหาร โดยเข้าไปทำให้ระบบการจัดการ

ดีขึ้นและสร้างนวัตกรรม เช่น ตัวชี้วัดความสุข ความเจริญ ความ

สำเร็จ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายคือ ความสุขหรือความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน

Page 16

 

ก้าวแรก...เปิดบ้าน "หัวใจอาสา"

อาจารย์ตระหนักว่ามูลนิธิหัวใจอาสาเป็นเพียงเครื่องมือเล็กๆ เพื่อ

ช่วยเสริมงานด้านความดีและอาสาสมัคร มูลนิธิฯ เท่ากับเครือข่าย

กรรมการมาจากหลายหน่วยงาน มาช่วยกันแบบเสริมการบริหารจัดการ

ในระยะแรกของมูลนิธิฯ อาจารย์ได้เปิดบ้าน เชื้อเชิญหมู่มวลมิตร

มาร่วมคิดแนวทางการทำงานเข้ามาร่วมขบวนการเพื่อช่วยขับเคลื่อน

งานของมูลนิธิฯ ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 งาน "จิบน้ำชาพาชม

บ้าน" ที่เจ้าของบ้านยิ้มต้อนรับผู้มาเยือนและเชิญชวนเข้าร่วบวนการ

"อาสาด้วยหัวใจ" ณ ที่ทำการมูลนิธิหัวใจอาสา ถนนเพชรบุรีตัดใหม่

อาจารย์ได้เกริ่นนำถึงแนวทางการทำงานของโครงการมิตรภาพ

บำบัด หรือโครงการเพื่อนช่วยเพื่อน ของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์

โดยผู้ป่วยจะช่วยเหลือกลุ่มผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคเดียวกัน (โรคมะเร็ง

หัวใจ และไต! เป็นกลุ่มมิตรภาพช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ให้กำลังใจกัน

และช่วยเหลือคนอื่น เป็นขบวนการอาสาซึ่งกันและกันของคนที่ป่วย

และไม่ป่วย ซึ่งแนวทางดังกล่าวนำไปสู่การจัดตั้ง "มูลนิธิหัวใจอาสา"

เป็นการอาสาส่งเสริม ช่วยเหลือเกื้อกูล มีความรัก ความเมตตา

เอื้ออาทร นำไปสู่การมีความสุขร่วมกัน

 

จุดเน้นการทำงานของมูลนิธิหัวใจอาสา คือ การอาสาช่วย

สนับสนุนโครงการพัฒนาสังคมต่างๆ และเน้นการสร้างระบบ

การจัดการอย่างเป็นระบบและเป็นขบวนการ โดยมูลนิธิหัวใจ

อาสาจะเข้าไปเสริมหนุนงานพัฒนาสังคมด้านต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว

ในสังคมไทยมากกว่าเป็นโครงการเดี่ยวๆ โดยจะมองครอบคลุม

ขยายวง เพิ่มพลัง ต่อเนื่อง สำคัญ เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ จะเป็นการ

อาสาไปช่วย เช่น โครงการ Happy Work Place ท่าดีเพื่อพ่อ คลังโลหิต

เป็นต้น ซึ่งมีระบบ มีกลไก เป็นไปด้วยดี มีการจัดการเชิงระบบ และใน

ฐานะประธานมูลนิธิยินดีช่วยดูให้เป็นระบบ เป็นขบวนการ อยากให้มี

คนนำไปแตกลูกแตกหลาน รวมถึงกลายเป็นขบวนการเชื่อมต่อ ซึ่ง

แนวทางนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมปรารถนา คือ ความสุข แปลว่า คนมี

ความสุขและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข รวมทั้งมีระบบการจัดการ

ที่ดีขึ้นและสร้างนวัตกรรมใหม่

หลากหลายความคิดของผู้ทรงคุณวุฒิด้านงานอาสาสาที่มาร่วม

ขับเคลื่อนงานมูลนิธิในครั้งเปิดบ้านนั้น ได้สื่อความคิด แนวทางเชิงระบบ

ในการทำงานในรูปแบบอาสาเพื่อช่วยสนับสนุนโครงการพัฒนาสังคม

ต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในสังคมไทย โดยจะเข้าไปเสริมหนุนงานพัฒนาสังคม

ด้านต่างๆ ในลักษณะที่มีความเป็นระบบ มีการจัดการที่ดี เป็น

ขบวนการ เกาะเกี่ยวกันแน่นหนา ไม่เป็นครั้งคราว โดยผ่านการ

สร้างการจัดการเชิงระบบและอย่างเป็นขบวมการ เป็นตัวเชื่อมประสาน

ช่วยกันจัดระบบการทำความดี ระบบอาสาสมัครของประเทศ

 

แนวคิดการทำงานด้วยรูปแบบ "ปลาดาดาว" (Star Fish) ถูกกล่าวขึ้น

โดยสุนิตย์ เรรษฐา ซึ่งเน้นการจัดการอย่างมีระบบ เป็นแนวคิดหนึ่งที่มี

การกล่าวขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบ มีการออกแบบให้ส่วนกลางและเครือข่าย

มีระบบการจัดการข้อมูลที่มีลักษณะเดียวกัน แต่เป็นอิสระในการทำงาน

กล่าวคือ ระบบงานอาสาควรต้องมีการจัดการความรู้ของเครือข่ายต่างๆ

ผ่านการออกแบบอย่างมีระบบมาตรฐานกลางเป็นหลัก ที่เครือข่ายต่างๆ

สามารถนำระบบการจัดการนี้ไปไปใด้อย่างเป็นอิสระ เกาะตัวกันอย่าง

หลวมๆ แต่เชื่อมโยง ด้วยกลไกที่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างกัน

จิบน้ำชา

พาธมที่

พัฒนาการของงาน

"เครือข่ายหัวใจอาสา" (2551-2552)

จากแนวคิดของเครือข่ายต่างๆ มาสู่งานหลักที่มูลนิธิหัวใจอาสาจะ

เข้าไปช่วยเสริมหนุน มูลนิธิฯ เน้นการทำงานแบบเข้าไปเสริมหนุนงาน

พัฒนาสังคมด้านต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในสังคมไทยมากกว่าเป็นโครงการ

เดี่ยวๆ โดยจะมองครอบคลุม ขยายวง เพิ่มพลัง ต่อเนื่อง สำคัญ เป็น

ประโยชน์ และมีคนนำไปแตกลูกแตกหลาน รวมถึงกลายเป็นธบวนการ

เชื่อมต่อ รวมทั้งมีระบบการจัดการที่ดีขึ้นและสร้างนวัตกรรมใหม่

มูลนิธิหัวใจอาสาได้เป็นแกนในการจัดวงประชุมที่อาจารย์ให้ชื่อว่า

การประชุมเครือข่ายหัวใจอาสา ในช่วงปี 2551-2553 ซึ่งต่อมาผล

ของการประชุมเครือข่ายต่างๆ ได้ถูกสานต่อเป็นที่มาของแผนงานของ

มูลนิธิหัวใจอาสาในช่วงเวลาต่อมา

การประชุมเครือข่ายหัวใจอาสาครั้งที่ 1 : วันที่ 16 กันยายน 2551

ณ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มูลนิธิฯ ได้เรียนเชิญเครือข่ายหัวใจอาสา

ต่างๆ เข้าร่วม อาทิ เครือข่ายทำดีเพื่อพ่อ (คุณสนัย จันทร์เจ้าย)

เครือข่าย CSR คุณศิริชัย สาครรรัตนกุล / คุณมัขมัฒ กุญชร ณ ธยุธยา

คุณสุกิจ อุทินทุ) ดร.นพดล กรรณิกา. คุณมิชิตา จำปาเทศ. ดร.ปราณี

เกียรติสุระยานนท์ เพื่อนำเสนอข้อมูลการทำงางานเครือข่ายต่างๆ หลาก

หลายความคิดของงานด้านความดีและช่วยเหลือสังคมได้ถูกนำเสนอ

อาทิ

- การสร้างดัชนีชี้วัดความสุขมวลรวมจากงานวิจัยเชิงสำรวจ

- การจัดการระบบฐานข้อมูลความรู้แบบ Star Fish

- รูปแบบการทำงานอาสาของ SCORE (www.score.ore.org) ของ

Page 23

 

Small Business Association ในสหรัฐเมริกา

- หัวใจธุรกิจอาสา แนวทาง Demand & Supply Matching เพื่อ

ส่งสริมการเชื่อมโยงชุมชนของภาคธุรกิจ CSR

อาจารย์ได้กล่าวว่า มูลนิธิหัวใจอาสานี้เป็นเพียงเครื่องมือเล็กๆ ใน

01รทำงานของท่านในระยะบั้นปลายชีวิต ที่ควรใช้ความคิดเชิงระบบ

มีการจัดการที่ดี เป็นขบวนการ เกาะเกี่ยวกันแน่นหนา มูลนิธิเท่ากับ

เศอข่าย กรรมการมาจากหลายหน่วยงาน มาช่วยกันเสริมการบริหาร

จัดการ ช่วยให้เกิดความเป็นขบวนการ ทำให้เป็นระบบที่เกาะเกี่ยวกัน

ช่วยเชื่อมประสาน

การประชุมเครือข่ายหัวใจอาสา ครั้งที่ 2 "การจัดการหนี้สินและ

พัฒนาชีวิต" วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนา

พลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม โดยมูลนิธิหัวใจอาสาได้ร่วมพัฒนาคุณภาพ

ชีวิตข้าราชการและประชาชนทั่วไปผ่านกระบวนการจัดการหนี้สิน

ซึ่งวิธีการดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตนี้เป็นวิธีที่ยั่งยืงยืน สามารถ

กระทำได้โดยไม่ต้องพึ่งพากลไกของทางรัฐบาล ปัจจุบันทางธนาคาร

อรมสินมีธุรกรรมที่สามารถเชื่อมโยงกับกระบวนการนี้ผ่านการให้สินเชื่อ

ครุและสินเชื่อเพื่อสังคมและชุมชน

บทบาทของมูลนิธิหัวใจอาสาจะเข้าไปมีส่วนร่วมโดยช่วยเสริมหนุน

กระบวนการประชุมกลุ่ม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คิดวิธีพัฒนา

อย่างต่อเนื่อง สร้างเครือข่าย ร่วมสร้างสรรค์งานพัฒนาคุณภาพชีวิต

ลูกหนี้ ซึ่งเน้นการจัดการเชิงระบบ ช่วยให้เกิดความเป็นขบวนการและ

พัฒนาระบบการจัดการให้มีคุณภาพ โดยอาจใช้หัวข้อการจัดประชุม

ร่วมกันว่า "ศิลปะการจัดการหนี้สินและพัฒนาชีวิตอย่างมีคุณภาพ"

ซึ่งในเบื้องต้นประธานมูลนิธิฯ อาสาเป็นวิทยากรนำการประชุมดังตังกล่าว

ป้าหมายที่พึงประสงค์ของการประชุม คือ "ความสุข" ซึ่ง

พัฒนาตัวชี้วัดความสุขของกลุ่มคน หรือความสุขของชุมชนนำมาใช้เป็น

เครื่องมือสำคัญ ซึ่งตัวชี้วัดนี้ควรให้ผู้เข้าร่วมประชุมร่วมกันกำหนด

และพัฒนายกระดับให้สูงขึ้นเรื่อยๆ อาจนำความรู้ที่ได้จากการประชุม

มาเข้าระบบการจัดการความรู้ ที่เรียกว่า "ธนาคารความดี" และสร้าง

เครือข่ายเพื่อ 1) สร้างการเรียนรู้สำหรับผู้เกี่ยวข้อง 2) ร่วมแลกเปลี่ยน

ความดี ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนสิ่งของ ทรัพยากร การให้กำลังใจ

ความรู้ การเป็นอาสาสมัคร ทั้งนี้ 3 เสาหลักของชีวิต องค์กร ชุมชน

และสังคม คือ ความดี ความสามารถ (คิด ทำ จัดการ) และความสุข

(กาย ใจ ปัญญา สังคม)

การประชุมเครือข่ายหัวใจอาสา ครั้งที่ 3 : "Sharing Bank"

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2552 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดิน

เชิงคุณธรรม

ในช่วงปี 2551-2552 ทางเครือข่ายตาสับปะรด (กลุ่มคนเล็กๆ ที่มี

หัวใจอาสา โดยการนำของคุณฉัตรชัย เชื้อรามัญ) มีกระบวนการทดลอง

คือ ทำธนาคารเพื่อการแบ่งปัน (Sharing Bank) ของแต่ละจังหวัดจะเป็น

รูปแบบอย่างไร จะมีการเช่า/ฝาก/แบ่งปัน/การเบิกถอน สิ่งของที่เข้าม

อย่างไร ก็เริ่มทดลองทำกันเลย ซึ่งเครือข่ายที่มาร่วมกันขณะนั้นมี 6

จังหวัด แต่ยังขาดระบบการจัดการที่ดีทำให้ประสบปัญหาเรื่องสิ่งของ

ที่ได้รับบริจาคไม่ตรงตามความต้องการของผู้รับ และการจัดการสิ่งของ

ที่รับบริจาค

การดำเนินการข้างต้นเป็นเรื่องที่ดี เป็นการให้การช่วยเหลือ

เกื้อกูลกัน "การให้" ไม่ได้แปลว่า ให้หมด แต่หมายถึง การให้เท่าที่

เรามี หรืออาจเป็นส่วนเกินที่เหลือจากความต้องของเราแล้วก็ได้ อาจ

ไม่ใช่แค่วัตถุ สิ่งของ แต่อาจเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น แรงกาย

ความรู้ ความสามารถ ฯลฯ เมื่อเราแบ่งไป ผู้รับก็น่าจะแบ่งมา เป็นการ

Page 24 – 25

 

แลกเปลี่ยนกัน การแลกเปลี่ยน-แบ่งปันควรเริ่มจากภายในแต่ควรถูก

นำมาพัฒนาการทำงานให้เป็นระบบ โดยควควรเริ่มจากพื้นที่เล็กๆ ก่อน

เช่น ในห้องเรียนของโรงเรียนคงทองวิทยา จ.นครปฐม แล้วค่อยเริ่ม

ขยายไประหว่างองค์กรต่างๆ และสถาบันตัวอย่าง เช่น 1) พื้นที่ คือ

ห้องเรียน ชุมชน หมู่บ้าน 2) องค์กร คือ โรงงาน สถานประกอบการ

องค์กรของรัฐ เช่น ศูนย์คุณธรรม/กรม/กอง 3) สถาบัน คือ โรงเรียน

สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย

ถ้าจัดทำข้อมูลระบบที่ดี ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ จะช่วยให้แต่ละ

องค์กรสามารถใช้อินเทอร์เน็ต เข้ามาดูข้อมูลข้ามเครือข่าย และรับรู้ถึง

ความต้องการ (Neep) ของแต่ละพื้นที่ได้ว่าเขาต้องการอะไร และจะ

ช่วยเหลืออะไร ดังนั้นการแลกเปลี่ยน-แบ่งปันระหว่างองค์กร Sh

Bank ก็จะเกิดขึ้น หลักการของการพัฒนาระบที่ควรนำมาใช้กับธนาคาร

เพื่อการให้ (Shaing Banl) คือ ความดี ความสามารถ และความสุข

1. ความดี เช่น ธนาคารเพื่อการให้ (Shaing Bank) การเอื้อเฟื้อ

เผื่อแผ่ ไม่ทำโทษ ทำแต่คุณประโยชน์ สร้างศักยภาพาพในการทำความดี

2.ความสามารถ มีความสามารถในการคิด การทำ การจัดการ

(เช่น การจัดการระบบข้อมูล)

3. ความสุข ทางกาย ทางใจ ทางปัญญา

Page 26

 

จากแนวคิดเครือข่าย...

