02 314 4112-3

คุยเรื่องชีวิตธรรมดา ฉบับครบวงจรชีวิต (หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ)

Back

13 กันยายน 2568

358

คุยเรื่องชีวิตธรรมดา ฉบับครบวงจรชีวิต (หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ)

หนังสือเล่มนี้ได้รับการสนับสนุนจาก "มูลนิธิหัวใจอาสา" ในการแปลงเอกสารที่เป็นไฟล์รูปภาพ เป็นตัวอักษร เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาและนำไปใช้ประโยชน์ หากบุคคลหรือองค์กรใดต้องการสนับสนุนการแปลงเอกสารรูปภาพ อื่น ๆ ในฐานข้อมูลของเว็บไซต์จดหมายเหตุไพบูลย์วัฒนศิริธรรม ซึ่งมีองค์ความรู้และแนวคิดที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะต่อไป สามารถสนับสนุนโดยการเป็นอาสาสมัคร หรือสนับสนุนเป็นเงินทุนได้ที่มูลนิธิหัวใจอาสา

สามารถดูต้นฉบับได้ที่ คุยเรื่องชีวิตธรรมดา ฉบับครบวงจรชีวิต (หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ)

*************************************************************************************************

คุยเรื่อง...ชีวิตธรรมดา

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

ฉบับครบวงจรชีวิต

ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ

วัดธาตุทอง เขตวัฒนา

วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕

 

ข้อมูลทางบรรณานุภรมของสำนักหอสมุดแห่งชาติ

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม.

คุยเรื่อง..ชีวิตธรรมตา.- กรุงเพฯ สนพ. กรุงเทพธุรกิจ Bizbook. ๒๕๕๕

๒๘๐ หน้า

๑. ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, ๒๔๖๔- ๑. ชื่อเรื่อง.

๙๒๐.๗๑

ISBN ๙๗๘-๖๑๖-๗๐๐๘-๓๐-๑

พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔

สำนักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ Bizbook เลทที่ ๑๘๕๘/๑๒๓-๑๒๘ ชั้น ๒๙ ถนนบางนา-ตราด

แขวงงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ ๑๐๒๖๐

โทรศัพท์ ๐-๒๓๓๘-๓๖๙๔-๖ โทรสาร ๐-๒๓๓๘-๓๙๘๖

www.bangkokbiznews.com

เจ้าของ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา บริษัท เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด (มหาชน)

ประธานกรรมการบริษัท สุทธิชัย หยุ่น

ที่ปรึกษา อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ดวงกมล โชตะนา เบ็ญจวรรณ เผ่าจินดามุข

รองประธานกรรมการบริษัท เกษรี กาญจนะวณิชย์

กรรมการผู้อำนวยการ ศิวะพร ชมสุวรรณ

บรรณาธิการบริหาร ดร. วงสิริ สังขวาสี มิยาจิ

ผู้จัดการกองบรรณาธิการอาวุโส ฐิตกานต์ ธนาโอฬาร

ผู้ช่วยบรรณาธิการสำนักพิมพ์ กิงกาญจน์ จันทร์สกาวรัตน์

บรรณาธิการสร้างสรรด์ ปิยาวันทน์ ประยุกต์ศิลป์

ผู้ช่วยบรรณาธิการ สุวรรณา ตั้งเจตนาพร

ที่ปรึกษาศิลปกรรม ณัฐิยา กล่ำพินิจ

ปก / รูปเล่ม ปลักไม้ลาย

ถ่ายภาพปก อุทร ศรีพันธุ์

ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด สมศักดิ์ ใจขำ

ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด ตรีเทพ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

ฝ่ายขาย ฐาปนรัตน์ จันทร์นุ่ม จารุวรรณ นาคบำรุง

ฝ่ายการตลาด นันทวัน อรุณนิมิตกุล

 

สำนักงาน เลทที่ ๑๘๕๘/๑๒๓-๑๒๘ ชั้น ๒๙ ถนนบางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ ๑๐๒๖๐

โทรศัพท์ ๐-๒๓๓๘-๓๖๙๔๔-๖ โทรสาร o-๒๓๓๘-๓๙๘๖, www.nationbook.com

 

พิมพ์ที่ บริษัท ดับบลิวพีเอส (ประเทศไทย) จำกัด เลขที่ ๑๖๗/๕ หมู่ ๔ ถนนบางนา-ตราด กม. ๒๙.๕

ตำบลบางบ่อ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ๑๐๕๖๐ โทรศัพท์ ๐-๒๓๑๓-๔๔๑๑-๔, โทรสาร ๐-๒๓๑๓-๔๔๑๕

 

จัดจำหน่ายโดย บริษัท ซีเอ็ดยูเดชั่น จำกัด (มหาชน) อาคารเนชั่นทาวเวอร์ ชั้น ๑๙ เลขที่ ๑๘๕๘/๘๗-๙๐

ถนนบางนา-ตราด แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ ๑๐๒๖๐ โทรศัพท์ ๐-๒๗๓๙-๘๒๒๒, ๐-๒๗๓๙-๘๐๐๐

โทรสาร ๐-๒๗๓๙-๘๓๕๖-๙, www.se-ed.com

 

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยบริษัท เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ จำกัด (มหาชน)

ห้ามลอกเลียนแบบส่วนหนึ่งส่วนใดของหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งการจัดเก็บ ถ่ายทอด ไม่ว่ารูปแบบหรือวิธีการใดๆ

ด้วยกระบวนการทางอิเล็กทรอนิกส์ การถ่ายภาพ การบันทึก หรือวิธีการอื่นใดโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

หากพบหนังสือมีปัญหาหน้าติด หน้าสลับ หน้าซ้ำ หรือหน้าหาย สามารถขอเปลี่ยนใหม่ได้จากร้านที่ท่านซื้อ

หรือติดต่อสำนักพิมพ์ โทรศัพท์ ๐-๒๓๓๓๘-๓๖๙๔-๖

 

คำอุทิศ

ลิขสิทธิ์และผลตอบแทน

จากหนังสือเล่มนี้ทั้งหมด

ผู้เขียนขอมอบให้ "มูลนิธิหัวใจอาสา"

ดูรายละเอียดมูลนิธิ

ได้จากภาคผนวก

 

 

 

 

 

คำนำสำนักพิมพ์

เด็กรุ่นเจเนอเรชั่นวายอาจไม่ทราบว่า “นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม”

ชายวัย ๖๙ ปีคนนี้ เคยผ่านงานระดับชาติมาแล้วหลายตำแหน่ง ทั้งงาน

ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

ยกตัวอย่าง เคยเป็นเจ้าหน้าที่ระดับบริหารในธนาคารแห่งประเทศ

ไทยอยู่หลายปี เคยเป็นกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่ง

ประเทศไทยตั้งแต่อายุไม่ถึง ๔๐ ปี เคยเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ

ธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะชนบทแห่ง

ประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรรมการผู้จัดการ สำนักงาน

พัฒนาชุมชนเมือง การเคหะแห่งชาติ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เป็น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

และเป็นรองนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

 

ทุกวันนี้ "อาจารย์ไพบูลย์" ยังคงขับเคลื่อนงานนวัตกรรมทาง

สังคมอยู่เงียบๆ เช่น เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนา

แผ่นดินเชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) เป็นอุปนายกสภามหาวิทยาลัย

มหิดล เป็นประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย

ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานที่ปรึกษาสถาบันธุรกิจเพื่อสังคม

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นประธานคณะอนุกรรมการ

สนับสนุนสภาองค์กรชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ล่าสุด

ตอบรับเป็นคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ชุด ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็น

ประธานคณะกรรมการ เครือข่าย องค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป เป็นที่

ปรึกษาคณะกรรมการกำกับทิศทางแผนงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม

และยังเป็นผู้ก่อตั้งโดยดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิหัวใจอาสา ซึ่งมี

พันธกิจด้านให้คำปรึกษา จัดกระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมหรือดำเนินการ

เกี่ยวกับการจัดการเชิงระบบอย่างเป็นขบวนการ ในงานพัฒนาสังคม

ที่รวมถึงการพัฒนางานอาสาสมัคร การส่งเสริมการทำความดี การ

สร้างเสริมสุขภาพ การพัฒนาชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาประชาสังคม

และอื่นๆ

 

 

'กรุงเทพธุรกิจ Bizbook" มองว่า ในยุคที่สังคมโลกพลิกจาก

"ทุนนิยมสุดขั้ว" มาเป็น "ทุนมีหัวใจ" ยิ่งทำให้ "ผู้นำหัวใจอาสา”

เป็นต้นแบบผู้นำที่สังคมไทยกำลังโหยหา

"ความปรารถนาหรือจุดมุ่งหมายที่สำคัญของผม คือการทำให้

สังคมดีขึ้น ซึ่งควรจะเป็นสังคมที่มีความดีงาม พร้อมๆ กับมีความารถ

และมีความอยู่เย็นเป็นสุข การจะเป็นอย่างนั้นได้ สังคมต้องมีความ

เข้มแข็ง โดยเฉพาะที่ฐานราก ได้แก่ประชาชนหรือชาวบ้านทั่วไปควร

จะมีความเข้มแข็งพอที่จะพึ่งตนเองได้ ส่วนจะมีคนรวยมากน้อยบ้าง

ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยคนทั่วไปควรจะมีฐานะดีพอ เข้มแข็งพอที่จะ

พึ่งตนเอง..."

