02 314 4112-3

สงครามที่ไม่เคยเลือนหายไปจากโลก ตอนที่ 1 รากเหง้าและสัญชาตญาณ

Back

30 มีนาคม 2569

13

สงครามที่ไม่เคยเลือนหายไปจากโลก ตอนที่ 1 รากเหง้าและสัญชาตญาณ

เมื่อสงครามตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น นอกจากความสูญเสียต่าง ๆ ของคู่สงครามแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมโลก ประชาชนทั้งโลกต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากขึ้น แม้คนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้จะไม่อยากเห็นสงคราม แต่สงครามนั้น มันไม่เคยเลือนหายไปจากโลกนี้เลย

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? หลายคนคงอยากถามเช่นนี้

จริง ๆ แล้วสงครามมันเป็นปรากฏการณ์ที่ดำรงอยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษย์มาอย่างยาวนานแล้ว ตั้งแต่ยุคที่มนุษย์ยังเร่ร่อนล่าสัตว์ จนมาปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ สร้างอารยธรรม เรื่อยมาจนถึงยุคดิจิทัลในปัจจุบัน แม้รูปแบบและเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไป แต่แก่นแท้ของความขัดแย้งยังคงฝังรากลึกอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์และโครงสร้างทางสังคม

เมื่อลองไปสำรวจวิวัฒนาการของสงครามในอดีต และนำมาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ในแบบฉบับของอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เพื่อทำความเข้าใจว่า “ทำไมสงครามจึงยังคงเป็นเงาติดตามโลกของเราไม่หยุด”

ขอย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของสงครามในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เพื่อที่จะได้ค้นหารากเหง้าและสัญชาตญาณดิบที่เป็นตัวผลักดันให้มนุษย์เราเข้าสู่ความขัดแย้ง

หลักฐานแรกในยุคหิน

อาจมีข้อถกเถียงกันมานานว่าสงครามเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์หรือเป็นผลผลิตของอารยธรรมที่ซับซ้อนขึ้น จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา มีข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค Epipaleolithic (ประมาณ 20,000 ถึง 10,000 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากสังคมนักล่าสัตว์-เก็บของป่าเร่ร่อนไปสู่การตั้งถิ่นฐานที่ถาวรมากขึ้น

Jebel Sahaba สุสานแห่งความรุนแรงในซูดาน

หนึ่งในหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดของความรุนแรงระหว่างกลุ่มมนุษย์คือสุสานที่ Jebel Sahaba ในประเทศซูดาน ซึ่งมีอายุประมาณ 13,000 ถึง 14,000 ปีมาแล้ว สุสานแห่งนี้บรรจุโครงกระดูกของมนุษย์ 59 โครง โดย 24 โครงในจำนวนนี้มีหัวลูกศรฝังอยู่ในกระดูก หรือมีร่องรอยการบาดเจ็บที่บ่งชี้ถึงการเสียชีวิตจากความรุนแรง

การศึกษาในระยะแรกเชื่อว่า Jebel Sahaba เป็นหลักฐานของการต่อสู้ครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่การตรวจสอบโครงกระดูกอย่างละเอียดในภายหลังเผยให้เห็นร่องรอยการบาดเจ็บทั้งที่หายแล้วและยังไม่หายในโครงกระดูกถึง 41 โครง สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ และต่อเนื่องระหว่างกลุ่มสังคมในหุบเขาไนล์ นักวิชาการบางคนเสนอว่าความรุนแรงเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เกิดวิกฤตการณ์ทางนิเวศวิทยาในท้องถิ่น เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ทรัพยากรขาดแคลน

Nataruk การสังหารหมู่ริมทะเลสาบในเคนยา

อีกหนึ่งแหล่งโบราณคดีที่สำคัญคือ Nataruk ในเคนยา ซึ่งมีอายุประมาณ 10,000 ปี ที่นี่มีการค้นพบซากโครงกระดูกมนุษย์จำนวนมากที่แสดงหลักฐานการบาดเจ็บรุนแรง เช่น กะโหลกศีรษะที่ถูกทุบ และใบมีดหินออบซิเดียนที่ฝังอยู่ในกระดูก รายงานเบื้องต้นระบุว่า Nataruk เป็นพื้นที่ริมทะเลสาบที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งอาจเป็นที่ตั้งของชุมชนนักล่าสัตว์-เก็บของป่าที่มีการตั้งถิ่นฐานบางส่วนและมีการเก็บอาหาร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้แต่สังคมนักล่าสัตว์-เก็บของป่าที่เคยเชื่อกันว่าสงบสุข ก็สามารถเผชิญกับความรุนแรงระหว่างกลุ่มได้อย่างโหดเหี้ยม