สู่การพัฒนาแผนงานมูลนิธิ

ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหัวใจอาสาในช่วงปี 2551-2553

กรรมการต่างได้ช่วยกันพิจารณาหาแนวการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ที่

จะต้องมีวิวัฒนาการ

ด้านกิจกรรม

จากการประชุมเครือข่ายหัวใจอาสามาสู่แผนงานมูลนิธิหัวใจอาสา

ประจำปี 2552

ก. การจัดการหนี้สินและพัฒนาชีวิต

ข. การร่วมสนับสนุนเครือข่ายหัวใจอาสาเพื่อร่วมพัฒนา

"Sharing Bank"

ค. การร่วมสนับสนุนชุมชนเข้มแข็งเป็นสุขด้วยระบบตัวชี้วัด

การจัดการหนี้สินและพัฒนาชีวิต การดำเนินงานควรประสานงาน

กับหน่วยงานที่อยู่ในข่ายที่จะดำเนินการได้ เช่น ธนาคารออมสิน

โดยดำเนินการ 3 เรื่อง 1) การจัดการความรู้ 2) การพัฒนาวิธีการ

3) การพัฒนาความเป็นขบวนการ ส่วนในแง่งบประมาณควรใช้ของ

ต้นสังกัดที่ดำเนินกิจกรรมนั้นๆ เช่น ธนาคารออมสิน กระทรวงศึกษา-

ธิการ หรือทุนจากกลุ่มคนที่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินใต้ ซึ่งจะได้รับ

เงินรางวัลและควรนำเงินที่ได้มาจัดกิจกรรมกลุ่ม โดยทางมูลนิธิหัวใจ

อาสาจะเข้าไปช่วยด้านวิทยากร

Page 29

 

"โครงการพัฒนาชีวิตครู" ได้มีการจัดตั้ง "ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต

ครูและบุคลากรทางการศึกษา" เป็นหน่วยงานพิเศษใน สกสค. เมื่อ

2 มีนาคม 2552 มีหน้าที่เฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินและพัฒนา

คุณภาพชีวิตครู รวมถึง "โครงการพัฒนาชีวิตครู่" ได้มีการเข้าพบ

หารือกับอาจารย์ 2 ครั้ง ในเดือนกันยายน 2552 เกี่ยวกับแนวทางการ

ดำเนินงานใน "โครงการพัฒนาชีวิตครู" และประเด็นอื่นๆ

การร่วมสนับสนุนเครือข่ายหัวใจอาสาเพื่อร่วมพัฒนา "Sharing

Bank" แนวทางการดำเนินงาน Sharing Network โดยจัดให้มีการ

ทำงานเป็นระบบแบบ Sorial Enterprise ผสผสานกับความช่วยเหลือ

ภายนอก (ที่อาจเป็นแรงกาย ค่าใช้จ่าย และเงินบริจาค) ที่จะเสริม

หนุนการทำงานของมูลนิธิฯ ต่อไป ทั้งนี้ การทำงานของเครือข่ายใน

อนาคตจะดำเนินการโดยจัดเวทีเครือข่ายหัวใจอาสา ผ่านคณะทำงาน

ที่อาจใช้ชื่อสั้นๆ เรียกง่ายๆ ว่า "เครือข่ายเอื้อเฟื้อ แบ่งปัน" หรือ

"CARE & SHARE NETWORK"

การร่วมสนับสนุนชุมชนเข้มแข็งเป็นสุขด้วยระบบตัวชี้วัด อาจารย์

ได้เริ่มดำเนินการเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิฯ สนับสนุนการจัดทำ

เป้าหมาย ตัวชี้วัดความสำเร็จการพัฒนาของของวนการองค์กรชุมชน

ท้องถิ่นในจังหวัดราชบุรี โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 สิ่งหาคม 2552 ที่ผ่านมา

ได้ไปเยี่ยมให้คำปรึกษาและติดตามความก้าวหน้า ในการดำเนินการ

ในเรื่องนี้ที่ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม และตำบลหนองพันจันทร์

อำเภอบ้านคา พบว่ามีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจโดยเฉพาะที่ตำบล

บ้านเลือกนั้นมีความชัดเจนและมีการร่วมแรงร่วมใจกันดีมาก ในการ

เดินทางไปครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การ

มหาชน) ไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย อาจารย์กล่าวว่า การสร้างตัวชี้วัด

คารพัฒนาแบบบูรณาการในระดับท้องถิ่น (เขต อบต.) ได้ก้าวล่วง

"จุดผ่านสำคัญ" (Breaktrough) ทางเทคนิควิธีการโดยอาจารย์ในนาม

ของมูลนิธิหัวใจอาสา ได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช)

เพื่ออำนวยให้กลุ่มทำงานของ ต.บ้านเลือก อ.โพธาราม และ ต.หนอง-

พันจันทน์ อ.บ้านคา จ.ราชบุรี สามารถพัฒนาตัวชี้วัดการพัฒนาแบบ

บูรณาการที่เป็นของแต่ละตำบลและตำบลสามารถลงมือปฏิบัติได้จริง

อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทราบว่าขณะนี้แต่ละตำบลกำลังดำเมินการอยู่

การจัดทำตัวชี้วัดต้องส่งเสริมเชิงกระบวนการ ให้ชาวบ้านจัดการ

กันเอง และตัวชี้วัดต้องไม่มาจากภายนอก ทั้งนี้ ตัวชี้วัดควรมี 3 ระดับ :

ฟ้องถิ่น จังหวัด ชาติ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมสูง ในการนี้ทราบว่า

ทาง พอช. ได้มีนโยบายและจะดำเนินการระดับจังหวัดใน 16 จังหวัด

นำร่อง

ด้านทุน

30

ในช่วงเวลาดังกล่าว มูลนิธิฯ กำลังขับเคลื่อนงานสำคัญอยู่ 3 3 งาน

ได้แก่ งานส่งเสริมสันติวิธีเพื่อสังคม งานส่งเสริมการแบ่งปันในสังคม

และงานส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งเป็นสุข ซึ่งต้องคำนึงถึงถึงการหาทุนสำหรับ

การดำเมินงานในระยะยาว จึงมีความคิดที่จะจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อการ

ดำเนินงานจำนวน 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนส่งเสริมสัมสันติวิธีเพื่อสังคม

กองทุนส่งเสริมการแบ่งปันในสังคม และกองทุนส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง

เป็นสุข โดยในระยะแรกทางมูลนิธิฯ อาจจะจัดสรรทุนของมูลนิธิฯ ให้กับ

3 กองทุนที่จะจัดตั้งขึ้น เป็นทุนเริ่มต้น และระยะต่อไปก็จะดมทุน

จากภาคส่วนต่างๆ เข้ามายังกองทุนให้มากขึ้น เพื่อใช้สำหรับการ

ดำเนินงานของมูลนิธิฯ ในแต่ละงาน ในระยะยาว อาจารย์ได้บริจาด

Page 31

 

เงินโดยตั้งเป็นกองทุนชื่อ กองทุนชฎา-ไพบูลย์ ให้กับมูลนิธิหัวใจอาสา

และมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ มูลนิธิละ 1 กองทุน กองทุน

ละ 1,000,000 บาท

ด้านการบริหารจัดการ

อาจารย์ได้เสนอแนวคิดที่จะทำให้มูลนิธิฯ มีความเป็นสาธาธารณะ

มากขึ้น โดยให้มีการขยายเพิ่มเติมจำนวนกรรมการ โดยประธานฯ

จะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษามูลนิธิฯ ด้วยแนวคิด "ทำเล็กอย่างเป็นระบบ

เป็นกระบวนการ...ชวนคนมาร่วมช่วยทำงาน" ในระยะ 2 ปีแรกของ

มูลนิธิ ได้ถูกเสริมหนุนด้วยแรงของกลุ่มกรรมการใหม่และกลุ่มที่ปรึกษา

มูลนิธิ อาจารย์ได้เชิญชวนกลุ่มคนที่มีหัวใจเหมือนกันเข้ามาร่ว

อาสา เป็นที่ปรึกษาและกรรมการ

1. นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานกรรมการ

2. นายกิตติวัฒน์ อุชุปาละนันท์ รองประธาน

3. นางสาวจิริกา นุตาลัย กรรมการ

4. นายสิน สื่อสวน กรรมการ

5. นายประสพ สนองชาติ กรรมการ

6. นางกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร กรรมการ

7. นายพรรษา ทาเจริญศักดิ์ กรรมการ

8. นายกรรชิต สุขใจมิตร กรรมการและผู้อำนวยการ

9. นางสาวอุรุชา ชาติกานนท์ กรรมการและเหรัญญิก

10. นางวิสุทธินี แสงประดับ กรรมการและเลขานุการ

ในช่วงนี้งานของมูลนิริหัวใจอาสามีการพัฒนาไปมาก รูปแบบการ

บริหารของมูลนิธิหัวใจอาสา นอกจากกรรมการใหม่แล้ว มูลนิธิ

อาสายังได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิในสังคมที่มีจุดมการณ์เดียวกัน

กรุณาสละเวลามาเป็นปรึกษามูลนิธิ คือ

1. ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์

2. คุณประสพ สนองชาติ

3. คุณวิเชียร พงศธร

4. อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ

5. นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ

6. คุณการุณ เลาหรัชตนันท์

7. คุณสุนิตย์ เชรษฐา

ซึ่งนับเป็นพลังให้งานของมูลนิธิลุล่วงไปมาก เช่น การเดินวิ่งด้วยหัวใจ

อาสา โครงการ Sharing Bank และอื่นๆ

"องค์กรเล็กแต่ทำเรื่องใหญ่" เป็นอีกแนวคิดที่มูลนิธิฯ เน้น

ดำเนินการอย่างมี Impact และเห็นผล โดยการต่อย่ออดหรือการริเริ่ม

จุดประกายงานด้านสังคมต่างๆ และเน้น "ทำน้อยได้มาก" และ Cสe

& Share สามารถทำให้เกิดนวัตกรรมทางจิตอาสา ควรดำเนินการต่อ

อย่างมีส่วนร่วม โมเดลสามเหลี่ยม SM" ดังปรากฎหลังนามบัตรของ

กรรมการทุกท่าน

SM' สื่อความหมายด้วยภาพได้ครบทุกมิติของแนวคิดและ

เจตนารมณ์ของอาจารย์

"เพื่อสังเสริมและ ดำเนินการจัศการเชิงระบบและ

อย่างเป็นรบวนการ ในงานพัฒนาสังศมต้างๆ

ซึ่งรวมถึง การส่งเสริมการเป็นอาลาสมัคร การให้

การทำความดี การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม

การสร้างเสริมสุขภาพ การพัฒนาชุมชน และอื่นๆ"

เมณเวน/กองทุนที่สำคัญ

systems

management movernent

เป ระนงานทองซุนธ์ แสรับอันตัวสิ พื่อกังคม

SM2

Page 32 – 33

 

Love only grows

by sharing.

You can only have

more for yourself

by giving it away

to others.

Brian Tracy

อาสาร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน

"สังคมแห่งการแบ่งปัน" เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องที่อาจารย์ไพบูลย์ให้ความ

สำคัญอย่างยิ่งเสมอมา ตั้งแต่ครั้งบุกเบิกเรื่องการบริจาคเพื่อสาธารณะ

ประโยชน์ขององค์กรธุรกิจ (Corporate Phiantropy) หลายสิบปีก่อน

มาถึงเรื่อง 'การให้ในสังคม" และ "จิตอาสา" ที่ตื่นตัวกันมากทั้งใน

ภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของ

องค์กร (Corporate Social Responsbilny) อารย์โพบูลย์เป็นผู้มีบทบาท

สำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนและเผยแพร่ให้กว้างขวาง

สมัยที่ปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี อาจารย์ไพบูลย์เน้นเรื่องการ

ให้การแบ่งปันในสังคมเป็นวาระสำคัญในด้านนโยบายสังคมอย่าง

เอาจริงเอาจัง ครั้นเมื่อหมควาระของรัฐบาล และได้ก่อตั้งมูลนิธิหัวใจ

อาสาขึ้นมาต่อจากนั้น อาจารย์ได้นำเรื่องของการให้การแบ่งปันมา

กำหนดเป็นงานหลักประการหนึ่งของมูลนิธิฯ และจัดให้เป็นแผนงาน

ที่มีกองทุนไว้คอยสนับสนุนกิจกรรมการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน

อีกด้วย ซึ่งอาจารย์คงได้ตั้งใจให้เรื่องนี้มีการขยายเติบโด สืบต่อและ

สืบเนื่องต่อไปในอนาคต

Page 35

 

เมื่อแรกที่มูลนิธิฯ ก้าวเดินตั้งแต่เดือนเมษายน 2551 เป็นต้นมา

อาจารย์ไพบูลย์และกรรมการมูลนิธิรุ่นก่อตั้งต่างก็ตระหนักดีว่าการ

ให้การแบ่งปันในสังคมเป็นงานที่มีคนทำอยู่แล้วมากมาย อีกทั้งแนว

วิธีการแบ่งปันกันในสังคมก็มีให้เลือกคิดพิจารณาทั้งในและต่างประเทศ

เช่น www.freecycle.org "Time Bank" เป็นต้น ที่สำคัญก็คือ กลุ่มต่างๆ

องค์กรต่างๆ เครือข่ายต่างๆ ก็ล้วนมีทั้งความพร้อมมีทั้งศักยภาพ ดังนั้น

สิ่งที่มูลนิธิหัวใจอาสาเริ่มทำเกี่ยวกับ "สังคมแห่งการแบ่งปัน" จึงเน้น

ไปที่ความพยายามในการเชื่อมโยงและการขยายเครือช่ายของบุคค

ทำเรื่องการให้และการแบ่งปันอยู่แล้วให้เป็นเครือข่าย อย่างที่เรียกว่า

"Care & Share Network"

ธนาคารเพื่อการแบ่งปัน (Sharing Bank)

เกิดขึ้นจากแนวคิดสำคัญ 3 ประการ คือ

ประการที่หนึ่ง จากการที่คณะทำงานได้มีโอกาสทำงาน

สิทธิเด็ก ช่วยเหลือเด็กๆ ในสภาวะยากลำบาก ซึ่งเด็กบางคนก็มีพ่อแม่

บุญธรรมชาวต่างชาติคอยช่วยเหลืออุปถัมภ์ โดยได้จัดกิจกิจกรรมแยกแยะ

ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง "ความจำเป็น (Ne๓d" กับ "ความ