บันทึกเปิดใจของอาจารย์ไพบูลย์ที่ยกมานั้น ไม่ใช่การประดิษฐ์

ถ้อยคำเพราะผ่านการพิสูจน์ด้วยกาลเวลามานานกว่า ๔ ทศวรรษ

ส่วนแบบไหนคือ "ผู้นำหัวใจอาสา" หาคำตอบได้จากหนังสือ

เล่มนี้

 

คำนำนักเขียน

คุณอรอุมา เกษตรพืชผล นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ ได้มา

ขอให้ผมไปร่วมสนทนาออกรายการ "ห้องรับแขก Sweet FM" ทาง

คลื่นวิทยุ ๘๙.๕ MHz และได้ออกอากาศรวม ๕ ครั้ง ระหว่างวันที่

๖-๑๐ เมษายน ๒๕๕๒ แบ่งเป็น ๕ ตอน คือ ตอนที่ ๑ วัยเด็ก

๒ วัยเรียน ตอนที่ ๓ วัยทำงาน ตอนที่ ๔-๕ เป็นการแสดงวิสัยทัศน์

ผมได้ฟังรายการที่ออกอากาศแล้ว เห็นว่ามีสาระน่าสนใจและ

น่าจะมีอย่างน้อยก็ญาติสนิทมิตรสหายกับผู้สนใจศึกษาชีวิตบุคคคลอื่น

อีกพอสมควร ที่คงสนใจที่จะได้รับรู้ศึกษาเรื่องราวของชีวิตผม ที่ได้

เล่าให้คุณอรอุมาฟังในกระบวนการสนทนาแบบธรรมชาติสบายๆ จึงให้

ความร่วมมือกับคุณอรอุมาในการถอดคำพูดจากบทสนทนาเป็นข้อเขียน

โดยมีคุณสุวรรณา ตั้งเจตนาพร ซึ่งคุณอรอุมาเชิญให้มาเป็นผู้ชักถาม

สนทนาเพิ่มเติม รวมทั้งนำสาระทั้งหมดไปเรียบเรียงจัดหมวดเรื่องใหม่

ให้เหมาะสมกับสาระที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก และเขียนถ้อยคำใหม่ให้

สละสลวยกะทัดรัด และมีสาระถูกต้องสมบูรณ์มากขึ้น

ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณ ทั้งคุณอรอุมาและคุณสุวรรณา รวม

ตลอดถึงผู้ที่ได้ช่วยประสานงาน สนับสนุน ฯลฯ อีกหลายคน ซึ่งล้วนมี

บทบาทในการร่วมกันทำให้หนังสือเล่มนี้ได้รับการผลิตออกมาได้อย่าง

เรียบร้อย

 

เพื่อเป็นการเสริมและขยายความบทสนทนาให้เห็นภาพพจน์

บรรยากาศ ความรู้สึก ฯลฯ ได้ดียิ่งขึ้น ผมได้ค้นรูปภาพเก่าๆ ที่ได้

สะสมไว้มากพอสมควร คัดสรรรูปที่เห็นว่าเหมาะสมกับสาระของ

บทสนทนาในจุดต่างๆ พร้อมเขียนคำบรรยายรูปภาพอย่างค่อนข้าง

ละเอียด บอกข้อมูล เช่น ชื่อคน เรื่องของเหตุการณ์ สถานที่ ปีที่

ถ่ายภาพ ฯลฯ โดยมีภาพประกอบที่คัดสรรมาลงไว้รวมแล้วกว่า ๒๖๐

ภาพ ทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นเสมือนหนังสือ ๒ เล่ม หรือการเล่าเรื่อง

๒ แบบ คู่ขนานอยู่ด้วยกัน

นั่นคือแบบที่หนึ่งเป็นการเล่าเรื่องด้วยบทสนทนาซึ่งใช้ถ้อยคำ

อธิบาย แบบที่สองเป็นการเล่าเรื่องด้วยภาพกับคำบรรยายใต้ภาพ ซึ่ง

ผมคิดว่าน่าจะทำให้การเล่าเรื่องมีความชัดเจน เห็นภาพ เห็นบรรยากาศ

รับรู้ความรู้สึก ตลอดจนมีความถูกต้องบริบูรณ์ของสาระได้มากขึ้นและ

ดีขึ้น

ผมมองว่า ชีวิตของผมเป็น "ชีวิตธรรรมดา" และผมได้ใช้ชีวิต

อย่างธรรมดาๆ มาตลอด จึงตกลงกับคุณอรอุมาว่าจะตั้งชื่อหนังสือ

เล่มนี้ว่า "คุยเรื่อง..ชีวิตธรรมดา ไพบูลย์ วัฒนศรีธรรม" โดยหวังว่า

ญาติมิตรและผู้สนใจคงพบความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ตามสมควร

แทรกอยู่ในความเป็น "ธรรมดา" ของชีวิตและวิธีใช้ชีวิตของผม

หากจะมีประโยชน์และคุณค่าบ้างตามสมควรจากหนังสือเล่มนี้

ผมขออุทิศให้แก่ คุณแม่ คุณพ่อ ครูอาจาจารย์ ผู้อาวุโสและทรงคุณวุฒิ

ที่มีอุปการคุณ ผู้ให้ความเมตตาต่อผมในภารกิจต่างๆ ครอบครัว

พี่น้อง ญาติ เพื่อน ผู้ร่วมงาน ผู้ให้ความช่วยเหลือ และคนอื่นๆ

อีกมากมายที่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตของผม ขอให้ทุกท่านมีความ

เจริญสุขสมบูรณ์ในชีวิต อย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

 

คำนิยม
หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวชีวิตที่ดีงามและมีคุณค่าของ "คน"
คนหนึ่งที่เกิดมาในครอบครัวธรรมดา แต่มีพัฒนาการของชีวิตที่ไม่
ธรรมดา โดยเฉพาะชีวิตที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม ในหลากหลาย
บทบาท และชีวิตด้านการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธรรมะที่
สอดแทรกอยู่ในชีวิตประจำวัน

มีคนพูดเข้าหูผมบ่อยๆ ว่า "อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม"
เป็น "พระ" ในคราบ "ฆราวาส"

ในสายตาของผม ชีวิตของคุณไพบูลย์เป็นชีวิตที่โลดโผน คือ
ไม่ใช่ชีวิตที่ดำเนินไปอย่างราบเรียบ แต่มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชนิด
ที่หักเห หรือเปลี่ยนแนวอยู่หลายครั้ง โดยที่ผมเข้าใจว่า ไม่ได้เกิดจาก
การแสวงหาของคุณไพบูลย์ แต่เกิดจากเหตุการณ์หรือความจำเป็นพาไป
และเมื่อความจำเป็นนั้นตรงกับความชอบหรือจริตของคุณไพบูลย์ ท่านก็
ยินดีรับทำ แม้จะได้ผลประโยชน์ส่วนตัวน้อยมากหรือแทบไม่ได้เลย

จากชีวิตในวงการเศรษฐศาสตร์ วงการหักเหสู่ชีวิตของ
นักพัฒนาชุมชน พัฒนาสังคม และได้มีโอกาสทำงานใหญ่ งานวางรากฐาน
หลายด้านในสังคมไทย ทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย งานองค์กร
พัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) งานพัฒนาชุมชนและพัฒนาองค์กรชุมชน
นำไปสู่การเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง
ของมนุษย์ และรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านการพัฒนาสังคม ผม
ตีความว่า คุณไพบูลย์มีจริตชอบทำงานใหญ่ ไม่ชอบงานทางเทคนิค
ซึ่งเป็นงานแคบหรือเล็ก เมื่อมีโอกาส ชีวิตของท่านจึงหักเหไปสู่การ
ทำงานวางรากฐานของระบบ ซึ่งเป็นงานบริหารหรืองานจัดการ ซึ่งต้อง
ใช้มุมมองเชิงระบบ และต้องการการจัดการที่เน้นกระบวนการ เน้นการ
ส่งเสริมเอื้ออำนาจ (Empowerment) ให้สมาชิกในขบวนการกล้า
ลงมือริเริ่มสร้างสรรค์

ในสายตาของผม ท่านเป็นนักสร้างขบวนการ (Movement) โดย
การวางระบบให้เกิดกระบวนการ (Process) ของแนวร่วม หรือภาคี
เครือข่าย (Networking) เพื่อการสร้างสรรค์สังคม ซึ่งสภาพจิตใจเช่นนี้
มาจากการสั่งสมบารมีหลากหลายด้าน

ที่สำคัญที่สุดคือธรรมะบารมี

คนทำงานใหญ่ อาจแบ่งออกได้เป็น ๒ แบบ คือแบบที่มี
สัญชาตญาณเป็นเจ้าของเรื่องนั้นอย่างรุนแรง และมีความสามารถ
โน้มน้าวจิตใจคนเข้ามาร่วมกันทำงานใหญ่นั้นอย่างต่อเนื่อง ภายได้ภาวะ
ผู้นำของผู้ทำงานใหญ่ท่านนั้น ผมคิดว่าคุณไพบูลย์ไม่ใช่ผู้นำแบบนี้ ซึ่ง
ผมเรียกว่าเป็นผู้นำในรูปแบบธรรมดา (Conventional)

ผมคิดว่าคุณไพบูลย์เป็นผู้นำแบบที่สอง หรือผู้นำแนวใหม่ ที่
ไม่เข้าไปผูกขาดการเป็นเจ้าของหรือเป็นผู้นำงานใหญ่ที่เป็นนวัตกรรม
สังคมที่ท่านเข้าไปริเริ่ม แต่ท่านจะใช้แนวทางส่งเสริมเอื้ออำนาจ
(Empower) ให้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาร่วมกันเป็นเจ้าของและร่วมกัน
ทำงานใหญ่นั้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผมเชื่อว่าแนวทางนี้อาจจะช้า แต่
จะมีความยั่งยืนกว่า เพราะมีการวางรากฐานทางสังคมอย่างกว้างขวาง

จนในที่สุดเกิดโครงสร้างที่มีฐานะทางกฎหมาย ดังกรณีสำนักงานพัฒนา

องค์กรชุมชน (พอช.) และพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน เป็นต้น

หนังสือเล่มนี้ อ่านได้สบายๆ อ่านแล้วสบายใจ ตามสไตล์ของ

คุณไพบูลย์ ที่ไม่โอ้อวดความดี ความเก่ง และผลงานของตนเอง แต่

ผมเชื่อว่าเมื่ออ่านแล้วผู้อ่านทุกคนจะเกิดแรงบันดาลใจ เห็นคุณค่าของ

การเกิดมาเป็นคนไทยที่เป็นสังคมเปิดกว้าง ให้โอกาสแก่คนดีมีความ

สามารถในการสร้างฐานะ โดยไม่มีการปิดกั้นด้านชาติสกุล รวมทั้งจะได้

คติสอนใจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ความเชื่อมั่นในการทำความดี

โดยไม่หวังผลตอบแทน

หลายส่วนในหนังสือเล่มนี้ อ่านแล้วได้สาระเชิงประวัติศาสตร์

เชิงมานุษยวิทยา เชิงภูมิสังคม เชิงการเรียนรู้ตลอดชีวิต และอีกหลายๆ '