รากเหง้าของความขัดแย้ง คือ การแย่งชิงทรัพยากรและสัญชาตญาณการอยู่รอด

จากหลักฐานที่ Jebel Sahaba และ Nataruk เราน่าพอจะอนุมานได้ว่าสาเหตุหลักของความขัดแย้งในยุคแรกเริ่มนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงทรัพยากรและการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเป็นสำคัญ ในยุคที่มนุษย์ยังต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก การเข้าถึงแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร หรือพื้นที่ล่าสัตว์ที่อุดมสมบูรณ์ ย่อมเป็นปัจจัยชี้ขาดในการดำรงชีวิตของกลุ่ม

เมื่อทรัพยากรมีจำกัด หรือเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมที่ทำให้ทรัพยากรลดลง ความตึงเครียดระหว่างกลุ่มต่างๆ ย่อมเพิ่มสูงขึ้น การต่อสู้เพื่อแย่งชิงทรัพยากรจึงกลายเป็นกลไกหนึ่งในการรักษาความอยู่รอดของกลุ่มตนเอง แม้จะต้องแลกมาด้วยความรุนแรงและการสูญเสียก็ตาม นี่คือ สัญชาตญาณดิบแห่งการอยู่รอด ที่ผลักดันให้มนุษย์เข้าสู่ความขัดแย้งเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามต่อปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต หากเปรียบเทียบกับยุคปัจจุบันคงไม่ต่างอะไรกับสารคดีธรรมชาติที่สัตว์ต่าง ๆ ต้องต่อสู้กันเพื่อความอยู่รอดเมื่อทรัพยากรธรรมชาติ เช่น แหล่งน้ำ แหล่งอาหารที่ลดน้อยลง ความรุนแรงมักสูงขึ้นตามการลดลงของทรัพยากร

ธรรมาภิบาลในยุคแรกเริ่ม การขาดกลไกจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม

หากมองผ่านเลนส์ของธรรมาภิบาล สงครามในยุคแรกเริ่มสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการบริหารจัดการทรัพยากรและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในระดับพื้นฐานที่สุด ในสังคมที่ยังไม่มีโครงสร้างการปกครองที่ซับซ้อน ไม่มีกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือกลไกที่เป็นทางการในการแก้ไขข้อพิพาท การจัดสรรทรัพยากรย่อมขึ้นอยู่กับอำนาจและความแข็งแกร่งของแต่ละกลุ่มเป็นหลัก

  • การขาดหลักนิติธรรม (Rule of Law) เสมอภาค (Fairness) ในยุคที่ไม่มีกฎเกณฑ์สากลที่ทุกกลุ่มยอมรับและบังคับใช้อย่างเสมอภาค การแย่งชิงทรัพยากรจึงมักนำไปสู่การใช้กำลังเพื่อตัดสินปัญหา แทนที่จะมีกระบวนการยุติธรรมหรือการเจรจาต่อรองที่เป็นธรรม
  • การมีส่วนร่วม (Participation) การตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรหรือการเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ มักจะถูกกำหนดโดยผู้นำหรือกลุ่มที่มีอำนาจ โดยปราศจากการปรึกษาหารือหรือการมีส่วนร่วมจากกลุ่มอื่นๆ ที่อาจได้รับผลกระทบ ทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมและนำไปสู่ความขัดแย้งได้ง่าย
  • ความเอื้ออาทร เมตตาไมตรี (Compassion) สิ่งสำคัญที่สุด คือ ขาดการมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ดังนั้น สงครามในยุคแรกเริ่มจึงเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ยังขาดกลไกธรรมาภิบาลพื้นฐานในการจัดการความขัดแย้งและจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่ความรุนแรงที่ยังคงปรากฏให้เห็นในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้นในยุคต่อ ๆ มา

อ้างอิง

Prehistoric warfare - Wikipedia

https://paiboon.net/content/detail/26

https://www.naewna.com/likesara/450348