ต้องการ (Wan!" จนได้พบว่า เด็กๆ ส่วนใหญ่มีของที่ได้รับบริจาค

บางอย่างเก็บสะสมเหลือใช้อยู่มาก ทางคณะทำงานจึงขอรับบริจาค

สิ่งของเหลำนั้น เพื่อแลกเปลี่ยนส่งต่อให้กับเด็กคนอื่น ที่ยังขาดและ

ยากลำบากกว่า พร้อมสำรวจว่า อะไรคือความจำเป็น (Need) ที่แท้จริง

ที่ยังขาดอยู่ ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นการฝึกให้เด็กๆ รู้จักการแบ่งปัน พัฒนา

ตนเองให้รู้สึกมีคุณค่าขึ้นมา และสามารถเริ่มต้นดูแลช่วยเหลือผู้อื่นได้

ไม่ต้องรอรับแต่การสงเคราะห์เพียงด้านเดียว

36

ประการที่สอง คณะทำงานมีโอกาสได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบ

ภัยพิบัติ นับตั้งแต่มหันตภัยสึนามิ ดินโคลนถล่ม น้ำท่วม เป็นต้น

เรื่อยมา และได้ค้นพบว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีจิตเมตตาไม่ทอดทิ้งกัน

มีการช่วยเหลือแบ่งปันกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะในสภาวะวิกฤต

ฉุกเฉิน แต่ในการช่วยเหลือพบว่ามีของบริจาคเหลือใช้กองทิ้งอยู่เป็น

จำนวนมาก ซึ่งสิ่งของหลายอย่างเป็น "ความต้องการจากผู้ให้"

แต่อาจไม่ใช่ "ความจำเป็นของผู้รับ" รวมถึงภายในพื้นที่เองก็ยังไม่มี

ข้อมูลที่จะทำหน้าที่คอยช่วยประสานงาน หรือช่วยจัดการแยกแยะว่า

ใครอยู่ที่ไหน และจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือสิ่งใด สิ่งของต่างๆ ที่

ถูกส่งเข้าไปด้วยความรู้สึกและปรารถนาดี จึงอาจไม่สามารถให้ความ

ช่วยเหลือได้ตรงตามจังหวะเวลา และความจำเป็นของแต่ละคนแต่ละ

พื้นที่

ประการที่สาม หลวงปู่ท่านหนึ่งได้สั่งสอบอบรมพวกเรามาว่า

ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา ส่วนใหญ่ล้วนมาจากการคิดไม่เป็น

คิดไม่ถูก ปล่อยให้สิ่งที่มากระทบนำพาไปตลอดเวลา น้าไปสู่การชาดสติ

หลงไปกับความอยาก ที่เรียกว่า "การหลงคิด" หากตัวเราปล่อยให้

การคิด ถูกใช้ถูกฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราก็จะหลงไปไกล กลายเป็น

"ฟุ้งเฟ้อหลงใหล" สับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก ซึ่งการที่แต่ละคนจะ

ดิ้นรนหาทางออกจากความทุกข์ต่างๆ โดยลำพังนั้น เป็นเรื่องยาก

โชคยังดีที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม การที่เรามี

กัลยาณมิตรที่เป็นเพื่อนบ้าน หรือผู้คนในชุมชน เราจะใต้ทั้งความคิด

สติปัญญา บทเรียน หรือประสบการณ์ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถหา

ทางออก หรือหลุดพ้นจากความทุกข์นั้นได้ง่ายขึ้น

ด้วยแนวคิดหลัก 3 ประการนี้ ทางคณะทำงานจึงได้รับประสานงาน

กับกลุ่มเครือข่ายพื้นที่ ปรึกษาหารือกัน ในการที่จะนำแนวคิดไปรับ

Page 37

 

เปลี่ยนใช้ให้เกิดเป็นรูปธรรม สร้างเป็นกิจกรมทำงานได้จริงในรูปแบบ

ต่างๆ เกิดเป็นลักษณะของ ธนาคารเพื่อการแบ่งปัน หรือ Shaing Bank

ตระเตรียมให้เกิดขึ้นไว้ในพื้นที่ตนเอง

ซึ่งจากการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา พบว่ายังมีปัญหาบางประ-

การในการดำเนินงาน และติดขัดในการปรับใช้แนวคิดในบาง

จนกระทั่งทางคณะทำงานได้มีโอกาสนำเสนอแนวควความคิดการจัดตั้ง

"ธนาคารเพื่อการแบ่งปัน IShaing Bank)" ในที่ประชุมของศูนย์คุณ-

ธรรม ซึ่งในขณะนั้นมีท่านอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรรม ร่วมประชุม

อยู่ด้วย และท่านอาจารย์ได้ให้ขัดคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจ แต่ด้วยเวลา

จำกัด ทางคณะทำงานจึงขอความเมตตา ขอเรียนปรึกษากับท่าน

อาจารย์อีกครั้ง ท่านจึงได้นัดหมายให้มาร่วมประชุมที่มูลนิธิหัวใจอาสา

ในวันที่ 16 มีนาคม 2552 ซึ่งในวันนั้นท่านอาจารย์โพบูลย์ได้ให้ชัด

ข้อเสนอแนะ พร้อมแนวทางปฏิบัติ เพื่อพัฒนาต่อยอดให้เป็นระบบ

มากขึ้น ซึ่งทางคณะทำงานขอคัดลอกมาบางส่วน ดังนี้

"การให้ การเกื้อกูล" ไม่ได้แปลว่า ให้หมด แต่หมายถึง การให้

เท่าที่เรามี หรืออาจเป็นส่วนเกินที่เหลือจากความต้องของเราแล้วก็ได้

อาจไม่ใช่แค่วัตถุ สิ่งของ แต่อาจเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น แรงกาย

ความรู้ ความสามารถ ฯลฯ การแลกเปลี่ยน-แบ่งปันควรนิ่มจากกายใน

แต่ควรถูกนำมาพัฒนาการทำงานให้เป็นระบบ โดยควรเริ่มจากพื้นที่

เล็กๆ ก่อน เช่น ในห้องเรียน แล้วค่อยเริ่มขยายไประหว่างองค์กรต่างๆ

และสถาบัน

ถ้าเราจัดการทำข้อมูลให้มีระบบที่ดี เชื่อมโยงด้วยระบบคอม

เตอร์จะช่วยให้แต่ละองค์กรสามารถใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามาดูข้อมูลข้าม

เครือข่าย และรับรู้ถึงความต้องการ (Neอ) ของแต่ละพื้นที่ได้ว่าเขา

ต้องการอะไร และจะช่วยเหลืออะไร ดังนั้น การแลกเปลี่ยน-แบ่งปั

ระหว่างองค์กร Sharing Bank ก็จะเกิดขึ้น

38

หลักการของการพัฒนาระบบ ที่ควรนำมาใช้กับธนาคารเพื่อการให้

(Sharing Banl) คือ ความดี ความสามารถ และ ความสุข

1. ความดี เช่น ธนาคารเพื่อการให้ (Shaing Bank) การเอื้อ

เผื่อแผ่ ไม่ทำโทษ ทำแต่คุณประโยชน์ สร้างศักยภาพไนการทำความดี

2. ความสามารถ มีความสามารถในการคิด การทำ การจัดการ

เช่น การจัดการระบบข้อมูล

3. ความสุข ทางกาย ทางใจ ทางปัญญา ทางสังคม

"เรื่องธนาคารเพื่อการแบ่งปัน (Shaing Bank) นั้นเรื่องดี แต่ต้อง

เพิ่มความสามารถเรื่องระบบการจัดการ และสุดท้ายเมื่อทำแล้ว ต้องมี

ความสุขด้วย อาจเริ่มจากพื้นที่ เรียนรู้กันไป เริ่มช้าๆ ไม่เป็นไร อาจมา

พบกันเป็นระยะๆ เดือนละครั้ง มาแลกเปลี่ยนกันว่ามีปัญหาอะไร

ขยายผลไปแล้วได้อะไร ยังขาดอะไรบ้าง เพื่อช่วยกันพัฒนาต่อไป ทั้งนี้

ในการดำเนินงานควรมีงานวิจัยรองรับด้วย..."

หลังจากวันนั้น ทางคณะทำงานจึงได้นำข้อเสนอแนะที่ได้ ส่ ส่งต่อไป

ยังเครือข่ายในพื้นที่ มีการแลกเปลี่ยนและช่วยกันปรับการดำเนินงาน

ให้สอดคล้องกับสภาวะของพื้นที่ตนเอง แต่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน

คือ การฟื้นฟูสังคมแห่งการแบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ซึ่ง

เป็นรากฐานของสังคมไทยตลอดมา นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังให้สมาธิก

ของเครือข่ายธนาคารเพื่อการแบ่งปัน (Shang Bank) ทุกพื้นที่ทุกคน

ได้สัมผัสถึงความรู้สึกของการเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน

(คณะทำงานขบวนการตาสับปะรด สำนักข่าวเด็กและเยาวชน)

มูลนิธิหัวใจอาสาจึงอาสาร่วมกันมองหาแนวทางเชิงระบที่จะช่วย

ส่งเสริมให้เกิดการขยายผลให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เช่น งานของเศรือข่าย

ตาสับปะรดที่มีกระบวนการทดลองทำธนาคารเพื่อการแบ่งปัน (Sharry

Page 39

 

Bank) ในพื้นที่ของหลายจังหวัดแต่ยังต้องมีการปรับประบบการจัดการ

เพื่อแก้ไรปัญหาเรื่องสิ่งของที่ได้รับบริจาคไม่ตรงตามความต้องการของ

ผู้รับ และการจัดการสิ่งของที่รับบริจาคไว้แล้ว เป็นต้น

อาจารย์ไพบูลย์ให้ความสำคัญกับเรื่องการขยายวงของการแบ่งปัน

ในสังคม แต่ท่านมักจะพูดเน้นเสมอๆ ว่าแนวทางการพัฒนาที่ควรมี

ลักษณะเป็นขบวนการ (movement) การเดินแบค่อยเป็นค่อยไป

ทำเล็กๆ ก่อนแล้วจึงขยายให้กว้างขวางขึ้น คล้ายกับการสร้างเจดีย์

ที่ต้องเริ่มจากฐานที่มั่นคง ทั้งนี้ ต้องมีการจัดการที่ดี คือ จัดการตนเอง

และจัดการกันเอง (ชุมชน องค์กร โรงเรียน) โดยจุดที่จะจัดการควรเน้น

จุดเล็กก่อนแล้วจึงขยายเครือข่าย สร้างเครือข่ายการร่วมกันจัดการ

ออกไปตามลำดับ

นั่นคือการทำจุดเล็กให้เข้มแข็งก่อนไประดับชาติ เน้นทั้ง "การให้"

และ "การรับ", การสร้าง "โอกาสให้ผู้รับได้มีโอกาสให้" มีโอกาสได้

สื่อสารกันถึงเหตุผล "ทำไมถึงให้" และ "ทำไมถึงอยากรับ" ระหว่าง

ผู้ให้กับผู้รับซึ่งสามารถสลับสับเปลี่ยนบทบาทกันได้ตลอดเวลา ซึ่งจะ

ช่วยทำให้สายใยเอื้ออาทรทางสังคมเข้มแข็งขึ้น

อาจารย์ไพบูลย์กล่าวเสมอว่า "..มูลนิธินี้ไม่เป็นของส่วนตัว

มูลนิธิเป็นของส่วนรวมให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวข้องมาร่วมกันทำงาน.." เมื่อ

การดำเนินงานของมูลนิธิย่างเข้าปีที่ 3 คณะกรรมการมูลนิธิฯ ได้เรียน

เชิญบุคคลสำคัญในวงการต่างๆ มาร่วมเป็นกรรมการและที่ปรึกษา

ทำให้มูลนิธิหัวใจอาสา มีการขยายงานเพิ่มมากขึ้นในปี 2554 ได้แก่

คุณวิเชียร พงศธร คุณประสบ สนองชาติ คุณกรรณิการ์ บรรเทิงจิตร

เป็นต้น

การขยายวงครั้งนี้มีผลมากในเรื่องการให้การแบ่งปันในสังคม

เพราะต่อมามูลนิธิฯ ได้เริ่มการสนับสนุนแนวคิดและการทำงานของ

ร้านปันกันซึ่งดำเนินการโดยมูลนิธิยุวพัฒน์ ด้วยการเชื้อเชิญองค์กร

ธุรกิจและสังคมมาร่วมศึกษาขยายแนวทางของร้านปันกันให้กว้างขวาง

ยิ่งขึ้น รวมทั้งมูลนิธิฯ ได้ร่วมกับ สสส. และสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อ

สุขภาพไทย ตลอดจนองค์กรอีกจำนวนมาก จัดการเดินวิ่งเพื่อสร้าง

สังคมแห่งการแบ่งปัน ซึ่งส่งเสริมการเสริมสร้างสุขภาวในระดับ

บุคคลและระดับสังคม นับว่าได้เริ่มจุดประกายมิติไหมให้กับการเดินวิ่ง

เพราะมีการจัดให้ผู้เข้าร่วมการเดินวิ่งมีโอกาสในการแบ่งปันสิ่งของ

ให้แก่กันและให้แก่สังคมอีกด้วย

มูลนิธิหัวใจอาสาเริ่มต้นจากจุดเล็กที่เราพอทำได้ น่าจะทำได้ดีและ

มีคุณค่าต่อขบวนการที่กำลังดำเนินอยู่ ประหนึ่งว่าอ่าอาจารย์ได้มอง

ภาพรวมระดับประเทศในเรื่อง "สังคมแห่งการแบ่งปัน" เอาไว้ด้วยแล้ว

โดยได้เขียนแนวคิดเกี่ยวกับระบบกลไกและแนวทางการขับเคลื่อนงาน

ด้าน Care & Share อย่างเป็นขบวนการต่อไปในอนาคต ซึ่งอาจารย์

ไพบูลย์ให้แนวคิดดังต่อไปนี้ไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553

ㆍ Care & Share Bank (CSB)

ㆍ Care & Share Organization (CSO)

ㆍ Care & Share Club (CSClub)

ㆍ Care & Share Network (CSN)

ㆍCare & Share Marketplace (CSMar)

ㆍ Care & Share Goods (CSG)

ㆍ Care & Share Services (CS)

ㆍCare & Share Members (CSMem)

ㆍCare & Share Information Technology (CSIT)

ㆍCare & Share Knowledge Management ICSKM)

ㆍCare & Share Research (CSR)

ㆍCare & Share Communication (CSCommu)

Page 41 – 40

 

อาจารย์ไพบูลย์ได้คิดและมองเรื่อง 'สังคมแห่งการแบ่ง

ไว้อย่างลึกซึ้งกว้างขวางว่าเป็นเรื่องสำคัญและใหญ่มาก ทั้ง

เนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นกับมิติการพัฒน

สงคมชุมชนที่เขับเข็งและมิติการสร้างสังคมแห่งสันติสุข โดยอาศัย

หลักการทำงาน 3 ประการที่มูลนิธิหัวใจอาสาตั้งไว้เป็นแนวทาง

สำคัญนั่นคือ 'System' 'Management' 'Movemement'

อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ผู้มี "หัวใจอาสา" ที่เข้มแข็ง

คุณวิเชียร พงศธร / ประธานมูลนิธิยุวพัฒน์

ถึงแม้ผมจะได้ทราบถึงงานด้านพัฒนาสังคมต่างๆ ที่อาจารย์ไพบูลย์

ได้ทำมาอย่างมากมายเป็นเวลานาน แต่ก็มีเพียงช่วงเวลาประมาณ

สองปีเศษที่ผ่านมานี้เท่านั้น ที่ผมได้มีโอกาสได้ทำงาน ได้ร่วมประชุม

รวมทั้งมีโอกาสได้พูดคุยหารือกับอาจารย์สองต่องในบางโอกาส

โดยเฉพาะช่วงก่อนหรือหลังเข้าประชุมมูลนิธิหัวใจอาสาที่อาจารย์

ได้ให้เกียรติชวนผมเป็นที่ปรึกษาของมูลนิธิฯ

ในช่วงเวลาที่ผมได้สัมผัส "หัวใจอาสา" ของท่านอาจารย์

ไพบูลย์นี้แหละที่ผมได้รับทราบและได้เรียนรู้จากต้นแบบของผู้ที่มี

หัวใจอาสา ผู้ที่แบ่งปันหัวใจให้แก่ผู้อื่นอย่างไม่มีข้อจำกัด ไม่มี

เงื่อนไข เหตุผลที่ผมมีความมั่นใจเช่นนั้นก็เพราะว่า ในช่วงเวลา

ดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่อาจารย์ป่วยเป็นโรคร้าย เป็นช่วงเวลาที่

อาจารย์มีสภาพร่างกายถดถอยไม่แข็งแรง ต้องเข้าออกโรงพยาบาล

เพื่อรับการรักษาอยู่เป็นประจำ แต่ความเป็นผู้มี "หัวใจอาสา" เป็น

ผู้ที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในสังคม เห็นแก่ส่วนรวมของอาจารย์

ไพบูลย์ยังคงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม และท่านตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะ

เผยแพร่ ถ่ายทอดความเป็นผู้มี "หัวใจอาสา" ให้แก่ผู้อื่นในสังคม

ซึ่งตัวผมเองก็เป็นผู้โชคดีคนหนึ่งที่ได้สัมผัสและเรียนรู้จากการได้

รับฟัง ได้รับรู้การปฏิบัติเป็นตัวอย่างของอาจารย์ไพบูลย์ ซึ่งเกินจาก

ความคาดหวังของคนทั่วไปว่า ในความเป็นมนุษย์ปฤชนที่เรื่อง

สุขภาพ เรื่องความอยู่รอดของชีวิตของตนน่าจะเป็นเรื่องที่เราให้

ความสำคัญเป็นอย่างสูง แต่อาจารย์ไพบูลย์กลับยังคงหนักแน่นใน

การแบ่งปันหัวใจให้แก่ผู้อื่น และยังคงคิดที่จะแก้ปัญหาให้สังคม

โดยรวมเสมอ สำหรับผมเองก็ได้รับการให้กำลังใจ ได้รับการให้เกียรติ

Page 42 – 43

 

ทั้งต่อหน้าและลับหลัง อาจารย์ได้มาร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมส่วนรวนรวม

ต่างๆ ทั้งของมูลนิธิหัวใจอาสา และกิจกรรมในส่วนของมูลนิธิอื่นๆ

ที่ผมเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งๆ ที่สภาพร่างกายอ่อนแอ ในบางครั้งพูด

จะไม่ได้ โดยผมมั่นใจว่าอาจารย์ตั้งใจที่จะมาเป็นแรงใจ

สนับสนุนให้การมี "หัวใจอาสา" นั้นมีความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง

ต่อไป

บทเรียนจากอาจารย์ไพบูลย์ที่จะยังคงอยู่ตลอดไปไปในมอง

ของผมจากประสบการณ์ข้างต้น คือบนธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่มี

ความสมบูรณ์เพียบพร้อมไปในทุกๆ สิ่ง ไม่ว่าฐานะทางเศรษฐกิจ

สังคม ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งสุขภาพ

และชีวิตอันเป็นที่หวงแทนของทุกคนนั้น เราต่างเป็นผู้มี "หัวใจอาสา"

ได้ทั้งสิ้น เป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจ เป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพราะการที่

คนในสังคมมีจิตสำนึก "หัวใจอาสา" ได้โดยกว้างนั้นสังคมจึงจะมี

สุขได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้น การที่คนหลายๆ ส่วนในสังคมไทยมักจะพูดว่า ขอใ

ตัวเราเองมีความสมบูรณ์เพียบพร้อมเสียก่อนแล้วเราจึงจะแบ่งเวลา

แบ่งปัจจัยส่วนตนไปช่วยคนอื่นๆ ในสังคม จึงเป็นทัศนคติที่ควจะ

ถูกปรับเปลี่ยน เพราะการเป็นผู้มี "หัวใจอาสา" และเห็นแก่สังคม

ดยรวมนั้น ควรจะเป็นสิ่งที่คนในสังคมถือปฏิบัติตามศักยภาพ

แต่ละบุคคล ผมจะเป็นคนหนึ่งที่จดจำแบบอย่างของอาจารย์ไพบูลย์

วัฒนศิริธรรม ผู้มี "หัวใจอาสา" ที่เข้มแข็ง แม้แต่ในช่วงเวลาที่ความ

พร้อมส่วนตนมีข้อจำกัดและตกอยู่ในสถานการณ์ที่วิกฤตก็ตาม และ

ผมมั่นใจว่าการเลือกทางดำเนินชีวิตที่ดีงามและเข้มแข็งของอาจารย์

จะเป็นต้นแบบ กำลังใจ และแรงบันดาลใจให้แก่คนในสังคมในทุก

ยุคทุกสมัย

Page 44

 

การจัดการตนเอง

ในแนวทางที่มีความสมดุล

ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์

และมนุษย์กับธรรมชาติ

ทำให้คนมีความสุขทั้งทางกาย

ทางใจ และทางสังคม

(Phron Choal Come)

แผนงานส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งเป็นสุข

อาจารย์ไพบูลย์มีความผูกพันกับชุมชนมานาน ท่านเชื่อว่าชุมชนเป็น

คำตอบที่สำคัญของการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงสังสังคม ที่ผ่านมาท่าน

เป็นทั้งนักคิด นักวิชาการ เชื่อมโยงขบวนการชุมชน และพัฒนานโยบาย

เกี่ยวกับชุมชนหลายเรื่อง เมื่อมูลนิธิคิดแผนงานส่งเสริมความเข้มแข็ง

ชุมชนเป็นสุขขึ้น ความท้าทายอยู่ที่มูลนิธิจะมีบทบาทหรือทำกิจกรรม

อะไรที่แตกต่างจากหน่วยงานที่ทำอยู่แล้ว และงานมูลนิธิจะส่งผลกระทบ

เป็นวงกว้างต่อการพัฒนาแนวความคิด องค์ความรู้ และนโยบายการ

พัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างมีพลังได้อย่างไร

จากแนวความคิดของอาจารย์ ที่ว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนต้องให้ชุมชน

ฐานรากมีบทบาทสำคัญ จึงต้องส่งเสริมให้ซูมชนที่มีบทบาทและความ

สามารถในการพัฒนา เข้าสู่การจัดการตนเองในแนวทางที่มีความ

สมดุลระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับธรรรมชาติ ทำให้คนมี

ความสุขทั้งทางกาย ทางใจ และทางสังคม เป็นการพัฒนาที่ทำให้มนุษย์

มีทั้งความดี ความสามารถ และความสุข ทั้งการพัฒนาดังกล่าวต้องมี

เครื่องมือที่ดี คือ การสร้างเป้าหมายการพัฒนาและตัวชี้วัดความสุข

ของชุมชนท้องถิ่น มูลนิธิจึงเลือก "การจัดทำเป้าหมายและตัวชี้วัดการ

พัฒนา" เป็นงานเริ่มต้นของแผนงานนี้

 

ความจริงอาจารย์ไพบูลย์เองได้ให้ความสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ตั้งแต่อาจารย์ป่วยและไปรักษาตัวที่จังหวัดราชบุรี มีชาวบ้านที่ตำบล

บ้านเลือก อำเภอโพธาราม เชิญท่านให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดทำ

เป้าหมายตัวชี้วัดของตำบล นายวิฑูลย์ ศิริเกษม ประธานสภาองค์กร

ชุมชนตำบลบ้านเลือก เล่าว่า อาจารย์ได้ลงพื้นที่เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม

2552 ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านเลือกถือเป็นวันประวัติศาสตร์ ที่อาจารย์

ลงชุมชนนี้เป็นครั้งแรก ได้เรียนรู้และไห้คำแนะนำกับชาวบ้านเลือก

เกี่ยวกับหลักคิด การสร้างเป้าหมาย และตัวชี้วัดการพัฒนาของตำบล

บ้านเลือก และหลังจากนั้นอาจารย์มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริม

สนับสนุนการเรียนรู้ และการเชื่อมโยงตำบลที่สนใจทำเรื่องตัวชี้วัดการ

พัฒนาตำบล ซึ่งทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนสนับสนุนอยู่ อาจารย์

ได้ให้ความสำคัญกับเครือข่ายนี้มากโดยเข้าร่าร่วมรับฟังความก้าวหน้า

และให้ข้อคิดเห็นอย่างเสม่ำเสมอ ครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555555

สิ่งที่ชาวบ้านในเครือข่ายประมาณ 20 ตำบล ผู้นำในท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่ พอช. และนักวิชาการอิสระฯ ได้เรียนรู้จากอารย์เกี่ยวกับ

การจัดทำเป้าหมาย และตัวชี้วัดการพัฒนาของชุมชนท้องถิ่นห

เรียกกันง่ายๆ ว่า ตัวชี้วัดความสุข มีมากมาย ได้แก่ หลักเจ็ดประการ

ของการสร้างตัวชี้วัด ประกอบด้วย

1. คิดเอง ทำเอง ไม่ลอกเลียนหรือแข่งขันกับคนอื่น

2. ร่วมมือ รวมพลัง ทั้งท้องที่ ท้องถิ่น ประชาชน หน่วยงานในพื้นที่

เอกชน

3. อะไรก็ได้เมื่อมาร่วมคิดร่วมทำแล้ว ตกลงร่วมกันว่าอะไรดีก็ทำ

ตามนั้น

4. คิดจริง ทำจริง ตั้งใจจริงจังกับความคิดเมื่อคิลงมือทำ

5. เรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คือเรียนรู้จากที่ลงมือทำ คิดไป

ทำไป ปรับปรุงไป

6.ร่วมสร้างขบวนการ/ทำอย่างเป็นขบวนการ คือต้องสร้าง

เครือข่าย สร้างเพื่อนร่วมอุดมการณ์และทำอย่างเป็นขบวนการ

7. แข่งขันบันเทิง คือ ควรทำอย่างสนุกมีความสุขจากการได้ทำ

หลักคิดสร้างเป้าหมายและตัวชี้วัคการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น

7.แข่งขันบันเทิง 1.คิดเอง ทำเอง

6...มสร้างขบวนการ

ความคิด

ทำสิ่งที่เป็นคุณ

ไม่ทำสิ่งเป็นโทษ

สร้างศักยภาพที่จะทำคี

ต้องมากพอ

ความสุข

และได้ความสมดุล

2.ร่วมมือ รวมพลัง

ความสุขทางกาย

ความสุขทางปัญญา/9ควิญญาณ

ความสุขทางใจ

ความสุขทางสังคม/ในการอยู่ร่วมกัน

เรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ความสามารถ

ความสามารถในการคิด

ความสามารถในการหา

ความสามารถในการจัดการ

3.อะไรก็ได้

4.คิดจริง ทำจริง

Page 48

 

สำพล ปลางหนี

ที่กำลักmรที่shoall@anning Thaoda?)

บันใด 5 ชั้นสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขอย่างมั่นคงและยั่งยืน ประกอบด้วย

1. มีเป้าหมายที่ดี เป้าหมายร่วมกันของสภาองค์กรชุมชนในแต่ละ

พื้นที่ คือ ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันของประชาชน

2. มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ดี 3 ประการ คือ

(1) ความดี

(2) ความสามารถ

(3) ความสุข

3. มีวิธีการที่ดีที่จะได้ตัวชี้วัดที่ชัดเจน

4. มีวิธีการที่ดีที่จะบรรลุเป้าหมายให้ใด้ผลตามตัวชี้วัด

5. มีการติดตามผลที่ดี คือ ต้องวัดผลได้

นอกจากความรู้แล้ว สิ่งที่ชาวบ้านเปลี่ยนแปลง คือ ความคิด

และความสุขที่เกิดขึ้นในกระบวนการเรียนรู้กับอาจารย์ ทำให้เขาเห็น

คุณค่าของตนเอง เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน มีความสัมพันธ์ที่ดี มีความ

ภาคภูมิใจ นับเป็นความสุขที่เกิดขึ้น แม้ตัวชี้วัดความสุของตำบพ

ยังไม่สำเร็จก็ตาม

ในเรื่องตัวชี้วัดการพัฒนา อาจารย์มิได้คิดเฉพาะในระดับชุมชน

เท่านั้น แต่มองในระดับภาพรวมของท้องถิ่นและประเทศด้วย โดยมุ่งที่

จะเชื่อมโยงแนวความคิด และการดำเนินงานให้เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน

โดยในส่วนของแผนงานขับเคลื่อนสังคมด้วยดัชนีชี้วัดความก้าวหน้า

ที่แท้จริง (National Progress Index Program) หรือย่อว่า NPI ที่มีกาลี

5 องค์กร ได้แก่

ㆍสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ㆍสำนักงานสถิติแห่งชาติ

ㆍกรมสุขภาพจิต

ㆍสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย

ㆍมูลนิธิหัวใจอาสา

Page 51

 

ㆍมูลนิธินโยบายสุขภาวะ

และมูลนิธิได้เข้าร่วมภาคีด้วย ซึ่ง NP! มีเป้าหมายในการกระตุก

และกระตุ้นให้สังคมไทยขับเคลื่อนไปสู่สังคมที่มีวัฒนธรรมการวางแผน

และการตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลที่สะท้อนภาพการพัฒนาในมิติติต่างๆ

อย่างเป็นองค์รวม เพื่อให้การวางแผน และการตัดสินใจ อยู่บนพื้นฐาน

ของการใช้เหตุผลอย่างรอบคอบ เพื่อสร้างสมดุลของการพัฒนาและ

สร้างภูมิคุ้มกันในการพัฒนา

อาจารย์ไพบูลย์เองได้แลกเปลี่ยนกับผู้รับผิดชอบในช่วงต้น คือ คุณ

ณัฐพงศ์ จาธุวรรณพงศ์ หลายครั้งเพื่อทำให้ NP! มีแนวคิด ทิศทางที่ดี

ท่านเน้นย้ำว่าดัชนีไม่สำคัญเท่ากับการมีกระบวนการนำการนำดัชนีไปใช้

ประโยชน์จริง กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างตัวดัชนี

จึงมีความสำคัญและเมื่อประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากดัชนีก็จะนำไปสู่