เชิง ที่แฝงอยู่ในชีวิตของคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม มีตัวละดรที่เวลนี้

เป็นผู้นำหรือผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมไทยจำนวนมากมาย แม้ผมจะ

เป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนกับคุณไพบูลย์ที่โรงเรียนเตรียมศึกษาทั้ง

๒ ปี และได้ร่วมงานกันหลายด้านในช่วง ๑๕ ปีที่ผ่านมา เมื่อได้อ่าน

ต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้ ผมยังได้ความรู้ที่มีส่วนต่อเติมความเข้าใจ

เรื่องราวต่างๆ ทั้งในเมืองไทยและในต่างประเทศอีกมาย

ที่จริงชีวิตของคุณไพบูลย์เป็นชีวิตที่ไม่ธรรมดา แม้ตนเองจะ

ถือตนว่าเป็นคนธรรมดา

ในสายตาของผม ประเด็นเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่มากที่น่าจะย้ำไว้ในที่นี้

เป็นประเด็นสุดท้าย คือความสามารถในการมีชีวิตที่ดีในสภาพร่างกายที่

เจ็บป่วย ตามที่เล่าไว้ในตอนท้ายๆ ของตอนที่ ๔ ของหนังสือ คุณไพบูลย์

สามารถทำงานในตำแหน่งที่หนักและสำคัญมาก คือรองนายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เกิดผลดีต่อสังคมอย่างมากมาย ทั้งๆ ที่ร่างกายมีโรคร้ายรุมเร้า และ

ไม่ใช่โรคเดียว หลังจากนั้น ท่านยังได้ทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องมา

จนปัจจุบันตามที่สุขภาพเอื้ออำนวย โดยที่ท่านสามารถดำรงความมี

สุขภาพดีโดยอยู่ร่วมกับโรคได้อย่างน่ามหัศจรรย์

เป็นตัวอย่างของบุคคลที่ใช้ "ธรรมะ" สะกด "โรค" ได้เก่งใน

ระดับที่คนเป็นหมออย่างผมรู้สึกพิศวง ขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านอ่าน

ส่วนนี้อย่างพินิจพิเคราะห์ อ่านระหว่างบรรทัด เพื่อให้ตัวเราเองได้ใช้

เรื่องราวในชีวิตของคุณไพบูลย์ส่วนนี้เป็นแรงบันดาลใจให้หมั่นฝึกฝน

ตนเองด้านจิตใจหรือธรรมะให้มีความเข้มแข็ง อันจะยังประโยชน์ต่อ

การดำรงชีวิตที่มีสุขภาวะ แม้มีโรคร้ายอยู่ในร่างกาย

ผมขอขอบคุณคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม และคุณอรอุมา

เกษตรพืชผล ที่ขอให้ผมเป็นผู้เขียนคำนิยมหนังสือเล่มนี้ ผมถือ

เป็นเกียรติอย่างสูง และขอขอบคุณแทนสังคมไทยที่ทั้งสองท่านได้

ร่วมกันจัดทำหนังสือที่มีคุณค่ายิงเล่มนี้ออกเผยแพร่ สังคมได้ประโยชน์

มาก จากการนำเรื่องราวชีวิตของคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้ เป็น

เครื่องจุดประกายและเป็นประทีปนำทางชีวิตของแยาวชน คนไทยทั่วไป

และผู้อ่านทุกท่าน

วิจารณ์ พานิช

 

คำนิยม

ได้รู้จักและทำงานร่วมกับท่านอาจารย์ไพบูลย์มากว่า ๑๐ ปี ได้

เห็นความสามารถในการเป็นผู้บริหารระดับชาติ เป็นผู้บริหารธนาคาร

เป็นผู้นำเครือข่ายทางสังคม และยังได้ทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน

ที่คนไทยนิยมเรียกว่า "เอ็นจีโอ" มาเป็นเวลานาน

หลายครั้งรู้สึกประหลาดใจว่า บุคคลที่มีภูมิหลังการเรียนด้าน

เศรษฐศาสตร์จากต่างประเทศ ทำไมถึงมีความสนใจและผันตัวเอง

มาทำงานให้กับคนยากไร้ในสังคมได้ขนาดนี้ งานด้านสังคมมิได้มี

ค่าตอบแทนที่มากมาย หรืออาจกล่าวได้ว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับ

ค่าตอบแทนที่ได้จากการทำงานด้านอื่นๆ แต่อาจารย์ไพบูลย์ก็เลือกที่จะ

ทำงานเพื่อสังคม

บ่อยครั้งที่รู้สึกแปลกใจว่าทำไมอาจารย์ไพบูลย์ ถึงได้มีความ

มุ่งมันในการทำงานเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้มาก

ขนาดนี้ มุ่งทำงานจนกระทั่งตนเองเจ็บป่วยก็ยังไม่ยอมลดละความ

พยายาม นอกจากนี้อาจารย์ไพบูลย์ยังทำงางกับผู้ร่วมงานและผู้ใต้

บังคับบัญชาด้วยความเป็นกันเองและคอยเอาใจใส่เหมือนญาติพี่น้อง

รวมทั้งยังให้เกียรติและรับฟังความคิดเห็นของทุกคนอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งสองส่วนนี้เองจึงเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้ทุกคนอยากทำงานด้วย และทุ่มเท

ทำงานร่วมกับอาจารย์ไพบูลย์โดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย

หากท่านได้อ่านประวัติชีวิตเล่มนี้แล้ว จะเข้าใจว่าคุณลักษณะ

เฉพาะตัวของอาจารย์ไพบูลย์นั้น ได้ถูกสังสมมาจากประสบการณ์ชีวิต

ตั้งแต่ชีวิตในวัยเด็ก ชีวิตในวัยรุ่น ชีวิตในการทำงาน และครอบครัว

ซึ่งคนรุ่นหลังน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งและสามารถนำมาปรับปรุงตนเองได้

อย่างเหมาะสมต่อไป

ดังนั้น ประวัติชีวิตของอาจารย์ไพบูลย์จึงน่าศึกษาเป็นอย่างมาก

และจะสร้างแรงบันตาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ถึงทางเลือกที่มี

คุณค่าอีกทางหนึ่ง

 

ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์

 

คำนิยม

 

นับเป็นคุณูปการอย่างยิ่งที่อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้

ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของท่านเป็นหนังสือ “คุยเรื่อง..ชีวิตธรรมดา

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม” เรื่องเล่าที่ใช้ภาษาเรียบง่ายแต่พิถีพิถัน

มีความหมายงดงาม น่าติดตามทุกช่วงตอน อ่านแล้วสบายใจ ประทับใจ

และได้ปัญญา

 

คุณค่าของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่เราได้รับรู้ เรียนรู้ถึงชีวิตของคน

คนหนึ่ง (ที่เจ้าตัวบอกว่าเป็นชีวิตธรรมดา) ตั้งแต่วัยเด็กเป็นลูกชาวนา–

พ่อค้า เติบโตมีการศึกษาที่ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น มีอาชีพการงานที่ดี

มีบทบาทในการพัฒนา สร้างความเจริญให้กับหลายวงการ จนถึง

ปลายทางชีวิต เพื่อชุมชน สังคม และเพื่อนมนุษย์

 

ทุกช่วงวัย ท่านใช้ชีวิตอย่างธรรมดา เป็นธรรมชาติและมีธรรมะ

ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่การงานสูงเพียงใด แต่ที่ยิ่งใหญ่และไม่

ธรรมดา คือ ท่านเป็นผู้ที่มีความคิด ความสามารถ และทำคุณประโยชน์

เพื่อองค์กร สถาบัน ชุมชน สังคม ประเทศชาติ และเพื่อนมนุษย์อย่าง

มุ่งมั่น สม่ำเสมอ ในทุกฐานะบทบาท จึงเป็นชีวิตธรรมดาที่สมควร

ได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างของคนในสังคม

 

หนังสือเล่มนี้นอกจากให้ความประทับใจในความรัก ความผูกพัน

ของคนในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อแม่กับลูกแล้ว ยังให้สาระความรู้ทาง

ประวัติศาสตร์ จิตวิทยา การบริหาร และภาษาศิลป์ รวมถึงมุมมอง

แง่คิดของอาจารย์ไพบูลย์ เกี่ยวกับเหตุการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และ

การเมือง

 

ที่สำคัญคือ เราได้ซึมซับธรรมะที่สอดแทรกในเรื่องราวของชีวิต

อันเป็นธรรมะที่ท่านได้ลงมือปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ธรรมะ

ที่สอนให้คนอื่นทำ

 

ผมโชคดีที่มีโอกาสรู้จักอาจารย์ไพบูลย์ และได้ช่วยงานท่านมา

ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ พวกเรา หมายถึงผมและเพื่อนๆ ที่สถาบันพัฒนาองค์กร

ชุมชน รวมถึงผู้นำชุมชนจำนวนมาก ได้พบและสัมผัสบางช่วง บางมุม

ของชีวิตท่าน สิ่งที่ทำให้พวกเราประทับใจ คือ การดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย

สมถะ บนพื้นฐานของความพอเพียง จิตใจที่มากด้วยความรักและ

เมตตา ชอบช่วยเหลือ ให้เกียรติและให้อภัยคนเสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรา

รับรู้ได้จากสีหน้า แววตา คำพูด และการปฏิบัติของท่าน ท่านจึงเป็น

ที่เคารพของขบวนชุมชน

 

ในความเป็นผู้นำองค์กร ด้วยความรู้ที่หลากหลาย ทั้งด้านการ

พัฒนาชุมชน ด้านการพัฒนาองค์กร ด้านการพัฒนาการเรียนรู้ และ

การบริหารการเงิน/กองทุน ด้วยหลักคิดที่ยึดมั่น ในการเปลี่ยนแปลง

สังคมจากฐานรากด้วยพลังองค์กรชุมชนและประชาสังคม

 

ด้วยความสามารถทางความคิดที่มีวิสัยทัศน์ เป็นระบบ มี

ยุทธศาสตร์ ท่านจึงเป็นผู้นำด้านการพัฒนาชุมชนและสังคมที่มีบทบาท

สำคัญในการก่อตั้งและพัฒนา “สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน” ภายใต้

พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

พ.ศ. ๒๕๔๓ และระบบ “สภาองค์กรชุมชน” ภายใต้ พ.ร.บ. สภาองค์กร

ชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑ มีความสามารถในการบริหารองค์กร เชื่อมโยงและ

บริหารขบวนชุมชนขนาดใหญ่ รวมถึงบุกเบิกในการสร้างความร่วมมือของ

ภาคีการพัฒนาชุมชนและสังคม

 

ในความเป็นผู้นำของสังคม อาจารย์ไพบูลย์ถือว่าเป็นผู้นำการ

เปลี่ยนแปลงที่มีความคิดและการกระทำ ที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

เชิงโครงสร้างอย่างเป็นขบวนการและเป็นระบบ เพื่อมุ่งให้เกิดความ

ยั่งยืน หลายอย่างเป็นสิ่งที่ท้าทาย และทวนกระแสของสังคมในปัจจุบัน

 

ท่านเป็นคนที่มุ่งมั่น ยืนยันในความถูกต้อง หากพิจารณาเห็นว่า

สิ่งใดถูกต้อง และจะเกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมแล้ว ท่านจะ

ทุ่มเทพยายามทำจนสุดความสามารถ แม้จะมีอุปสรรคมากเพียงใดก็

ไม่ย่อท้อ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้คนที่ไม่เห็นด้วยยอมรับด้วยเหตุผลที่ดี

และท่าทีที่นุ่มนวล แต่บางครั้งถึงความจำเป็นท่านก็จะยืนยันอย่าง

เด็ดเดี่ยว แม้จะต้องเอาตัวเองเข้าแลกก็จะทำ

 

อาจารย์จึงเป็นคนธรรมดาที่พวกเราศรัทธา เคารพรัก กราบไหว้

ได้อย่างสบายใจและเต็มใจ

 

ตอนท้ายของหนังสือที่อาจารย์ไพบูลย์กล่าวถึงการสร้างสังคมไทย

ที่พึงปรารถนาต้องมีสามฐานประกอบกันคือ ความดี ความสามารถ และ

ความสุข ผมคิดว่าเป็นหลักสำคัญที่ท่านสังเคราะห์มาจากประสบการณ์

ชีวิตของท่าน ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายควรนำไปพิจารณา ปฏิบัติ และขยายผล

เพื่อสร้างชุมชน สังคม และประเทศชาติให้อยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันอย่าง

มั่นคง ยั่งยืน

 

ผมขอกราบขอบคุณอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่กรุณาให้ผม

เป็นผู้เขียนคำนิยมหนังสือเล่มนี้ ผมถือเป็นเกียรติอย่างสูงยิ่ง

 

ผมเชื่อมั่นว่าหนังสือดีมีคุณค่าเล่มนี้จะได้รับความสนใจจากผู้คน

ในสังคมหลากหลายวงการ และจะเป็นประโยชน์เมื่อผู้อ่านได้นำข้อคิด

และธรรมะไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาชีวิต ครอบครัว องค์กร และจะเป็น

ประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมยิ่งขึ้น ถ้ามีบุคคล องค์กร หรือสถาบันใด

จะนำไปขยายผลให้เกิดการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาชน

โดยเฉพาะเยาวชน ในการรักที่จะมีชีวิตอยู่อย่างธรรมดา แต่สามารถ

สร้างคุณค่าให้กับสังคมได้มาก อยู่อย่างคนธรรมดาที่เป็นคนดี มีความ

สามารถและมีความสุข

 

สิน สื่อสวน

 

คำนิยม

การเริ่มต้นชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติ วิถีชีวิตที่เรียบง่าย วิถีความคิด

ที่ยึดมั่นในความสุจริต ความดี ความไม่ฟุ้งเพื่อไปกับวัตถุนิยมต่างๆ

ในขณะที่หน้าที่การงานที่ดำรงอยู่เป็นถึงผู้บริหารระดับสูงในองค์กรภาค

รัฐ ในองค์กรภาตเอกชน และในองค์กรภาคประชาสังคม ตลอดจน

เป็นผู้นำและผู้บริหารประเทศ สามารถละทิ้งผลตอบแทนมากมาย

เพียงเพื่อทำตามสิ่งที่ตัวตนที่แท้จริงต้องการทำ คือ การทำเพื่อสังคม

เพื่อให้สังคมเข้มแข็ง มีความสามารถพร้อมกับอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน

มากขึ้นด้วยคุณธรรมความดี อาจจะเห็นเป็นภาพที่นึกได้ยากในโลก

ปัจจุบัน แต่เมื่อทางรายการได้รับเกียรติอย่างสูงจากท่านอาจารย์ไพบูลย์

วัฒนศิริธรรม มาบอกเล่าเรื่องราว ตั้งแต่เป็นเด็กชาย จนกระทั่งปัจจุบัน

ภาพที่ว่ากนั้น กลับชับชัดเจนเป็นหมือนภาพยนตร์ที่ค่อยๆ แสดงที่ละฉาก

อยู่ในความติด เมื่อได้เริ่มสนทนากับท่าน ความชัดเจนยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อ

ได้รับฟังวิธีคิด วิถีการดำเนินชีวิต และหลักในชีวิตที่ท่านยึดมันและ

ปฏิบัติตาม

ความรู้สึกของดิฉันที่ได้นั่งสนทนากับท่าน เสมือนได้นั่งสนทนา

กับญาติผู้ใหญ่ที่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่น ความจริงใจ และความมีเมตลา

สิ่งที่ดิฉันได้รับโดยตรงคือแนวดีตหลายๆ อย่างเป็นประโยชน์มาก

 

สามารถนำไปใช้ได้ และมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น ผู้ฟังรายการหลายๆ

ท่านได้เรียกร้องให้รวบรวมเพื่อขอเป็นสำเนา ดิฉันจึงติดการใหญ่ขึ้น

เล็กน้อย อยากรวบรวมและเรียบเรียงจัดพิมพ์เป็นหนังสือ พร้อมด้วย

ภาพถ่ายที่เรียกได้ว่าขอท่านมาทั้งกรเลยทีเตียว ส่วนของเนื้อหาได้

ตัดแปลงจากรายการวิหญ่ที่ได้สัมภาษณ์ เพื่อให้อ่านได้สะดวกและเพื่อให้

ได้เรื่องราวของท่านที่ครบถ้วนมากขึ้น ดิฉันจึงได้ขออนุญาตสัมภาษณ์

ท่านทิ่มเติมจากที่ได้สัมภาษณ์ในรายการ หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้สัมผัส

เรื่องราวชีวิตของท่านที่ท่านทำทุกอย่างให้เป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติ

ไม่ว่าอำนาจ ทรัพย์สิน หรือยศถาบรรดาศักดิ์ ไม่สามารถเปลี่ยน

คุณธรรม ความดี ที่ท่านยืดมั่นในใจได้

ขอเป็นกำลังใจให้ท่านผู้อ่านทุกท่านะคะ ไม่ว่าท่านจะรู้สึกอย่างไร

อยู่ ขอให้มีความสุขกับการอ่านหนังสือ "คุยเรื่อง..ชีวิตธรรมดา ไพบุลย์

วัฒนศิริธรรม" เล่มนี้และหวังว่าเรื่องราวที่สนทนากันคงจะมีประโยชน์

ต่อท่านผู้อ่านบ้างนะคะ

ดีฉันและคณะทำงานต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ไพบูลย์

วัฒนศิริธรรม เป็นอย่างสูงค่ะ ที่ให้เกียรติอย่างสูงกับทางรายการ

ขอบพระคุณคุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม และครอบครัวที่ให้การ

สนับสนุมในทุกขั้นตอนของการทำหนังสือเล่มนี้ ท่านอาจาจารย์ไพบูลย์เป็น

เพียงผู้ชายตัวเล็ก แต่ความคิดของท่านยิ่งใหญ่เหลือเกินความรู้สึก

ดิฉันค่ะ

พร้อมกันนี้ดีฉันขอขอบพระคุณ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่ท่านช่วย

เขียนคำนิยมให้ด้วยความยินดีเป็นอย่างมากทันทีที่ท่านทราบเรื่อง และ

 

ขอขอบคุณ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์และคุณสิน สื่อสวน ที่ได้

กรุณาเขียนคำนิยมให้จากความนิยมที่มาจากหัวใจผ่านการได้ร่วมงาน

กับท่านอาจารย์ไพบูลย์อย่างใกล้ชิดมาเป็นเวลานาน รวมถึงในช่วงที่

ท่านอาจารย์ไพบูลย์เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง

การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ดิฉันขอปิดท้ายด้วยการขอขอบคุณมากเป็นพิเศษต่อ คุณสุวรรณา

ตั้งเจตนาพร ผู้ช่วยสัมภาษณ์ทำนอาจารย์โพบูลย์เพิ่มเติมแล้วนำมา

ขยายความ เสริมเติม ขัดเกลา ฯลฯ เพื่อให้หนังสือมีความสมบูรณ์

อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยได้ทำเช่นนี้อยู่หลายรอบ รวมถึงการได้

สนทนาหารือกับท่านอาจารย์ไพบูลย์แล้วแก้ไขเพิ่มเติมอีกหลายต่อ

หลายครั้ง จนกระทั่งได้ผลลัพธ์ซึ่งเป็นที่พอใจร่วมกัน นอกจากนั้น ก็

ขอขอบคุณทีมงานที่บริษัทโอเคแมสทุกคนที่ได้ให้ความร่วมมือในงาน

ชิ้นนี้ และขอขอบพระคุณท่านผู้ฟังรายการ "ห้องรับแขก Sweet. FBK"

รวมทั้งท่านผู้อ่านทุกท่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ขอบพระคุณมากค่ะ

อรอุมา เกษตรพืชผล (ปุ๊ก)

 

"คุยเรื่อง...ชีวิตธรรมตา"

เป็นการสนทนาอย่างสบายๆ ระหว่างคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธธธรรม

กับคุณอรอุมา เกษตรพืชผล

เล่าเรืองราวชีวิตที่สะท้อนความเรียบง่ายและ "ความธรรมดา"

แต่น่าสนใจ น่าศึกษา พร้อมกับมี "ความพิเศษ"

ในหลายเรื่อง หลายมิติ ตั้งแต่วัยเด็ก จนถึงช่วงสูงวัย

 