การตื่นรู้ เกิดการพัฒนาในชุมชนท้องถิ่นและทำให้เกิดความก้าวหน้า

เพื่อประโยชน์สุขของสังคมโดยรวม

ในช่วงท้ายของชีวิตอาจารย์ในฐานะมูลนิธิหัวใจอาสา ได้พยามที่จะ

ทำให้เกิดการพูดคุยกันระหว่างเครื่อข่ายองค์กรชุมชน สสส. พอช. และ

ผู้เกี่ยวข้อง เช่น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อทำให้เกิดการ

บูรณาการ การทำเป้าหมายตัวชี้วัดการพัฒนาระดับชุมชุมชน ท้องถิ่น

และระดับชาติให้เกิดการเชื่อมโยงและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งผู้เกี่ยวข้อง

ได้มีการสานต่อเจตนารมณ์ของอาจารย์ โดยเริ่มจากจะมีการจัด

ตลาดนัดความรู้ ตำบลจัดทำเป้าหมายตัวชี้ วัดความสุขชุมชน

ในปลายเดือนมิถุนายน 2555 นี้

อาจารย์ไพบูลย์ - ที่ปรึกษา

"แผนงานขับเคลื่อนสังคมด้วยดัชนีชี้วัดความก้าวหน้า"

เป็นที่รู้กันอยู่ว่ามาตรวัดการพัฒนาที่เอาจีดีพีเป็นตัวตั้งไม่ได้สะท้อน

ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในสังคมเท่าใดนัก คนทะเลาะ

กัน จีดีพีขึ้น รถติดจีดีก็ขึ้นเพราะซื้อรถและใช้น้ำมันกันมากนั่นเอง

ถ้าเป็นเช่นนั้นมาตรวัดการพัฒนาของสังคมไทยควรต้องมีการ

ทบทวนว่าวัดแล้วไปสู่ความสุข และประโยชน์สุขของคนไทยอย่าง

แท้จริงหรือไม่อย่างไร

แต่การมีดัชนีที่ดีอาจไม่สำคัญเท่ากับการมีกระบวนการนำดัชนี

ไปใช้ประโยชน์จริง หลายครั้งที่เราพยายามมีตัวใหม่ๆ ขึ้นมา

แต่กลับมีคนไปใช้ประโยชน์น้อยมาก เพราะขาดกระบวนการมี

ส่วนร่วมของประชาชน ดังนั้นกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน

ในกระบวนการสร้างตัชนีจึงมีความสำคัญ เมื่อประชาชนมีส่วนร่วนร่วม

สูง โอกาสในการใช้ประโยชน์ก็จะมากตาม และเมื่อประชาชนใช้

ประโยชน์จากดัชนีก็จะนำไปสู่การตื่นรู้ เกิดการพัฒนา เอาไปใช้ใน

การปรับปรุงให้ชุมชน ท้องถิ่น จังหวัด และประเทศชาติของตน

ก้าวหน้าไปในทิศทางที่ดี ดังนั้น "แผนงานขับเคลื่อนสังคมด้วยดัชนี"

จึงต้องเน้นกระบวนการพัฒนาดัชนีไปพร้อมๆ กับการพัฒนาสังคม

ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างการตื่นรู้ของคนในสังคมให้

สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรวัดความก้าวหน้าเพื่อประโยชน์สุข

ของคนโดยรวม

ณัฐพงศ์ จารุวรรณพงศ์

Page 53

 

เพื่อสนับสนุนการป้องกัน

และแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

ส่งเสริมการสร้างความ

สมานฉันท์ของชุมชนท้องถิ่น

และสังคม เพื่อนำไปสู่

การสร้างชุมชนท้องถิ่น

และสังคมเข้มแข็งเป็นสุข

อาจารย์ไพบูลย์ กับการเป็นนักอาสา

สร้างสังคมสันติวิธี สันติวัฒนธรรม

ด้วยความมุ่งมั่นในวิธีคิดเพื่อให้สังคมมีสันติสุขและไม่ให้ใช้ความรุนแรง

โดยเด็ดขาด เป็นอีกหนึ่งการกิจที่อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิรธรรรรม พยาม

ผลักดันให้เกิดขึ้น โดยอาจารย์ตระหนักว่าในสถานการณ์ที่สังคมไทย

มีความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ทั้งเรื่อง

เกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการจัดการพยากรธธธรรมชาติ

และสิ่งแวดล้อม ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตอย่างปกติสุของผู้เกี่ยวข้อง

ทำให้สังคมอ่อนแอ และอาจารย์ปรารถนาที่จะมีส่วนร่วนร่วมในการป้องกัน

และแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์ในสังคมให้

สังคมไทยเข้มแข็ง โดยใช้แนวทาง "สันติวิธี" เช่น กระบวนการ "ประชา

เสวนา" (Crzens Dialogue) เป็นต้น เป็นเครื่องมือสำคัญ จึงจัดตั้ง

"กองทุนส่งเสริมสันติวิธีเพื่อสังคม" ขึ้นในมูลนิธิหัวใจอาสา โดยมี

วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาความชัดแย้ง

ส่งเสริมการสร้างความสมานฉันท์ของชุมชนท้องถิ่นและสังคม เพื่อนำ

ไปสู่การสร้างชุมชนท้องถิ่นและสังคมเข้มแข็งเป็นสุขต่อไป

Page 55

 

ความพยายามของอาจารย์ไพบูลย์ในการสร้างสันติสุขในสังคมไทย

ท่ามกลางความชัดแย้งดังกล่าว แสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมผ่านมูสนิธิ

หัวใจอาสา คือ 1) การสนับสนุนโครงการประซาแสวนาทาทางออกสู่การ

สร้างความสมานฉันท์อารยะอุตสาหกรรม ในเขตพื้นที่ จ.ระยอง ที่ นพ.

วันชัย วัฒนศัพท์ ผอ.ศูนย์สันติวิธีและธะรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า

กรุณารับดำเนินการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างชุมชมชนรอบเขตประ-

กอบการกับบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) โดยการจัดสานเสวนา

หาทางออกร่วมกัน จนนำไปสู่ความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันได้ทั้งสอง

ฝ่าย และ 2) มูลนิธิหัวใจอาสนับสนุน อาจารย์โคทม อารียา จาก

สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล รับผิดชอบ

โครงการสานเสวนาเพื่อจัดการความชัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยอาจารย์โพบูลย์เชื่อมั่นในการสานเสวนาอย่างมากว่าจะสามารถ

นำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้ง ความรุนแรงต่างๆ ในพื้นที่ได้

นอกจากใช้การเสวนาแล้ว อาจารย์ยังเป็นผู้ริเริ่มการชวนผู้ที่

เกี่ยวข้องมาร่วมคิด ร่วมเสนอทางออกอย่างแยบยลทีเดียว เช่น กรณี

ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ อาจารย์ชวนผู้เกี่ยวข้องสำคัญกับ

สื่อมวลชนมาร่วมทานข้าวด้วยกัน การเจรจาเกิดขึ้นในในนี้ได้ เรียกว่า

"ตั้งวงคุย" ทั้งที่โรงแรมสยามซิดี และโรงแรมดิเอมเมธรัลด์ จนได้

ข้อเสนอเพื่อสร้างความปรองดองที่ยั่งยืนด้วยสันติวิธี สันติวัฒนธรรม

และการมีส่วนร่วม เสนอต่อนายกรัฐมนตรี (เอกสารแนบท้ายบท)

โดยมีสาระสำคัญคือการเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนกระบวนการที่ดี

ที่ทุกภาคส่วนจะมีส่วนร่วมพิจารณาเนื้อหาสาระ เพื่อนำไปสู่การ

ตัดสินใจทางการเมือง และการดำเนินงานในจังหวะเวลาที่เหมาะสม

มากกว่าที่รัฐบาลจะตัดสินใจและดำเนินการฝ่ายเดียว ให้รัฐบาล

สนับสนุนกระบวนการสานเสวนาในแนวกว้างและแนวลึก ในพื้นพื้นที่และ

นอกพื้นที่ และให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง เพื่อนำสันติสุข

กลับคืนมาและลดการใช้ความรุนแรง

กองทุนส่งเสริมสันตีวิธีเพื่อสังคมของมูลนิธิหัวใจอาสาสายังสนับสนุน

กระบวนการอื่นๆ และที่สำคัญได้รวบรวมผู้ที่ห่วงใยประเทศชาติ

โดยอาจารย์ไพบูลย์ได้เป็นผู้นำและสนับสนุนกระบวนการสานเสวนา

เรื่องต่างๆ ที่เป็นปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมหาอุทกภัย

เรื่องความเห็นต่างการใช้อี-เอ็ม บอล และการสร้างความปรองดอง

และสุดท้ายแม้จะมีความเจ็บป่วยรุมเร้า อาจารย์ก็ยังอาสาเป็นผู้ที่

อยากเห็นรัฐหาทางออกของความขัดแย้งอย่างสันติ นำจดหมายเปิด

ผนึกจากกลุ่มบุคคลและองค์กรต่างๆ โดยมี นพ.วันชัย วัฒนศัพศัพท์

และอาจารย์โคทม อารียา ร่วมไปพบกับรัฐบาลซึ่งได้มอบหมายให้ท่าน

รองนายกฯ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ มาพบที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 20

มกราคม 2555 โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความเจ็บป่วยส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น

Page 56 – 57

 

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

นักสันติวิธี และนักสานเสวนา ประชาเสวนาด้วยหัวใจอาสา

โดย นพ.วันชัย วัฒนศัพท์

ผมรู้จักกับอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ตั้งแต่เรายังเป็นเด็กนักเรียน

แผนกวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหา

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ ปีที่หนึ่ง ไพบูลย์เป็นนักกิจกรรมที่รอบตัว

วงตะกร้อจะเห็นไพบูลย์อยู่ร่วมวงเป็นประจำ แม้แต่ละครน้องใหม่

ทั้งที่เป็นรุ่นหนึ่งที่ไม่มีรุ่นพี่ ด้วยบุคลิกของไพบูลย์เพื่อนๆ ก็ชวน

ไพบูลย์มาเล่นละครถึงสองเรื่อง คือบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6

เรื่อง "หลวงจำเนียรเดินทาง" และ "หมอจำเป็น" ที่ไพบูลย์ได้รับ

บทตัวเอกทั้งสองเรื่อง จึงได้เห็นความมีจิตสาธารณะและความสนใจ

ที่จะมีส่วนร่วมตั้งแต่เราเป็นเด็กมาด้วยกัน

และได้กลับมาฟื้นความสัมพันธ์กันอีกครั้งเมื่อมมาเป็นอธิการ-

บดื่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในปี พ.ศ. 2536 ผมได้รับเชิญให้เข้าไป

เรียนรู้เรื่อง AIC ที่มีแนวคิดใช้หลัก Appreciation Influence และ

Control ในการพัฒนา ซึ่งท่านศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี

และอาจารย์ไพบูลย์เป็นแกนหลัก นำผู้นำอีกหลายๆ คนของ

ไปเรียนรู้ร่วมกันที่วอชิงตัน ร่วมกับคณะผู้นำอีกหลายๆ ประเทศ

เราจึงเห็นพ้องกันถึงแนวทางการพัฒนาที่ต้องมองไปข้างหน้า

ด้วยแนวคิดและกระบวนการ AIC ซึ่งเป็นกระบวนการร่วมมือกัน

เปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่ก่อให้เกิดพลังสร้างสรรค์อย่างประหลาด

การประชุมดังกล่าวมีชื่อว่า New Development Paradigm หรือ

กระบวนทัศน์ใหม่แห่งการพัฒนา นับเป็นแนวทางสำคัญใน

พัฒนาประเทศ จากนั้นอาจารย์โพบูลย์ได้มีส่วนช่วยผลักดันให้เกิด

สถาบันสันติศึกษา ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นร่วมกับท่านอาจารย์

58

ประเวศรับเป็นประธาน ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมแห่ง

ความสันติสุข อาจารย์ไพบูลย์ก็ได้สนับสนุนให้ผมมาร่วมก่อตั้ง

ศูนย์สันติวิธีและธรรมาภิบาล และมาช่วยเป็นประธานพัฒนาหลัก-

สูตรของศูนย์นี้อยู่หลายปีนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง โดยความเข้าใจและ

ความเป็นนักปฏิบัติ จึงช่วยให้งานด้านนี้ของสถาบันพระปกเกล้า

รุดหน้าไปอย่างมาก

เมื่ออาจารย์ไพบูลย์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็น

รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของของมนุษย์ และ

รองนายกรัฐมนตรี ก็มีส่วนสำคัญในการผลักดันในคณะรัฐมนตรี

ให้รู้จักคำว่า "การประชาเสวนา" ซึ่งมาจากคำว่าว่า "Citizens

Dialogue" จนบ่อยครั้งได้ยินท่านอดีตนายกฯ พลเอกสุรยุทธ์

จุลานนท์ ใช้คำว่า ประชาเสวนา และเมื่อได้ชวนท่านรัฐมนตรีไพบูลย์

ร่วมกันจัดการหาทางออกให้ประเทศไทย จึงได้เกิดเวทีสานเสวนา

เพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติขึ้น เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน

2549 โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของของมนุษย์

ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า รวมทั้งกระทรวงยุติธรรม และสำนัก

นายกรัฐมนตรี ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นผู้ที่ทำให้เกิดระเบียบสำนัก

นายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเสริมสร้างความสมานฉันท์แห่งชาติ พ.ศ.