สารบัญ

คำอุทิศ

คำนำสำนักพิมพ์

คำนำนักเขียน

คำนิยม

ㆍนพ.วิจารณ์ พานิช

ㆍทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์

ㆍสิน สือสวน

ㆍอรอุมา เกษตรพืชผล

ตอนที่ ๑ เกิดจากดิน : เด็กบ้านนอกธรรมดา

ㆍถิ่นกำเนิด

ㆍการเลี้ยงดู

ㆍชีวิตเมื่อเรียนชั้นประถม

ㆍวิถีชนบท

ㆍชีวิตเมื่อเรียนชั้นมัธยม

ㆍการเล่นกีฬา

ตอนที่ ๑ โบยบินสู่โลกกว้าง :

เรียนรู้และเติบโดอย่างธรรมชาติ

ㆍชีวิตวัยรุ่น

ㆍชีวิตเมื่ออยู่มหาวิทยาลัยเมืองไทย

ㆍชีวิตเมื่อไปเรียนเมืองนอก

 

ㆍชีวิตเมื่อเรียนมหาวิทยาลัยในอังกฤษ

ㆍเรียนจบกลับประเทศไทย

ㆍ การฝึกอบรมหลังรับปริญญา

ㆍงานอดิเรก

ตอนที่ ก่อร่างสร้างครอบครัว :

ความรัก คือรากฐานสุดสำคัญ

ㆍคู่ชีวิต ๑๐๐

ㆍการบวชและการเป็นทหาร ๑๒๔

ㆍงานแต่งงาน @mo

ㆍการสร้างครอบครัว ๑๓๑

ㆍเพื่อนโรงเรียนเก่า ๑๔๓

ㆍครอบครัวและเพื่อนที่อังกฤษ ๑๔๙

ตอนที่ ๔ ชีวิตหัวใจอาสา : งานคือหน้าที่ หน้าที่คือชีวิต ๐๕๕

ㆍเป้าหมายและปรัชญาชีวิต ๑๕๖

ㆍทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ๑๕ศ

ㆍการเป็นผู้บริหาร ๑๗๐

ㆍลาออกจากแบงก์ชาติไปอยู่ธนาคารไทยทนุ ๑๗๓

ㆍลาออกจากธนาคารไปเป็น "เอ็นจีโอ" ๑๗๗

ㆍชีวิตในภาคการเมืองในฐานะรองนายกฯ ๑๗๙

และรัฐมนตรีว่าการ

ㆍย้อนรอยดูบ้านเกิด ๑๘๗

ㆍสถานะสุขภาพร่างกาย

ตอนที่ ๕ สามัญคืนสู่สามัญ :

เพื่อชุมชน สังคม และเพื่อนมนุษย์

ㆍทำงานพัฒนาชนบทและชุมชน

ㆍร่วมประชุมระดับโลกเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา

ㆍงานผลักดันนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

ㆍเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

ㆍเป็นประธานสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)

ㆍทัศนะการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย

ㆍทัศนะว่าด้วยสังคมที่พึ่งปรารถนา

ㆍทัศนะเรื่องการแก้ความทุกข์และความขัดแย้ง

บทเสริมส่งท้าย

ภาคผนวก

ㆍ วิวัฒนาการใบหน้าและสถานะ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

ㆍภาพครอบครัวล่าสุด ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕๒

ㆍประวัติ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

ㆍประวัติ อรอุมา เกษตรพืชผล

ㆍมูลนิธิหัวใจอาสา

 

-ความปรารถนาหรือจุดมุ่งหมายที่สำคัญของผม

คือทำให้สังคมดีขึ้น ซึ่งควรจะเป็นสังคมที่มีความตีงาม

พร้อมๆ กับมีความสามารถ และมีความอยู่เย็นเป็นสุข

การจะเป็นอย่างนั้นได้ สังคมต้องมีความเข้มแข็ง

โดยเฉพาะที่ฐานราก ได้แก่ ประชาชนหรือชาวบ้านทั่วไป

คนทั่วไปควรจะมีความเข้มแข็งพอที่จะพึ่งตนเองได้

ดูแลตัวเองได้ ส่วนจะมีคนรวยมากบ้าง น้อยบ้าง ไม่เป็นไร

แต่อย่างน้อยคนทั่วไปควรจะมีฐานะดีพอ

เข้มแข็งพอที่จะพึงตนเอง พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

พออยู่พอกิน ไม่เดือดร้อน ไม่อัตคัด

มีสุขภาพอนามัยดี มีปัจจัย ๔ ครบ

มีการศึกษา มีสภาพแวดล้อมที่ดีพอควร

ไม่ตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามของสารพิษ

หรือได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโหรม

มีความปลอดภัยในชีวิตและหรัพย์สิน มีสิทธิเสร็ภาพ

มีเงินออมและความมั่นคงทางการเงินพอสมควร

มีคุณธรรมความดีต่อกันและอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข

เหล่านี้คือสิ่งที่ผมอยากทำให้เกิดขึ้น"

 

ตอนที่ ๑  เกิดจากดินเด็กบ้านนอกธรรมดา

"คุณพ่อคุณแม่สอนด้วยการ

ทำเป็นตัวอย่างมากกว่า

คือ ประพฤติปฏิบัติตนในทางที่สุจริต ดีงาม

ขยัน หมั่นเพียร ในฐานะลูกเราเห็น

เราก็ได้รับอิทธิพลไปโดยปริยาย

โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เปล่งออกมาเป็นคำพูด

ว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ เราเองเราก็ปฏิบัติตนไป

เช่น ช่วยพ่อแม่ทำงาน ถูบ้านกวาดบ้าน

ตักน้ำจากบ่อหิ้วมาใส่ตุ่ม รดน้ำผัก

หาปลา จับปลา ทำปลา

เพื่อปรุงอาหาร หุงข้าว ล้างจาน

เก็บผักบุ้งจากท้องทุ่งมาเลี้ยงหมู

ช่วยเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงควาย

เหล่านี้ล้วนเป็นการเรียนรู้

และสร้างนิสัยไปโดยอัตโนมัติ"

 

ถิ่นกำเนิด

อาจารย์ไพบูลย์คะ ช่วยเล่าชีวิตในวัยเด็กให้ฟังได้หรือเปล่าคะ ว่า

อาจารย์เป็นคนที่ไหน ครอบครัวเป็นอย่างไรคะ

ผมเป็นคนตำบลนาคู อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรศรีอยุธยา

หรือเรียกสั้นๆ ว่า อยุธยา ตำบลนาคูเป็นตำบลสุดท้ายของอำเภอคืออยู่

ติดกับเขตจังหวัดสุพรรณบุรีไปทางทิศตะวันตก และติดกับเขตจังหวัด

อ่างพองไปทางทิศเหนือ คือเป็นตำบลสุดท้ายของจังหวัดอยู่ธยาที่อยู่ติด

ชายแดนของอีกสองจังหวัด คุณพ่อผมเป็นชาวจีนครับ อพยพมาจาก

ประเทศจีน แต่คุณแม่เกิดเมืองไทย เป็นลูกครึ่งจีน ครึ่งไทยดูรับ คุณแม่

มีแม่ (คุณยายของผม) เป็นคนไทย มีพ่อ (คุณตาของผม) เป็นคนจีน

 

คุณพ่อของอาจารย์อพยพมาก็มาตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เลยหรือเปล่าคะ แล้วคุณพ่ออาจารย์ ท่านทำงางานอะไรคะ ทำอาชีพ

อะไรคะ

เมื่อคุณพ่ออพยพมาก็คงจะเสาะหาหนทางทำมาหากิน เริ่มต้น

คุณพ่อซื้อของชายของอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่อมาพอดีมีญาติมาติมาอยู่แถว

อำเภอผักไห่ คุณพ่อเลยตามไปอยู่ด้วย และไปเจอคุณแม่ที่อำเภอาเภอผักไห่

ก็สร้างครอบครัวด้วยกันที่มักไห่ คุณพ่อมีอาชีพค้าขายของเล็กของน้องน้อย

ครับ โดยชายอยู่ที่ตลาดผักไห่ ต่อมาจึงย้ายไปขายที่บ้านนาคู

เขาบอกว่าคนจีนจะมีลักษณะการค้าขายเก่งเป็นพ่อค้า อันนี้เกี่ยวกับ

การเป็นคนจีนด้วยหรือเปล่าคะ

การค้าชาย เป็นวิธีซึ่งคนที่ไม่มีอะไรเลยจะทำได้อย่างเช่นคุณพ่อ

คือไม่มีที่ดิน ไม่มีหรัพย์สิน ไปซื้อของมาขายได้กำไรเล็กน้อยก็ค่อยๆ

สะสมไป แต่คุณแม่เป็นชาวนา คุณแม่เกิดจาก คุณตา คุณยาย ทื่อทยพ

มาจากอำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัตอ่างทอง ไปอยู่ที่ ตำบลนาดู อำเภอ

ผักไห่ และทำนาที่นั้น คุณแม่จึงมีพื้นฐานฐานทางการทำนา จึงมีสองอาชีพ

ในครอบครัวเราครับ

ที่บ้านใช้ภาษาจีนหรือเปล่าคะ เพราะว่าคุณพ่อมาจากเมืองจีน

ที่บ้านใช้ภาษาไทยเป็นหลักครับ คุณแม่อยู่ในครอบครัวที่พูดไทย

ที่จริงแล้วแทบจะไม่เคยได้ยินคุณแม่พูดจีน คือพูดไทยตลอด และ

บ้านเราอยู่เป็นกลุ่มาน ๓ ๓ หลังในแนวตั้งฉากกับลำคลอง ติดลำคลอง

เป็นบ้านของคุณยายและน้าสาวน้าเขย ถัดเข้ามาจากริมคลองเป็นบ้าน

ของคุณแม่ และถัดไปอีกซึ่งติดกับทุ่งนาเป็นบ้านของน้ำรายและน้าสะใภ้

 

เราพูดไทยกันหมดทั้งสามบ้าน คุณยายก็พูดไทย เพื่อนบ้านชาวนาคูก็

เป็นคนไทยเกือบทั้งหมด สิ่งแวดล้อมมีความเป็นไทย ในครอบครัวผม

ถ้าจะพูดจีนบ้างก็พูดจีนแบบสำนวนไทย คือพูดเป็นคำๆ หรืออาจจะ

เรียกญาติพี่น้องด้วยคำภาษาจีนเช่น เจ๊ เฮีย กู้ เล่าอี้ นี่เป็นถ้อยคำ

และน้ำเสียงที่เราใช้พูดกัน ซึ่งอาจไม่ตรงกับถ้อยคำและน้ำเสียงจีนที่

ถูกต้องก็ได้ ผมเองตอนเด็กๆ ก็เรียกพี่สาวว่า เจ้ บ้าง แต่เมื่อโตขึ้ตขึ้น

ก็เรียกทุกคนว่าพี่ คุณแม่ผมเรียกแม้มาตลอด ส่วนคุณพ่อผมเรียก

เตี่ย การประกอบพิธีจีนค่อนข้างน้อย ที่เป็นหลักคือ การไหว้เจ้า

ไหว้บรรพบุรุษ ในวันตรุษจีน โดยไม่มีการแจกเงินอังปาแบบที่คนจีนใน

กรุงเทพฯ มักจะทำกัน การไหว้พระจันทร์เราก็ไม่ทำ ฉะนั้นวัฒนธรรม

ไทยจึงเป็นหลักมากกว่าเพราะเราอยู่ในชนไทย เช่น การสวดนต์

ไหว้พระ ตักบาตร การละเล่นต่างๆ ก็เป็นไทยไปหมด

อาจารย์มีพี่น้องกี่คนคะ คุณพ่อคุณแม่เป็นคนยังไงคะ ดุมั้ยคะ หรือว่า

ช่างคุยมั้ยคะ

ผมมีพี่ทั้งหมด ๗ ตน รวมทั้งผมเป็น ๘ คือผมเป็นน้อง

คนสุดท้องครับ แต่ที่จริงคุณแม่มีลูกทั้งหมด ๑๑ คน เสียชีวิตไปตั้งแต่

ยังเป็นเด็กเล็ก คน จึงเหลือ ๘ คน ปัจจุบันพี่สาวคนหนึ่ง (พี่ทองสุข

วิรเศรณี) ได้เสียชีวิตไปแล้วจึงเหลือที่ยังมีชีวิตอยู่ ๔ คน คุณพ่อเป็น

คนธรรมดาๆ ครับ คือพูดคุยพอสมควร แต่ไม่ได้ช่างคุยมาก ไม่ดุ

ทำตัวธรรมดาธรรมชาติ ส่วนคุณแม่ก็คล้ายๆ กัน คือ คุณพ่อ คุณแม่

และครอบครัวของเราค่อนข้างใช้ชีวิตแบบธรรมดาธรรมชาติ ใช้ชีวิต

ไปตามปกติ มีทั้งใจดี พูดคุยสนุกสนาน แต่ก็ดูว่าบ้างเป็นครั้งคราว

ไม่ได้มากเกินไป ในฐานะลูกผมรู้สึกว่าเติบโตขึ้นในสภาวะและบรรยาศ

ที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ

การเลี้ยงดู

อบอุ่นมั้ยคะอาจารย์ แล้วในความเป็นลูกคนเล็ก ได้ถูกบ่มเพาะอะไร

มาเป็นพิเศษมั้ยคะ ในเรื่องนิสัย มีการเอาใจดูแลเป็นพิเศษหรือโล่

หรือเปล่าคะ

ความรู้สึกอบอุ่นมีมากครับ เพราะว่าเป็นครอบครัวที่มีพ่อแม่

มีพี่ๆ หลายคนครับ แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกันทั้งหมดตลอดเวลานะครับ

เพราะว่าพอช่วงหนึ่ง คุณพ่อก็มาค้าขายในกรุงเทพฯ คุณแม่อยู่ที่บ้าน

เพราะว่ายังมีคุณยายอายุมาก คุณแม่คอยดูแลคุณยาย และดูแลลูกๆ

แต่ว่าลูกๆ พอโตขึ้นไปเรียนหนังสือบ้าง ไปอยู่กับลุงบ้าง พี่ชายตนโต

(นพ.ไพโรจน์ วัฒนศิริธรรม) ไปอยู่กับลุงที่อ่างทองแล้วมาอยู่วัดใน

กรุงเทพฯ (วัดประยุรวงศาวาส) เพื่อเรียนหนังสือต่อ พี่บางคนก็มา

ค้าขายกับคุณพ่อ ฉะนั้นที่บ้านที่ตำบลนาดู อำเภอผักไท่ ในที่สุดก็

เหลือผมคนเดียวกับคุณแม่ (หัวเราะ) เพราะว่าพี่ๆ เขาไปเรียนหนังสือ

บ้างไปค้าชายบ้าง เช่น พี่คนถัดไปจากผม คือ คุณวรัตน์ วัฒนศิริธธรรม

พอจบ ป.๔ เขาก็ไปอยู่กับลุงที่วิเศษชัยชาญ จังพวัดอ่างทอง จึงเป็น

ช่วงที่ผมจะอยู่กับคุณแม่แค่สองคน แต่ก็มีบ้านน้าสาว บ้านน้าชาย มี

ลูกๆ ซึ่งก็เป็นลูกที่ลูกน้องกับผม อยู่ใกล้ๆ ฉะนั้นจึงยังมีความเป็น

ครอบครัวอยู่มากทั้งแบบครอบครัวเล็กคือคุณแม่กับผมผม และครอบครัว

ใหญ่หรือครอบครัวขยายคือรวมทั้ง ๓ บ้าน

ส่วนการเป็นลูกคนเล็ก ก็ปกติธรรมตาติดว่าไม่มีอะไรพิเศษ

นะครับ เพราะว่ามีพีทลายคนอายุจะห่างๆ ลดหลันกันไป เช่น พี่คนโตสุด

(พี่ทองคำ คาเพียง) จะอายุมากกว่าผม ๑๖ ปี ฉะนั้นพอผมเกิด พี่

ตนโตสุดก็เริ่มเป็นสาวแล้ว และอีกไม่นานได้แต่งงานแยกบ้านออกไป

 

ฉะนั้นการเปรียบเทียบระหว่างลูกด้วยกันนี่จะน้อย เพราะว่ามีหลายคน

และกระจายกันไป แล้วถึงช่วงหนึ่งก็แยกย้ายกันไป ผมจึงรู้สึกปกติ

ไม่ได้รู้สึกว่า มีอะไรพิเศษ หรือว่ามีอะไรไม่พิเศษ

คุณพ่อคุณแม่อาจารย์ เน้นการสอนเรื่ององอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ

สมัยเด็ก เพราะว่าแต่ละบ้านมีสไตล์ มีหลักยึดที่แตกต่างกันไป

คิดว่าคุณพ่อคุณแม่สอนด้วยการทำเป็นตัวอย่างมากกว่า คือ

ประพฤติปฏิบัติตนในทางที่สุจริต ดีงาม ขยัน หมั่นเพียร ในฐานะ

ลูกเรเห็น เราก็ได้รับอิทธิพลไปโดยบริยาย โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ไม่ได้

เปล่งออกมาเป็นคำพูด ว่าต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ เราเองเราก็ปฏิบัติ

ตนไป เช่น ช่วยพ่อแม่ทำงาน ถูบ้านกวาดบ้าน ตักน้ำจากบ่อหิ้วมาใส่

ตุ่ม รดน้ำผัก หาปลา จับปลา ทำปลา เพื่อปรุงอาหาร หุงข้าว ล้างจาน

เก็บผักบุ้งจากท้องห่งมาเลี้ยงหมู ช่วยเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงควาย

เหล่านี้ล้วนเป็นการเรียนรู้และสร้างนิสัยไปโดยอัตโนมัติ

ที่บอกว่าสอนในเรื่องความขยันหมั่นเพียร คุณพ่อคุณแม่ของอาจารย์

ทำให้เห็นยังไงคะในเรื่องของความขยันนะค่ะ

อย่างเช่นคุณแม่ ทำงานไม่ได้หยุด ทั้งดูแลบ้าน ทำอาหาร ตูแล

ลูก ดูแลแม่ (ยายของผม) ไปทำนา ทำงานจิปาถะ ไปซื้อของจากตลาด

โดยต้องเดินทางไกลเป็นหลายๆ กิโลนะครับ เพื่อที่จะไปหาบของมากิน

มาใช้ ที่บ้านไม่มีตลาดนี่ครับ นอกจากพวกผักพวกปลานี่เราสามารถ

หาได้เอง แต่ว่าประเภทเนื้อหมู ผลไม้ เช่น มะม่วง กล้วย แตงโม

พวกนี้ต้องเดินทางหลายกิโลเพื่อไปหามา ลูกๆ จะทินกล้วย เพราะถือว่า

กล้วยเป็นของที่มีประโยชน์ แต่ว่าที่บ้านไม่มี ที่ตำบลไม่มี ที่จริงทั้ง

 

ตำบลไม่มีกล้วย เพราะว่าเป็นที่ลุ่มมาก น้ำท่วม ปลูกกล้วยไม่ได้ผล

ตอนนั้นเขายังไม่คิดวิธี คือน้ำมันท่วมมาก ท่วมประมาณ ๒-๓ ๓ เมตร

หมายถึงตอนที่ท่วมเต็มที่นะครับ ฉะนั้นถ้าจะปลูกกล้วยได้ ต้องถม

ที่ดินให้สูง ให้เป็นโครขึ้นมา แล้วค่อยปลูกกลัวย ซึ่งสมัยที่ผมเด็กๆ

ไม่มีใครเขาทำกัน เพราะว่าจะหาที่สูงแบบนั้นได้น้อยมาก

แล้วท่วมบ้านหรือเปล่าคะ อย่างนี้อาจารย์ก็ต้องว่ายน้ำเก่งนะสีคะ

ที่บันพื้นบ้านจะสูงไงครับ บ้านในชนบทที่อยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำ

จะปลูกบ้านใต้ถุนสูง สำหรับฤดูน้ำหลาก เวลาน้ำน้ำหลากน้ำจะสูงขึ้นไป

เรื่อยๆ ประมาณ ๒-๓ เมตรหรือบางทีก็กว่า พื้นบ้านจะสร้างสูงให้เกินกว่า

๒-๓ เมตร บางปีน้ำอาอาจจะท่วมพื้นบ้านอยู่ระยะหนึ่ง แต่ปกติน้ำจะ

ไม่ท่วมพื้นบ้าน เป็นฤดูเรียกว่าตูน้ำหรือฤดูน้ำพลาก การเดินทาง

ไปไหนมาไหนต้องใช้เรือ วิถีชีวิตคนที่นั่นต้องว่ายน้ำเป็น ต้องพ

เป็น ไปโรงเรียนต้องพายเรือไป พระมาบิณฑบาตท่านก็พายเรือมา

ค้าขายก็ไม่ทางเรือ สักประมาณหลายเดือนใน ๑ ปี จนกระทั่ง

ทุ่งนาแห้ง เราจึงใช้วิธีเดินเฟ้าหรือใช้พาหนะทากได้

งว่าในอดีตกับสมัยนี้ไม่ค่อยเปลี่ยนเลยนะคะ เรื่องน้ำท่วม

พระนครศรีอยุธยา ยังตงต้องใช้งบประมาณช่วยทุกปี

เดียวนี้เนื่องจากระบบเขื่อน ระบชลประทาน ทำให้ส่วนใหญ่น้ำ

จะท่วมน้อยกว่าเมื่อก่อน เพราะว่ามีการควบคุมน้ำ ยกเว้นปีที่น้ำมาก

เพื่อนภักเก็บไม่ไหว ต้องปล่อยน้ำออกมา พอปล่อยน้ำออกมาน้ำก็ท่วม

แต่ด้วยเหตุที่ว่าคนสมัยนี้ไปคุ้นกับการที่น้ำน้อย ก็เลยเริ่มปลูกบ้านที่

พื้นบ้านอยู่ผิดกับพื้นดินหรือสูงจากพื้นดินไม่มาก และไม่ได้เตรียม

 

ความเป็นอยู่สำหรับฤดูน้ำหลากเหมือนเมื่อก่อน ฉะนั้นพอน้ำมาเผาเยอะๆ

ก็จะท่วมบ้านและเป็นปัญหา

ภาครัฐยังคงต้องเข้ามาช่วย เพราะว่าธรรมชาติยังเป็นธรรมชาติอยู่

นะครับ น้ำมากบ้างน้อยบ้าง การควบคุมของคน ไปกักน้ำไว้ที่หนึ่ง

ก็อาจจะไปทะลักอึกที่หนึ่ง หรือยกที่นี้ให้สูงก็ไม่มีพี่ให้เก็บกักน้ำไว้ น้ำไร้ น้ำ

จึงไปท่วมที่ที่ยังต่ำอยู่ เหมือนกรุงเทพฯ บางพื้นที่จะยกสูง ก็เลยไป

ท่วมบ้านที่ยังไม่ได้ยกสูงขึ้น จึงต้องแข่งกันยกสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ชีวิตเมื่อเรียนชั้นประถม

อาจารย์คะ สมัยเด็ก อาจารย์เรียนหนังสือเป็นอย่างไรบ้าง ชอบไหมคะ

เรียนเก่งไหมคะ แล้วคุณแม่เน้นเรืองการเรียนไหมตะ

ถ้ามองย้อนหลังผมไม่ได้คิดว่าตัวเองชอบ หรือไม่ชอบเรียน

หนังสือ รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมฆา เป็นชีวิตวัยเด็กก็ตั้งเรียนไป

การเรียนดงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีกระมังครับ ตอนผมอยู่ที่บ้านนาลู

เรียนโรงเรียนประชาบาล เป็นโรงเรียนวัดนะครับ ผลการเรียนเป็นยังไง

คุณครูไม่เตยบอก ไม่มีเกรด ไม่มีอะไร เรียนดีหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่มีอยู่

ตอนหนึ่งเขามาบอกทีหลังว่าผมสอบได้ทีหนึ่งของอำเภอนะ แต่ว่าเป็น

เพียงคำพูด เพราะว่าตอนสอบ ป.๔ เราไม่ได้สอบที่โรงเรียนเรา จะมี

การใช้ข้อสอบร่วมกันและไปสอบที่โรงเรียนวัดดอนลาน ซึ่งเป็นตำบล

ใหญ่กว่าหน่อย สอบเสร็จก็ไม่ได้สนใจอะไร และคุณพ่อคุณแม่เอง

ไม่เคยเดี่ยวเข็ญอะไร เรื่องเรียนหนังสือ เรียนไปตามธรรมชาติอีก

เหมือนกัน ถึงเวลาต้องไปโรงเรียนก็ไป ครูให้ทำการบ้านก็ทำ

 

สมัยเด็กอาจารย์ชนหรือมีถูกตีมั้ยคะ หรือว่าเป็นเด็กเรียบร้อย เพราะ

ว่าคนส่วนใหญ่คิดว่า อาจารย์เรียบร้อย สุขุม

ตอนเด็กคงอยู่ในเกณฑ์เรียบร้อย แต่ความซุกซนย่อมมีบ้าง

และเคยถูกตีแบบทำโทษทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนแต่ไม่มากและไม่บ่อย

ที่โรงเรียนผมก็มีเพื่อนมีฝูง เป็นครั้งตราวบ้างเหมือนกัน ที่เพื่อนๆ

ไปขกต่อยกันและผมก็ไปกับกับเขาด้วย แต่เป็นการไปดูไปเชียร์ ไม่ได้ว่วม

ซกต่อยด้วย ยกเว้นครั้งสองครั้ง

วิถีชนบท

อาจารย์ชกกับเขาด้วยหรือคะ แล้วมีโดดเรียนไหมคะ หรือมีประเภท

ยิงนก ตกปลา ตามลักษณะเด็กต่างจังหวัดมั้ยคะ

เรื่องผมเป็นคนซกต่อยจำได้ว่ามีหนึ่งหรือสองครั้งแต่ไม่รุนแรง

ส่วนเรื่องโดดเรียนคิดว่าไม่เคยหรอกครับ เรื่องยิงนกก็เคยยิงด้วย

หนังสติ๊กแต่ไม่เคยยิงถูกเลยสักครั้ง สำหรับเรื่องตกปลานั้นเป็น

กิจวัตรประจำวันเลยทีเดียว (หัวเราะ) เพราะว่าที่บ้านต้องหาปลา ที่

บ้านนาด ปลาคืออาหารหลัก เพราะน้ำน้ำหลากไงครับ พอน้ำหลากมา

ปลาจะเต็มไปหมด ได้ถนบ้านเต็มไปด้วยปลา ใช้เบ็ตเล็กๆ เบ็ดเล็ก

สมัยก่อนทำจากเข็มเย็บผ้า เอาเข็มเย็บผ้ามาลนไฟให้ร้อนแล้วตัดให้

มันงอขึ้นมา เป็นเป็ดแบบไม่มีเงี่ยง ใช้ข้าวสุกผสมร่าข้าว ปั้นให้เป็น

ก้อนกลมเล็กๆ ใช้เป็นเหยื่อให้ปลามากิน ผมตกปลากินแพบทุกวัน

กลับจากโรงเรียนนั่งอยู่บนบ้าน ตกปลาสักประมาณครึ่งชั่วชั่วโมงถึง

หนึ่งชั่วโมงก็จะได้พอกิน

 

โอ้โห มันเยอะขนาดนั้นเลยหรือคะ อย่างนี้สมมติเราเหวี่ยงแหไปก็

ติดเพียบเลยหรือเปล่าคะ แสดงว่าอาจารย์ต้องจับปลาเก่งแน่นอนจาก

ประสบการณ์

ครับ ปลาเล็กปลาน้อยจะเยอะมาก การเหวี่ยงแหเป็นวิธีหนึ่ง

ในการจับปลา แต่ผมใช้แหไม่ค่อยเก่งเพราะยังเป็นเด็กตัวเล็กเกินไป

ต้องให้ผู้ใหญ่เป็นคนใช้แหจับปลา แต่ผมจะสุ่มปลาได้ คือเวลาน้ำ

เยอะๆ ผมจะตกปลาจากใต้ถุนบ้านไม่ต้องไปไหน แต่ว่าจะเป็นปลาเล็กๆ

นะครับ เช่น ปลาแปบ ปลาซิว ปลาแหทอง ปลาแก้มช้ำ ปลาหมอแต้

ปลาหมอกลม ปลาแขยง ส่วนใหญ่เป็นปลาขนาดเล็กยาว ๓-๖ นิ้ว

ทอดกรอบอร่อย ถ้าเป็นฤดูแล้ง ที่บ้านจะมีบ่อ มีคู ซึ่งจะมีน้ำขังไว้

ตอนที่น้ำแห้งจากท้องนา ปลาจะมาอยู่ในบ่อ ในอู เราก็ไปจับมา วิธีจับ

เราใช้สมเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้จะได้ปลาซ่อน ปลาหมอ ปลาดูการ

จับปลาถือเป็นวิถีชีวิตสำหรับคนแถวนั้น เด็กเล็กก็ไปจับปลา ตกปลา

ไปสุ่มปลา เก่งหน่อยหรือเป็นผู้ใหญ่ก็ไปทอดแท วางข่าย หรือลงข่าย

ลงเบ็ด หรือปักเบ็ด วางลอบ วางไซ ใช้ฉมวก ยกยอ ยกสวิง ใช้

ตะนกรงร้อน ซึ่ง ๒ วิธีหลังนี้จะได้ประมาทปลาไทล ปลากระดุ้งฝอย

เป็นต้น สารพัดวิธีครับในการหาปลาของชาวบ้าน

แสดงว่าคนแถวผักไห่ ก็มีวิถีชีวิตลักษณะนี้กันเป็นส่วนมาก คน

สมัยก่อนเขาเรียนแค่ ป.๕ ใช่ไหมคะ บางคนเขาบอกว่า ป.๔ ก็สูงแล้ว

ไม่ทราบว่า อาจารย์จบ ป.๔ แล้วเรียนต่อยังไงคะ

พอจบ ป.๔ ที่โรงเรียนประชาบาล ซึ่งเขามีแค่ ป.๔ พอจบ

ก็เข้ากรุงเทพฯ เพื่อจะมาเรียนมัยม ตอนนั้นมีทางเลือกว่าจะไปอยู่กับ

ลุงที่อ่างทอง เพื่อจะเรียนแถวนั้น เพราะพี่ชายทำแบนั้น พี่ชายคน

 