2550 ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2550 และลงพิมพ์

ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 20 ธันวาคม 2550 ในระเบียบนี้ได้ให้

คำนิยาม "การเสริมสร้างความสมานฉันท์" หมายความว่า

การดำเนินการใดๆ ที่นำไปสู่การป้องกันแก้ไขและจัดการกับปัญหา

ข้อพิพาทและความขัดแย้งในด้านต่างๆ ทั้งในระดับบุคคลและที่

สืบเนื่องจากกฎหมายและนโยบายสาธารณะ โดยรวมถึงการส่งเสริม

แนวทางในการป้องกันแก้ไขและจัดการกับปัญหาข้อพิพาทและ

ความชัดแย้งด้วยสันติวิธีในรูปแบบต่างๆ การส่งเสริมกระบวนการ

Page 59

 

ยุติธรรมทางเลือก และการสร้างสันติวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นภายใต้

หลักการและแนวทางการมีส่วนร่วม สันติวิธีและความยุติธรรมเชิง

สมานฉันท์ และได้ให้ความสำคัญต่อ "กระบวนการยุติธรรรม

ทางเลือก" ซึ่งหมายความถึง กระบวนการจัดการกับปัญหาข้อพิพาท

และความขัดแย้งที่อาศัยบุคคลผู้เป็นกลางมาช่วยเหลือ กำกับหรือ

อำนวยกระบวนการเพื่อให้คู่พิพาทได้เจรจาตกลงในปัญหาที่เกิดขึ้น

ร่วมกันแทนการฟ้องร้องต่อศาล รวมถึงคำว่า "ยุติธรรมชุม

หมายความว่า ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีส่งเสริมสนับสนุนหรือกระตุ้น

ให้ประชาชนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมหรือเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐ

ในการป้องกันแก้ไขและจัดการกับปัญหาข้อพิพาทและความขัดแย้ง

เยียวยาความเสียหายให้กับผู้ได้รับผลกระทบและมีส่วนร่วมในการ

สร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในชุมชน และคำว่า "ความยุติธรรม

เชิงสมานฉันท์" หมายความถึง ปรัชญาในการอำนวยความยุติธรธธธรรรม

ที่ต้องการให้ทุกฝ่ายที่มีสวนเกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากปัญหา

ข้อพิพาทและความขัดแย้งได้มีส่วนร่วมในการแสวงหาแนวทางเพื่อ

แก้ปัญหาร่วมกัน โดยทำให้ผู้เสียหายมีโอกาสได้รับการเยียวยวยา

และผู้กระทำผิดมีโอกาสแก้ไขความผิดพลาดที่ตนเองได้กระทำ

อันมีเป้าหมายสุดท้ายไปสู่การสร้างความสมานฉันที่ในสังคม

อาจารย์โพบูลย์ได้ให้ความสำคัญกับ "การสร้างสันติวัฒนธธธรรม"

ซึ่งหมายความถึง แบบแผน ประเพณีหรือวิถีชีวิตที่ปฏิเสธความ

รุนแรงทุกชนิด โดยเน้นความเอื้ออาทร ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ความคิดเชิงบวก การสานเสวนาหรือหันหน้ามาพูดคุยกัน และตระ

หนักถึงคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์

ทั้งหมดนี้ ท่านรองนายกฯ ไพบูลย์ ได้ใช้เวลาและความละเอียดถี่ถ้วน

ในการเป็นประธานร่วมยกร่างกับทีมงานที่สนใจใจใฝ่ติและประสงค์

จะให้เกิดความสมานฉันท์ ใช้เวลาที่ท่านรองนายกฯ และหลายๆ คน

ที่มาร่วมหมดภารกิจประจำวันไม่ว่าจะเป็นเวลาค่ำคืนหรือแม้แต่วัน

อาทิตย์ที่ท่านยอมสละเวลาครอบครัวมาร่วมกันกลั่นกรองระเบียบนี้

จากผู้ที่โชคดีเกิดมาเป็นเพื่อนของไพบูลย์ : วันชัย วัฒนศัพท์

14 พฤษภาคม 2555

กลั่นจากความคิดโคทม อารียา

...การเปิดโอกาสให้คนจากหลายๆ ฝ้ายได้เข้ามาทำงาน

ร่วมกัน ร่วมกันคิดใช้เหตุผลและคุณธรรมจากข้อมูลกรอง

ไปสู่การเห็นพ้องต้องกัน สร้างทัศนคติเชิงสันติ-สร้างสรรค์

-สมาบฉันท์ ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมการคิด-การพูด-

การทำเชิงสมานฉันท์เกิดเป็นวัฒนธรรรมทางการเมือง-การ

ปกครองซึ่งเป็นวิธีการป้องกันและจัดการกับความขัดแย้งที่

ได้ผลดีที่สุด แต่ความขัดแย้งไม่ได้เป็นเรื่องที่เสียหาย ความ

แตกต่างในเรื่องความคิดเห็นเป็นเรื่องปกติสำหรับสังคม

ประชาธิปไตยแต่ต้องไม่นำไปสู่ความรุนแรงจนเกิดความ

บาดหมางเคียดแค้น การเมืองในประเทศไทยกำลังพัฒนา

ยังไม่ถึงไหนยังพอมีเวลา...

Page 60 – 61

 

จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี

วันที่ 20 มกราคม 2555

เรื่อง การนำสันติสุขและความปลอดภัยกลับสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

ด้วยสังคมไทยมีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย แต่ความชัดแย้งที่

รุนแรงที่สุดเกิดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จซต.) โดยในช่วงเวลากว่า

เจ็ดปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตกว่าสี่พันคนแล้วนั้น ข้าพเจ้า คณะบุคคล

ตามรายชื่อข้างท้ายนี้ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับนโยบายการเร่นติสุข

และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินกลับคืนคืนที่จังหวัดชายแดน

าคใต้ของรัฐบาล และเพื่อให้การดำเนินนโยบายดังกล่าวเป็นไป

มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ข้าพเจ้าจึงมีข้อเสนอแนะ ดังต่อไปนี้

1. ในการจัดการความขัดแย้งใน จชต. ที่ซับซ้อนมากนั้น ควรมี

การจำแนกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง กระบวนการที่จะร่วมกันพิจารณาเนื้อห

สาระ จังหวะเวลาและขั้นตอน และการตัดสินใจทางการเมือง ปัจจุบัน

มีโอกาสที่ดีที่จะขับเคลื่อน ด้วยรัฐบาลได้แสดงวิสัยทัศน์และปณิธาน

ทางการเมือง และประชาชนมีความตื่นตัวในทางการเมืองและความ

ยุติธรรมมากขึ้น ในเบื้องตันรัฐบาลจึงควรสนับสนุนกระบวนการที่ดี

ที่ทุกภาคส่วนจะมีส่วนร่วมพิจารณาเนื้อหาสาระ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ

ทางการเมือง และการดำเนินงานในจังหวะเวลาที่เหมาะสม มากกว่าที่

รัฐบาลจะตัดสินใจและดำเนินการฝ่ายเดียว

2. ในการส่งเสริมการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น

ในรูปแบบที่สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่โดยไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญนั้น

รัฐบาลควรพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาเรื่องการจัดการตนเอง

62

ของจังหวัด ซึ่งแม้จะเน้น จชต. แต่ก็รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ด้วย โดยคณะ

กรรมการฯ ควรเสนธรูปแบบทางเลือกหลายรูปแบบเพื่อให้ประชน

มีส่วนร่วมในการพิจารณาในลำดับต่อไป

3. ในการมีส่วนร่วมตามข้อ 2 นั้น รัฐบาลควรสนับสนุนกระบวนการ

สานเสวนาในแนวกว้างและแนวลึก ในพื้นที่และนอกพื้นที่ และให้

ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง โดยที่ภาคประชาสังคมอาจทำ

หน้าที่เป็นวิทยากรกระบวนการ และสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะส่วนที่

เป็นของรัฐ ช่วยนำเสนอการใช้เหตุผลของฝ่ายต่างๆ สู่การพิจารณาของ

สาธารณชน

4. ในการนำสันติสุขกลับคืนมาและลดการใช้ความรุนแรงนั้น

รัฐบาลควรสนับสนุนการพูดคุยกับผู้เห็นต่าง โดยให้ความสำคัญแก่การ

พูดคุยนี้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง และใช้หลายๆ ช่องทางเท่าที่จะเป็น

ไปได้ รวมทั้งอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐและนอก

ภาครัฐ และรวมถึงการขอความร่วมมือจากมิตรประเทศ แต่ควรใช้

กระบวนการที่คล้ายการพูดแบบเงียบๆ และใช้ความระมัดระวัง มิให้มี

การใช้ประโยชน์ในการยกระดับความขัดแย้งสู่สากล

จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและดำเนินการต่อไปด้วย

จักขอบพระคุณยิ่ง

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

(นายโคทม อารียา)

อาจารย์สถาบันสิทธิมนุษยชน

และสันติศึกษา ม.มหิตล

สถาบันพระปกเกล้า

(นายแพพย์วันชัย วัฒนศัพท์) (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรธธรธธรรม)

ผู้อำนวยการหลักสูตร ประธานมูลนิธิหัวใจอาสา

การแก้ปัญหาความขัดแย้ง

Page 63

 

จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี

วันที่ 20 มกราคม 2555

เรื่อง ข้อเสนอเพื่อสร้างความปรองดองที่ยั่งยืนด้วยสันติวิธี

สันติวัฒนธรรม และการมีส่วนร่วม

เรียน นายกรัฐมนตรี

ตามที่รัฐบาลมีนโยบายสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ

และพื้นฟูประชาธิปโดยนั้น คณะบุคคลและองค์กรตามรายชื่อข้างท้าย

นี้เห็นว่านโยบายดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และเพื่อให้การ

ดำเนินนโยบายสามารถบรรลุผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริงและยั่งยืน

จึงขอเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการส่งเสริมกระบวนการสันติวิธี

วัฒนธรรม และการมีส่วนร่วม ดังต่อไปนี้

1. ส่งเสริมกระบวนการสานเสวนาในการจัดการความขัดแย้งต่างๆ

ซึ่งเป็นการเปิดโอกาลให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าพูดคุยกันอย่างเป็นมิตร

และสร้างสรรค์ โดยใช้การฟังอย่างตั้งใจและไม่ด่วนสรุปตัดสินผู้อื่น

เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ใตร่ตรองและปรับเปลี่ยนตนเอง อันจะนำไปสู่ทางออก

ของปัญหาร่วมกัน

2. สนับสนุนการปฏิบัติ ใช้กระบวนการสันติวิธี สันติวัฒนธรรม

และการมีส่วนร่วม รวมทั้งการเผยแพร่รูปธรรมของกระบวนการสาม

เสวนาในการจัดการความขัดแย้ง ที่ประสบผลสำเร็จแล้วในหลายกรณี

โดยผ่านสื่อต่างๆ เพื่อให้สังคมรับรู้ เห็นทางออกในการแก้ไขความ

ขัดแย้ง และสร้างความปรองดองในสังคมไทย

3. จัดให้มีกลไกเพื่อดำเนินการตามข้อ 1 และ 2 ให้บรรลุผล รวมทั้ง

มาตรการทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมกระบวนการสันติวิธี สันติวัฒนธรรม

และการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้กลไทและมาตรการดังกล่าว

ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมโดยตลอด

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ขอแสดงความนับถือ

(นายโคทม อารียา) (นายแพทย์วันชัย วัฒนศัพท์) (นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรธธรรม)

อาจารย์สถาบันสิทธิมนุษยชน ผู้อำนวยการหลักสูตร ประธานมูลนิธิหัวใจอาสา

และสันติศึกษา ม.มหิดล การแก้ปัญหาความขัดแย้ง

สถาบันพระปกเกล้า

สำนักงานปฏิรูป สภาพัฒนาการเมือง

สำนักงานทูตความดีแห่งประเทศไทย สภาเครือข่ายพลเมือง

สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา มูลนิธิกองทุนไทย

Page 64

 

เป็นส่วนหนึ่ง

ในการสร้างสังคม

แห่งการแบ่งปัน

ที่เข้มแข็ง

และยั่งยืนสืบต่อไป

แผนงานส่งเสริมการป้องกัน

โรคมะเร็งและโรคหัวใจ

แผนงานนี้ถือได้ว่าเป็นจดเริ่มต้นของมูลนิธิหัวใจอาสา ดำริโดยอาจารย์

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่ประสบโรคทั้งสองนี้ด้วยตนเอง อีกทั้งอารย์

ได้เพียรพยายามศึกษา ค้นคว้า เรียนรู้ ขอดำปรึกษา จากแหล่งเรียนรู้

และผู้รู้มากมาย เพื่อค้นหาแนวทางการรักษา การปฏิบัติตัว ต่อสู้ และ

เรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคนี้ให้ได้

ด้วยเล็งเห็นว่า การรักษาทั้งสองโรคนี้ มีผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงาน

ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศมากมาย และมีทรัพยากรพร้อม

ทั้งกำลังคน องค์ความรู้ เทคโนโลยี อุปกรณ์ เงินทุน ฯลฯ จากหลาย

แหล่งทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะโรคทั้งสองนี้ได้

เพราะทั้งสองโรคนี้ก็ยังครองอันดับต้นๆ ของการเป็นสาเหตุแห่งการ

เสียชีวิตมากที่สุด

 

มูลนิธิหัวใจอาสาที่เพิ่งก่อตั้งไม่มีจุดแข็งในด้านการรักษาทั้งสอง

โรคนี้เลย ดังนั้นการป้องกันรักษาจึงเป็นแผนงานที่เหมาะสมสำ

มูลนิธิฯ ในการขับเคลื่อนงาน โดยมุ่งเน้นที่การส่งเสริมการป้องกัน

อันเป็นจุดแข็งและเชี่ยวชาญของมูลนิธิฯ และอาจารย์ไพบูลย์ จากการ

ทำงานในลักษณะเครือข่ายขับเคลื่อนสังคมในด้านต่างๆ ที่ผ่านมาโดย

อาศัยทุนทางสังคมที่ได้สั่งสม

การเดินวิ่งด้วยหัวใจอาสา จึงเป็นที่มาของกิจกรรมเริ่มต้นของ

แผนการส่งเสริมการป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจ ที่ดำเนินงานมาแล้ว

2 ครั้งในปี 2554 และปี 2555 โดยร่วมกับ เครือข่ายของ สสสส. ได้แก่

สมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ที่ได้ดำเนินงานขับเคลื่อนก

และมีเครือข่ายชมรมนักวิ่งอยู่ทั่วประเทศ รวมทั้งจัดให้มีกิจรรมสาธิต

การออกกำลังกายและตลาดนัดสุขภาพ พร้อมกิจกรรมการให้แล

แบ่งปัน ที่ระดมการรับของบริจาคซึ่งเป็นของที่เจ้าของไม่ได้แล้ว

แต่ยังมีคุณค่ามีประโยชน์ มาจำหน่ายในราคาถูกเพื่อให้คนที่ต้องการ

ใช้ประโยชน์สามารถซื้อไปไร้ได้ และนำเงินรายได้ไปทำประโยชน์ให้กับ

งคมต่อไป ตลอดจนการจัดกิจกรรมต่าง ของมูลนิธิหัวใจอาสา และ

องค์กรร่วมจัด

การเดินวิ่งด้วยหัวใจอาสา ครั้งที่ 1 ในปี 2554 จัดขึ้นวันอาทิตย์

ที่ 5 มิถุนายน 2554 ระหว่างเวลา 04.00-10.30 น. บริเวณกระพรวง

สาธารณสุข ถนนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี ซึ่งอาจารย์โพบูลย์ได้เป็น

ประธานในพิธีเปิด พร้อมทั้งร่วมเดินร่วมกับคุณหญิงชฎา วัฒนศิริธธธธรรม

ภริยา และบุตรชาย ซึ่งได้รับความสำเร็จอย่างดี

การจัดงานครั้งนี้ มีผู้มาร่วมงาน และร่วมกิจกรรมทั้ง 3 ด้าน

ได้แก่ กิจกรรมเดิน-วิ่ง, กิจกรรมการให้และการแบ่งปัน และกิจกรรม

ตลาดนัดสุขภาพ มีสมาชิกเข้าร่วมงานประมาณ 800 คน ซึ่งต่ำกว่า

เป้าหมายที่วางไว้จำนวน 1,200-1,500 คนอยู่พอสมควร ทั้งนี้เนื่องจาก

68

ในวันนั้นมีฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้างตั้งแต่เช้ามีด (ประมาณ 3 นาฬิกา)

ก่อนที่นักวิ่งจะเดินทางออกจากบ้านต่อเนื่องมาจนถึงช่วงการจัดกิจกรรม

ทำให้นักวิ่งจำนวนมากไม่สามารถเดินทางมาร่วมกิจกรรมได้ อย่างไร

ก็ตาม อาจารย์ณรงค์ เทียมเมฆ และอาจารย์ธรรมชาติ สังข์วงศ์

จากสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย ที่มีประสบการณ์ในการจัดงาน

เดิน-วิ่งเป็นจำนวนมาก ได้ให้ความเห็นว่า ในสถานการณ์ที่ฝนตก

ก่อนที่นักวิ่งจะเดินทางออกจากบ้านเช่นงานนี้ มีนักวิ่งเข้ามาร่วมงาน

ได้ขนาดนี้ถือว่าดีมากแล้ว ถือว่ามีความตั้งใจมากที่จะมาเข้าร่วม

กิจกรรม

ถึงแม้จำนวนนักวิ่งจะน้อยกว่าเป้าหมาย แต่บรรยากาศในการจัด

กิจกรรมเดินวิ่งก็ไม่ได้ด้อยลงไป ยังคงคึกคักสนุกสนาน นอกจากนี้ได้

มีนักวิ่งสมัครเล่นหรือนักวิ่งหน้าใหม่ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายและไม่ได้

วิ่งเป็นประจำตลอดจนนักวิ่งกิดติมศักดิ์ ซึ่งองค์กรกรภาดีร่วมจัดงานต่างๆ

รณรงค์เชิญชวนให้มาร่วมงาน ได้เข้ามาร่วมกิจกรรมเดิน-วิ่งเป็น

จำนวนมาก

 

ในการจัดงานครั้งนี้ ทางมูลนิธิฯ ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่ง

ทั้งจากคณะกรรมการจัดงาน ซึ่งมาจากกรรมการและที่ปรึกษามูลนิธิฯ

และองค์กรภาคีที่เป็นองค์กรร่วมจัดงาน ที่ลงแรงลงทุนอย่างแข็งขัน

โดยเฉพาะสมาพันธ์ชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพไทย สำนักงานกองทุนสนับสนับสนุน

การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ที่ทุ่มเทอย่าง

เต็มที่ และจากผู้สนับสนุนต่างๆ ที่สนับสนุนทั้งบประมาณและวัสดุ

สิ่งของเป็นจำนวนมาก ทำให้การจัดงานประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ในการจัดกิจกรรมการให้และการแบ่งปัน กิจกรรม

ตลาดนัดสุขภาพ และกิจกรรมบนเวที ก็ได้รับความสนใจจากผู้เข้ามา

ร่วมงานอย่างมาก โดยเฉพาะ "ตลาดนัดแบ่งปัน" ซึ่งเป็นเรื่องใหม่

สำหรับการจัดงานเดิน-วิ่ง แต่ก็เป็นสีสันและสร้างความสนใจได้ดี

สามารถระดมของบริจาคจากผู้ที่สนับสนุนความคิดการแบ่งปันของ

มูลนิธิฯ ได้เป็นจำนวนมาก และสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ร่วมงาน

ให้มาร่วมซื้อของและร่วมบริจาคได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน

โดยสรุป การจัดงานเดินวิ่งด้วยหัวใจอาสา ครั้งที่ 1 ได้เริ่ดตัว

มูลนิธิหัวใจอาสาให้เป็นที่รู้จักของสังคมในวงกว้างมากขึ้น มีการ

ประชาสัมพันธ์การจัดงาน และประชาสัมพันธ์แผนงานและกิจกรรม

ของมูลนิธิฯ ทั้งกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (แผนงานส่งเสริม

การป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจ) และกิจกรรมส่งเสริมการแบ่งปัน

(แผนงานส่งเสริมการมีหัวใจอาสาและการแบ่งปันในสังคม) ทางสื่อ

กระแสหลักต่างๆ หลายช่องทาง

ส่วนการเดินวิ่งด้วยหัวใจอาสา ครั้งที่ 2 ปี 25555 จัดขึ้นในที่ 22

เมษาอน 2555 ระหว่างเวลา 04.00-17.30 บริเวณลานหน้าศูนย์การค้า

มาบุญครอง (ฝั่งโตคิว) สี่แยกปทุมวัน กรุงเทพมหานคร มีสมาชิก

1,500 คน เข้าร่วมกิจกรรมการเดินและวิ่ง โดยคุณหญิงขฎา วัฒนศริ.

ธรรม ภริยาอาจารย์ไพบูลย์ เป็นประธาน ในพิธีเปิด พร้อมทั้งร่วมเดิน

70

ร่วมกับครอบครัว ซึ่งได้รับความสำเร็จอย่างดีอีกเช่นกัน ในการวิ่งครั้งที่

2 นี้ อาจารย์ไพบูลย์ตั้งใจว่าจะมาเป็นประธานในพิธี และร่วมเดิน

เหมือนเช่นที่ผ่านมา แต่ก็มาเสียชีวิตก่อนวันวิ่งจริงเพียง 12 วัน

เดิน-วิ่งด้วยหัวใจ อาสา

เพื่อสังคมแห่งการ แบ่งบ่น

000,000

การจัดงานครั้งนี้ มีผู้มาร่วมงาน และร่วมกิจกรรมทั้ง 3 ด้าน

ได้แก่ กิจกรรมเดิน-วิ่ง, กิจกรรมการให้และการแบ่งปัน และกิจกรรม

ตลาดนัดสุขภาพ ประมาณ 1,500 คน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้

สถานที่จัดงานแคบไปถนัดใจ บรรยากาศในการจัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง

ค่อนข้างคึกคักสนุกสนาน ได้มีนักวิ่งสมัครเล่นหรือนักวิ่งหน้าใหม่ซึ่ง

องค์กรภาคีร่วมจัดงาน เชิญชวนให้มาร่วมงาน ได้เข้ามาร่วมกิจกรรม

เดิน-วิ่งเป็นจำนวนมาก ซึ่งในครั้งนี้ทางมูลนิธิหัวใจอาสา ได้ให้น้ำหนัก

ในการชักชวนหน่วยงานต่างๆ รณรงค์ภายในองค์กร และจัดส่งพนักงาน

เข้ามาร่วมกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อสุขภาพให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วย

สำหรับการจัดกิจกรรมการให้และการแบ่งปัน กิจกรรมตลาดนัด

สุขภาพ และกิจกรรมบนเวที ยังคงได้รับความสนใจจากผู้เข้ามาร่วมงาน

Page 71

 

อย่างมาก และเนื่องจากการจัดงานครั้งนี้ได้สถานที่จัดงานที่ศูนย์การค้า

ทางมูลนิธิฯ จึงได้ขยายช่วงเวลาจัดกิจกรรมบนเวที และกิจกรรมในซุ้ม

ขององค์กรร่วมจัดงาน ออกไปถึงเวลา 17.30 น.

โดยสรุป การจัดงานเดินวิ่งด้วยหัวใจอาสา ครั้งที่ 2 มูลนิธิฯ เริ่มมี

ประสบการณ์ในการจัดงาน และเริ่มมีเครือข่ายผู้สนับสนุนที่แข็งแข็งแรง

อีกทั้งการจัดงานเดิน-วิ่งของมูลนิธิหัวใจอาสา มีจุดเด่นที่ผสานการ

จัดกิจกรรมการให้และการแบ่งปัน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเดิน-วิ่ง

เพื่อสุขภาพได้อย่างกลมกลืน ซึ่งสามารถสร้างให้เป็นเอกลักษณ์การ

จัดงานเดิน-วิ่งของมูลนิธิหัวใจอาสาได้เป็นอย่างดี จนสามารถขยาย

ฐานงานและขยายความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ได้กว้าง

มากขึ้น

นอกจากนี้ มูลนิธิหัวใจอาสา โดยอาจารย์ไพบูลย์ ได้จัดหารือ

ระดมความคิดในแผนงานนี้ กับผู้ที่มีความสนใจและมีความเกี่ยวข้อง

เมื่อ 17 ตุลาคม 2554 ที่โรงแรมสยามชิตี ในหัวข้อ "มาตรการป้องกัน

เชิงระบบแบบบูรณาการสำหรับโรคไม่ติดต่อ โดยเฉพาะโรคมะเร็งแ

โรคหัวใจ" เพื่อแสวงหาช่องทางความร่วมมือ และการยกระดับแนวทาง

การส่งเสริมการป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจ

แผนงานต่อไป คือ การเตรียมการเดินวิ่งด้วยหัวใจอาสา ครั้งที่ 3

ในปี 2556 ที่มูลนิธิฯ มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสานต่อเจตนารมณ์และ

งานที่อาจารย์ไพบูลย์ได้ตั้งใจไว้ต่อไป เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง

สังคมแห่งการแบ่งปันที่ที่เข้มแข็งและยั่งยืนสืบต่อไป

Page 72

 

มนุษย์มีความจำเป็น

ต้องมีการเตรียมความพร้อม

เพื่อรับมือกับภัยพิบัตินั้น

ยิ่งชุมชนใดมีการเตรียมที่ดี

ย่อมสามารถรับมือ

และฟื้นฟูสภาพชุมชน

ให้กลับมาได้เร็วเท่านั้น

ภัยพิบัติ

ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ

งานสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ อาจารย์ไพบูลย์ให้ความสนใจเป็นอย่างมากคือ

การป้องกันและรับมือภัยพิบัติ โดยได้ให้ความสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่ครั้ง

เกิดเหตุสึนามิที่จังหวัดภาคใต้เมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยอาจารย์ให้ความ

สำคัญกับการส่งเสริมให้ชุมชนวางแผน ดูแลและป้องกันปัญหาด้วย

ตนเอง โดยชุมชนสามารถระดมทุนกันภายในชุมชนเพื่อจัดตั้งกองทุน

ภัยพิบัติของชุมชนเอง เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นก็จะสามารถใช้กองทุนที่มีใน

การดูแลช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที่

Page 75

 

อาจารย์โพบูลย์มีความเชื่อว่ามนุษย์มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

และทำลายธรรมชาติมากเกินไป พอมนุษย์มีจำนวนมากเกินกว่าสมดุล

มนุษย์ก็ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมากเกินไป จนธรรมชาติ

ไม่สามารถพื้นตัวได้ทันและปรับตัวเข้าสู่สมดุลได้ทัน ดังนั้นเหตุการณ์

ภัยพิบัติต่างๆ จึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มนุษย์จึงมีความจำเป็น

ต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับภัยพิบัตินั้น ยิ่งชุมชนใดมีการ

เตรียมที่ดีย่อมสามารถรับมือ และฟื้นฟูลภาพชุมชนให้กลับมาได้เร็ว

เท่านั้น ดังนั้นชุมชนจึงเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการกับปัญหาภัยพิบัติ

ที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม การจัดการดูแลในระบบใหญ่ก็มีความสำคัญ

เช่น ระบบการบริหารจัดการน้ำ จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ในการจัดการ

อาจารย์เคยให้แนวคิดว่าประเทศไทยมีทั้งปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง

ถ้าเราใช้ความรู้และสร้างการมีส่วนร่วม เราสามารถออกแบบระบที่

ทุกคนได้ประโยชน์ และสามารถแก้ปัญหาได้ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง

ไปพร้อมกัน แต่หากมองแบบแยกส่วน การแก้ปัญหาอย่างหนึ่งกลับ

จะไปสร้างปัญหาใหญ่อีกด้านหนึ่งได้

ในครั้งที่เกิดมหาอุทกภัยในปี พ.ศ. 2554 มูลนิธิหัวใจอาสาได้

ขับเคลื่อนเรื่องการจัดการน้ำ โดยการจัดเสวนาระหว่างทานอาหาร

ที่โรงแรมสยามชิดี วันนั้นมีผู้ร่วมวงเสวนาจำนวนมาก เช่น อารย์

ไพบูลย์ วัฒนศริธรรม (ประธานมูลนิธิหัวใจอาสาสา), ศ.ฉลอง เกิดพิทักษ์

(ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจัดการน้ำชลประทานในรุ่มน้ำเจ้าพระยา และ

ชลศาสตร์), ศ.ดร.ธวัชชัย ติงสัญชลี (หัวหน้าโครงการออกแบบระบบ

ระบายน้ำรอบสุวรรณภูมิ), ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด (ผู้อำนวยการ

สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่), รศ.ดร สุจริต

คุณธนกุลวงศ์ (หัวหน้าศูนย์วิจัยระบบแหล่งน้ำ จุฬงกรณ์มหาวิทยา

ลัย), คุณพิชัย อุตตมพินันท์ (อดีตกรรมาธิการด้านน้ำวุฒิสภา และ

กรรมการสภาอุตสาหกรรม), ดร.พัชรศักดิ์ อาลัย (หัวหน้าศูนย์วิจัยการ

76

จัดการทรัพยากรน้ำและบรรเทาภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐม)

ซึ่งการเสวนาในคืนนั้น ได้ชัอสรุปที่น่าสนใจหลายประการ เช่น

"การจัดการน้ำ" คือ "การจัดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ"

ในอดีตคนอยู่กับน้ำ อยู่กับธรรมชาติ คนกับน้ำจึงเป็นเรื่องที่เอื้ออำนวยกัน

แต่ในปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป จำเป็นต้องมี "การจัดการ

น้ำ" ซึ่งก็คือ "การจัดความสัมพันธ์กับธรรมชาติ" ทั้งน้ำ ดิน ปา อากาศ

พฤติกรรมของธรรมชาติ เชื่อมโยงกับความเชื่อ วัฒนธรรม กระบวนทัศน์

ทัศนคติ ความคิด พฤติกรรม การปฏิบัติ ฯลฯ ทั้งในระดับบุคคล

ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น องค์กร สถาบัน กลุ่ม เครื่อข่าย ฯลฯ นั่นเอง

ดังนั้นการจะปฏิรูประบบการจัดการน้ำ จึงไม่ใช่เพียงการจัดการน้ำ

แต่เป็นการจัดการความสัมพันธ์กับธรรรมชาติ เชื่อมโยงกับมนุษย์

ซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับธรมชาติ เพราะคนมีจำนวนมากขึ้น ใช้ชีวิตอยู่

แบบไม่สมดุล อีกทั้งยังต้องเชื่อมโยงกับการมีส่วนร่วม ทั้งการร่วมคิด

ร่วมตัดสินใจ โดย "ประชาชน" มีบทบาทสำคัญ เพื่อนำไปสู่

ผลลัพธ์สุดท้ายของการจัดการ นั่นก็คือ "ความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน"

เรื่องทั้งหมดเกี่ยวข้องทั้งระดับ Micro และ Maro เชื่อมโยงดับ

นานาชาติ เช่น ลุ่มแม่น้ำโขงที่เชื่อมโยงประเทศไทย ลาว และกัมพูชา

ฯลฯ เนื่องจากธรรมชาติเชื่อมโยงกันทั้งโลก

เหตุปัจจัยแห่งการเกิดอุทกภัยครั้งที่สร้างความเสียหายมาก

ที่สุดในประวัติศาสตร์ ผู้เข้าร่วมการเสวนาได้ร่วมกันวิเคราะห์ว่า

ปริมาณน้ำในปีนี้มากเกินกว่าปริมาณน้ำในปี 2538 หรือไม่ สถานการณ์

น้ำท่วมที่เกิดขึ้นจึงอาจเกิดจากปัญหาในการบริหารจัดการน้ำ รวมถึง

เกิดจาก

ㆍนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำในประเทศไทยยังไม่มีการ

กำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจนมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนเหมือน

นโยบายอื่น เช่น นโยบายการจัดการป่า ฯลฯ ไม่มีกาในการ

Page 77

 

จัดสรรน้ำ รวมถึงไม่มีการกำหนดนโยบายเรื่องการจัดการน้ำท่วม

ที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงการสงเคราะห์ เมื่อเกิดสถานการณ์น้ำท่วม

หน่วยงานก็ให้ความช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีระเบียบ

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการน้ำประมาณ 30 ฉบับ และ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำกว่า 40 แห่ง แต่ยังไม่สามารถบริหาร

จัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ㆍปริมาณน้ำจากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากพายุที่

เกิดขึ้นจำนวน 5 ลูก ซึ่งมากกว่าปี 2538 ที่มีเพียง 3 ลูก ส่งผลให้

ปริมาณน้ำมากกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาประมาณ 40%

ประกอบกับน้ำและฝนมาเร็วกว่าช่วงปกติ เกิดเป็น "ภูเขาน้ำ"

ซึ่งมีระดับมวลน้ำสูงกว่าปี 2538

ㆍระบบการผันน้ำให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรมมากกว่า

ภาคอุตสาหกรรม และเมื่อไม่ได้มีการโรยน้ำ ทำให้กระแสน้ำที่

กักเก็บไว้มีความแรงมาก ไม่สามารถควบคุมทิศทางการไหลของ

น้ำได้ เกิดการพังทลายของคันกั้นน้ำและประตูระบายน้ำหลาย

แห่งต่อเนื่องกัน จุดวิกฤตเกิดตั้งแต่การพังทลายของประตู

ระบายน้ำบางโฉมศรี

ㆍโครงสร้างพื้นฐานของระบบการจัดเก็บและการระบายน้ำ เป็นการ

ออกแบบเพื่อการเกษตร ไม่ได้ออกแบบสำหรับการป้องกันและ

จัดการกับปัญหาน้ำท่วม

กุญแจสำคัญสู่การปฏิรูประบบการจัดการน้ำ ได้มีการเสนอแนวทาง

ปฏิรูประบบการจัดการน้ำที่หลากหลาย เช่น การปฏิประบบการ

พยากรณ์อากาศให้มีความแม่นยำ และทันสมัย เพื่อช่วยในการวางแผน

การบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม กำหนดมาตรการผังการใช้ประโยชน์

จากที่ดิน โดยการวิเคราะห์ระดับความสูง ต่ำของพื้นที่ การใช้วิกฤต

78

เรื่องน้ำท่วมควบคู่ไปกับการจัดการที่ดิน เพื่อให้เกิดระบบการจัดการ

อย่างสมดุล จัดระบบการจัดการที่ดิน Land Use Management ก่อนที่

จะออกแบบระบบจัดการน้ำที่เหมาะสม กำหนดมาตรฐานการสร้าง

ที่อยู่อาศัยเพื่อให้ปลอดภัยจากน้ำท่วม สร้างระบบการจูงใจ การชดเชย

ที่เป็นธรรมกับคนที่อยู่ในพื้นที่รับน้ำท่วม โดยการจัดเก็บภาษีในการ

บริหารจัดการน้ำ หรือเก็บภาษีน้ำท่วม จากผู้ที่ได้รับประโยชน์จากระบบ

ป้องกันน้ำท่วม เพื่อนำไปจ่ายชดเชยให้กับผู้ที่เสียหายจากการอยู่ใน

พื้นที่ที่รับน้ำท่วม การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้

ส่วนเสีย โดยนักวิชาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องการสร้าง

ทางเลือก รูปแบบในการบริหารจัดการน้ำ ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการ

ตัดสินใจ สร้างความยินยอมพร้อมใจ การจัดระบบองค์กรใหม่

โดยการยุบรวมหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องน้ำเข้าด้วยกัน รับผิดชอบ

บริหารระบบน้ำในภาพรวม นอกจากนี้ยังได้มีการเสนอแนวทางการ

ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนท้องถิ่น ด้วยการวางผังการ

จัดการน้ำในพื้นที่ โดยคนในชุมชนมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์พื้นที่

วิเคราะห์ศักยภาพ เพื่อนำมาวางแผนการบริหารจัดการน้ำ ทั้งในระดับ

ชุมชน ตำบล เชื่อมโยงเป็นภูมินิเวศ

"แก้มลิง" ทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำ แนวทางรูปธรรมหนึ่ง

ซึ่งผู้เข้าร่วมการสานเสวนาได้มีการแลกเปลี่ยนกันอย่างกว้างขวาง คือ

การสร้าง "แก้มลิง" เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามน้ำแล้ง และรองรับน้ำ

ในช่วงน้ำมาก หลักการสำคัญของการทำแก้มลิง คือ ทำแล้วทุกฝ่าย

ต้องพอใจ ซึ่งจากการแลกเปลี่ยน ทำไห้ทราบถึงรายละเอียดวิธีการ

สร้างแก้มลิง โดยการเลือกพื้นที่ ต้องศึกษาลักษณะของพื้นที่ การไหล

ของน้ำ ปริมาณฝนที่จะตกในพื้นที่ จำนวนผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นพื้นที่และ

ได้รับผลกระทบ เพื่อนำมาออกแบบขนาดของแก้มสิ่งที่มีความเหมาะสม

Page 79

 

ขนาดของแก้มสิงสามารถทำได้ทั้งขนาดใหญ่และชนาดเล็ก การทำ

แก้มลิงอาจะเริ่มจากพื้นที่ของส่วนราชการที่มีอยู่ เพื่อไม่ไม่ไห้เกิด

ผลกระทบต่อผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ โครงสร้างของแก้มลิง อาจทำได้

ทั้งการขุด และการยกคันดิน นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมการสานเสวนายังได้

ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับการสร้างแก้มลิงว่า ควรสัมพันธ์กับระบบน้ำและ

นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร เป็นที่ที่จะช่วยกักเก็บน้ำ

เพื่อนำมาใช้ในการผลิตอาหาร นำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางด้าน

อาหาร นอกจากนี้ ยังเสนอเกี่ยวกับการส่งเสริม "แก้มลิมชน" ว่า

น่าจะเป็นสิ่งที่สามารถขับเคลื่อนได้ โดยอาจสร้างเป็นลักษณะรังผึ้งผึ้งผึ้ง

กระจายเต็มพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลต้องเปิดโลกาลให้ชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเมิน-

การและดูแลรักษาแก้มสิ่งชุมชนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ควรสร้าง

กระบวนการมีส่วนร่วม โดยนักวิชาการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้อง

ช่วยในการสร้างทางเลือก เสนอรูปแบบในการบริหารจัดการน้ำใน

ระบบแก้มลิง จากนั้นเปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

สร้างความยินยอมพร้อมใจ รวมถึงมีระบบการชดเชยที่เป็นธรรม

โดยอาจเก็บภาษีจากพื้นที่ที่ได้รับการป้องกันไม่ไม่ให้น้ำท่วม เพื่อ

จ่ายให้พื้นที่ที่ต้องดูแลรับผิดชอบแก้มลิง

ยุทธศาสตร์เพื่อการเดินหน้าสู่การปฏิรูประบบการบริหารจัดการน้ำ

เพื่อให้แนวทางการปฏิรูประบบการจัดการน้ำสามารถขับเคลื่อนได้

อย่างแท้จริง มีข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน โดยการทำคู่

ขนานใน 2 ระดับ คือ

1. การแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้างในภาพรวมของประเทศ

ด้วยการกำหนดกฎหมาย นโยบายเกี่ยวกับน้ำอย่างชัดเจน

ปฏิรูประบบการบริหารจัดการน้ำโดยสร้างการมีส่วนร่วม

การวางผังเมืองและออกแบบการก่อสร้างที่สัมพันธ์กับระบบ

80

การจัดการน้ำ จัดระบบข้อมูลวิชาการที่มีความแม่นยำ ทันสมัย

ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

จะเป็นแกนในการประสานหารือกับองค์กรพันธมิตร และภาคี

วิชาการที่เกี่ยวข้อง

2. การแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่โดยชุมชนท้องถิ่นเป็นแกนหลัก

ในการจัดการ โดยการจัดขบวนภาคประชาชน ชุมชนท้องถิ่น

ภาคสังคม เข้าร่วมปฏิบัติการเรื่องการบริหารจัดการน้ำ สร้าง

พื้นที่รูปธรรมและพัฒนาองค์ความรู้จากการปฏิบัติการ พัฒนา

ข้อเสนอเชิงนโยบายจากพื้นที่รูปธรรม โดยมีภาควิชาการเข้าร่วม

หนุนเสริม ให้ความรู้กับสังคมผ่านช่องทางสื่อสารควบคู่กับการ

ขับเคลื่อนระดับนโยบายจากระดับชุมชนถึงระดับประเทศ

โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) จะเป็นแกนร่วมกับ

ขบวนการองค์กรชุมชน ในการประสานภาศวิชาการ และภาดี

เข้าร่วมสนับสนุน

การดำเนินการครั้งนี้ เป็นตัวอย่างของการทำงานตามปรัชญาของค์กร

ขนาดเล็กที่เลือกเรื่องที่สำคัญมาขับเคลื่อน และสร้างการเชื่อมโยงของ

เครือข่ายต่างๆ ให้เข้ามาทำงานร่วมกัน ในเรื่องการจัดการน้ำนับที่

น่ายินดีมากที่ สสส และ พอช. ได้รับเรื่องไปดำเมินการต่อ ซึ่งเชื่อได้ว่า

ในอนาคตคงได้เห็นการปรับปรุงระบบการจัดการน้ำ ทั้งในระดับประดับประเทศ

และชุมชน พัฒนาต่อไปอย่างเป็นระบบ

นอกจากการที่ อาจารย์ไพบูลย์ ได้ใช้มูลนิธิหัวใจอาสาสาร

ขับเคลื่อนเรื่องการจัดการภัยพิบัติตามที่กล่าวมาในเบื้องต้นแล้ว

อาจารย์ยังเป็นแกนนำสำคัญร่วมผลักดันให้เกิดการจัดตั้งศูนย์ความ

ร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูประเทศไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของ สสส.

จูพำลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย TกaPBS

Page 81

 

และอีกหลายหน่วยงาน เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานในการช่วยเหลือใน

การฟื้นฟูหลังน้ำท่วม และในภายหลังได้ปรับเปลี่ยนบทบาทและชื่อเป็น

"ศูนย์ความร่วมมือเพื่อการป้องกันภัยพิบัติ"

ในขณะที่มนุษย์ยังต้องใช้ทรัพยากรของโลกเพื่อการดำรงชีวิต

การทำลายทรัพยากรธรรมชาติก็เป็นรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากยิ่ง จึงย่อม

นำมาซึ่งภัยพิบัติธรรมชาติและไม่ตามธรรมชาติอย่างยากจะหลบเลี่ยง

การเตรียมการรับมือภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่ง มีสิ่งที่ต้องดำเนินการ

อีกหลายประการ ทั้งการประสานให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่าย

อาสาสมัคร การเชื่อมโยงระบบข้อมูล การสร้างเครือข่ายการสื่อสาร

เป็นการเตรียมพร้อมไว้ เพื่อใช้ในช่วงหตุการณ์วิกฤต ดังนั้นการสืบสาน

เจตนารมณ์ของท่านอาจารย์ไพบูลย์ เรื่องนี้จึงถือเป็นภารกิจสำคัญของ

มูลนิธิหัวใจอาสา ที่จะผลักดันให้เกิดการทำงานต่อเนื่องต่อไป Thailand

Flood2011

Page 82

 

'สังคมไทยหัวใจอาสา'

งานใหญ่ที่อาจารย์ไพบูลย์เริ่มไว้...

ให้ร่วมใจสืบสานต่อไปไม่สิ้นสุด

จุดเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจของนักสันติวิธี นักพัฒนา นักบริหาร

นักสร้างระบบ นักรับเคลื่อนขบวนการ เฉกเช่นอาจารย์ไพบูลย์ วัฒน-

ศิริธรรม ผู้ดำรงตนในชีวิตแบบธรรมดา เปี่ยมด้วยพรหมวิหารธรรม

อันอุดมด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มุ่งหวังแต่ความดี ความงาม

ความเจริญรุ่งเรืองแก่เพื่อนมนุษย์ ด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความรัก

อันเป็นสากล อาจารย์ไพบูลย์ได้ทุ่มเทปฏิบัติงานบันดาลผลด้วยสมาธิ

ธรรมชาติอันมั่นคงและสติปัญญาอันลุ่มลึกกว้างขวาง สมดังที่ท่าน

พุทธทาสได้สอนไว้ในหนังสือคู่มือมนุษย์

 

มูลนิธิหัวใจอาสา คือความตั้งใจในช่วงท้ายของการทำงานที่

ต่อเนื่องมายาวนานหลายทศวรรษของอาจารย์ไพบูลย์ สังคมไทยที่

เป็นสังคมแห่งการแบ่งปัน ด้วยสันติวัฒนธรรม ชุมชนเข้มแข็งและอุดม

สุขภาวะ ล้วนเป็นผลึกแก้วทางความคิดที่อาจารย์ไพบูลย์เชื่อมั่นว่า

เป็นรากฐานของความดีงามความเจริญงอกงามในสังคมไทยและสากล

จากนี้ไปทุกยุคทุกสมัย

สังคมไทยหัวใจอาสาคือ สังคมที่อาจารย์ไพบูลย์มีความปรารถนา

และได้ร่วมวางจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ถักทอไว้ เพื่อให้ผู้ร่วม

อุดมการณ์ทุกท่านได้เข้ามาร่วมกันร่วมใจอาสาสาสืบสานต่อไม่สิ้นสุด

มูลนิธิหัวใจอาสาจากนี้ไป ต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เพื่อให้

เป็นองค์กรที่เข้มแข็ง มุ่งมั่นและพร้อมที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการ

สร้างสังคมไทยที่มีหัวใจอาสา และการขับเคลื่อนชุมชนสังคมไทย

ให้เป็นสังคมแห่งสุขภาวะ สังคมแห่งสันติสุข สังคมแห่งการแบ่งปัน

ตามเจตนารมณ์ของ อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธธรรม

มูลนิธิหัวใจอาสาเปิดกว้างและยินดียิ่งที่จะได้มีโอกาสต้อนรับ

ทุกท่านผู้มีหัวใจอาสามาร่วมกันสืบสานเจตนารมณ์อันดีงามและเป็น

สากลซึ่งอาจารย์ไพบูลย์ฝากฝังไว้กับเราทุกๆ คน ขอยืนยันว่าเราจะ

มุ่งมั่นตั้งใจสานต่อและเสริมพลังให้กับมูลนิธิหัวใจอาสาตลอดไป

มูลนิธิหัวใจอาสา

Volunteering Heart Foundation