ถัดมานะครับ (พี่วิรัตน์ วัฒนศิริธรรรม) แต่คุณพ่ออยู่กรุงเทพฯ ผมไม่ได้

คิดอะไรมาก คิดว่ามาอยู่กับคุณพ่อคงจะดี ส่วนคุณแม่ก็ไปๆ มาๆ

อย่างเศย เพราะว่าคุณยายยังอยู่ที่บ้านนาดู ผมจึงมาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อ

เรียนหนังสือ

วันที่อาจารย์เดินทางมากรุงเทพฯ หลังจบ ป.๔ เป็นการมากรุงเทพฯ

ครั้งแรกหรือเปล่าคะ แล้วเข้ามาเรียนที่ไหนคะ

ก่อนหน้านั้นคิดว่าเคยานะ มาแบบไม่นาน จำได้ว่าแล้วต้อง

นั่งรถสามล้อที่มีคนถีบจากท่าเตียน คือเรือจะมาถึงท่าเตียนตอน

เช้ามืดยังไม่สว่าง แล้วก็นั่งรถสามล้อมาถึงตลาดโบ๊ซึ่งไม่ใกล้เลยนะ

แต่สมัยนั้นถนนค่อนข้างว่าง โดยเฉพาะตอนเช้ามืดถนนว่างมาก นั่ง

รถสามล้อมาเรื่อยๆ อากาศเย็นสบาย ผมยังประทับใจกับการได้เห็น

รถยนต์ สมัยนั้นรถยนต์ยังมีไม่มาก ยังจำได้รถยนต์เป็นรถเบบโบราณ

เวลามาจะแซงรถสามล้อ เวลาแซงก็จะเห็นไฟรถยนต์ส่อง ยิ่งถ้าเป็น

รถยนต์วิ่งส่วนมาเราจะเห็นไฟที่ส่องมาเป็นลำแสงเจิตจ้า ยังเป็นภาพ

ประทับใจอยู่ อยู่ที่บ้านนอกเราไม่เคยเห็นรถยนต์ เมื่อมาอยู่กรุงเทพฯ

แล้วก็พยายามหาที่เรียนชั้นมัธยม ทีแรกไปสอบเข้าโรงเรียนเทพศิรินทร์

 

แต่สอบไม่ได้ด้วยความที่เป็นเด็กบ้านนอกคงสู้วิชาเราไม่ไหว สอบไม่ได้

จึงไปเข้าโรงเรียนไพศาลศิลป์ เป็นโรงเอกชน ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ใกล้

กว่าโรงเรียนเทพศิรินทร์อีก (หัวเราะ) ที่จริงโรงเรียนเทพศิรินทร์ ก็อยู่)

ใกล้บ้านเหมือนกันเดินไปได้ เพราะบ้านผมอยู่ตลาดโบ๊โบ๊โปโรงเรียน

ไพศาลศิลป์เดินประมาณ ๑๐ นาที ถ้าไปโรงเรียนเทพศิรินทร์จะใช้เวลา

ประมาณ ๑๕ นาที

ชีวิตเมื่อเรียนชั้นมัธยม

อาจารย์เรียนโรงเรียนไพศาลศิลป์ถึงชั้นไหนคะ แล้วช่วงที่เรียนมัธยม

อาจารย์เริ่มรู้ตัวมั้ยคะ ว่าเราชอบทางไหน สายไหน หรือเรียนไปตาม

ธรรมชาติ แล้วผลการเรียนเป็นยังไงคะ

ผมเรียนที่โรงเรียนไพศาลศิลป์ถึงชั้น ม ๖ ครับ การเรียนก็เรียน

ไปเรื่อยๆ นะครับ ที่นั่นเขาสอนอย่างโรงเรียนทั่วไป รูปแบการเรียน

ยังไม่มีแบ่งเป็นสายเหมือนในปัจจุบันครับ เขาเรียนรวมกันหมด ผม

เข้าที่โรงเรียนไพศาลศิลป์ เรียนปีแรกคือ ม.๑ ผมสอบปลายปีได้ที่ ๒

ซึ่งผมไม่คาดคิดว่าจะได้ เพราะว่าเรามาจากบ้านนอกการเรียนไม่แข็ง

ม.๑ นี่ยังไม่มีห้องติง เขาจะเอาคนอายุน้อยๆ ไว้ห้อง ก.ไก่ คนอายุ

มากหน่อยก็อยู่ห้อง ข.ไข่ ห้อง ค.ควาย และห้อง ง.งู จำได้ว่ามีนักเรียน

รวม ๔ ท้อง ผมอยู่ที่ห้อง ค.ควาย พวกห้อง ก.ไก่ ก็จะตัวเล็กๆ

เพราะว่าอายุน้อย พอขึ้น ม.๒ เขาให้ผมอยู่ห้อง ก.ไก่ ตอนนี้เริ่มแปง

ชั้นเรียนตามความสามารถหรือตามผลตะแนนสอบปลายปี ต่อมา

 

ปรถฏว่าผลการสอบ ม ๖ ผมได้ที่ ๑ พอมา ม ๓ ผมก็ได้ที่ ๑ อีก

ตอนนี้จึงเริ่มคิดว่า "เออเราก็เรียนดีใช้ได้นะ" (หัวเราะ) พอจบ ม.ล

แล้วได้ทราบว่าที่โรงเรียนเทพดิรินทร์เขาเปิดรับ ม ๔ โรงเรียน

เทพศิรินทร์รับนักเรียนใหม่สองตอน ตอน ม.ล หนหนึ่ง ตอน ม.๕

อีกหนหนึ่ง ผมก็ลองไปสอบดูเล่นๆ รวมทั้งซวนเพื่อนๆ จากโรงเรียน

ไพศาลศิลป์ไปสอบด้วย ผลปรากฏว่าผมสอบตีคเป็นอันอันดับที่ ๑ ใน

การสอบเข้าเรียนชั้น ม.๔ ของโรงเรียนเทพศิรินทร์

ทีนี้ผมก็มาคิดดูว่า ขณะนั้นผมอายุมากกกว่าเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่

ประมาณ ๒ ปี ดังนั้นถ้าผมอยู่ที่โรงเรียนไพศาลศิลป์ต่อ เขามีระบบ

เลื่อนชั้นกลางปี ซึ่งผมพลาดไปเมื่อตอน ม ๒ ผมพลาดไปเพียงแต่

จุดของเปอร์เซ็นส์ คือ ต้องสอบได้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นในในเทอมแรก

จะมีสิทธิเลื่อนชั้นกลางปี แต่ผมได้ ๗๙ เปอร์เซ็นต์ว่าๆ ผมจึงตัดสินใจ

ไม่ไปอยู่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แต่เพื่อนที่ผมชวนไปสอบเข้าได้ ๒ คน

เขาจึงไป ซึ่งต่อมาเขาเรียนจบจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ แล้วคนหนึ่ง

ได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ไปเรียนวิตวกรรมศาสตร์ที่ญี่ปุ่น คือ คุณพิศิษฐ์

จิรภิญโญ อีกคนหนึ่งคือ คุณวรชัย ธรรมสังคติ (ต่อมาประกอบธุรกิจ

ด้านบันเทิง (ผลิตเทปเพลง ฯสฯ) โดยประสบความสำเร็จเป็นอย่างลี)

ส่วนผมตัดสินใจอยู่ไพศาลศิลป์ต่อ พอสอบเทอมแรกของ ม.๔ ก็ได้ผล

จริง ผมสอบได้คะแนนเกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ได้เลื่อนชั้นกลางปีไปอยู่

ม.๕ แปลว่าที่เคยอายุมากกว่าคนอื่น ๒ ปีในชั้นเดียวกัน ก็มามากกว่า

แต่ปีเดียว ทางโรงเรียนให้ผมไปอยู่ห้อง ค.ควาย เพราเลื่อนชั้นมา

แต่ปรากฏว่าผมยังสอบได้คืนเทั้งๆ ที่เลื่อนชั้นมาจาก ม.

ดอกนะ ได้ที่ ๒ พอมา ม ๖ ผมถึงสอบได้ที่ ๑ อีก

 

อาจารย์จบ ม.๖ แล้วเรียนที่ไหนต่อคะ

ม.๖ สมัยนั้น เท่ากับ ม.๔ สมัยนี้นะครับ ต้องเรียนอีก ๒ ปีถึง

จะเข้ามหาวิทยาลัย สมัยนั้นเรียกว่า ม.๗ ม.๘ หรือว่าเตรียมอุดม

เตรียมอุตม ๒ ผมออกจากโรงเรียนไพศาลศิลป์ ผมก็ไปสอบเข้า

โรงเรียนตรียมอุดมศึกษา ที่จริงโรงเรียนไพศาลศิลป์ก็มีชั้น ม... ๕

และเพื่อนส่วนมากเรียนต่อที่นั่น

สอบเข้ายากไม่ใช่หรือคะ แล้วอาจารย์เรียนที่เตรียมอุดมเป็นรุ่นที่

เท่าไรคะ บ้านอาจารย์อยู่โบ๊เบ๊แล้วเดินทางไปโรงเรียนยังไงคะ

ตอนนี้ชักจะเรียนทันเขาแล้วล่ะ เพราะว่าตอนเรียนไพศาลศิลป์

ก็เรียนได้ดี ผมเป็นนักเรียนตรียมอุตมรุ่นที่ ๒๐ ครับ ซึ่งรุ่นนี้เรียม

ในปี ๒๕๐๑ จำได้ว่าเวลาไปเรียนต้องนั่งรถเมล์ไป ต้องเดินจากตลาด

โบ๊เบ๊ไปขึ้นรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงพยาบาลหัวเฉียว ต้องขึ้นรถเมล์

ตันที่มาจากท่าช้างตันสีเทาๆ เบอร์อะไรก็ไม่แน่ใจ ดูเหมือนจะเป็นเบอร์

๔๗ ถ้านั่งคันอื่นต้องต่อสองต่อ แต่ตันที่ผมรอ ค่อนข้างนานจึงจะมา

สักคันหนึ่ง ซึ่งมักจะแน่นมากจนล้นมาถึงบันไดรถ หลายครั้งผมต้อง

ไหนอยู่ที่บันไดรถ มือหนึ่งถือกระเป้า อีกมือหนึ่งจับราวบันไตรถไว้

(หัวเราะ) บรั้งเอาเท้าอยู่ที่บันไตรถได้ข้างเดียว อีกข้างหนึ่งอยู่

ข้างบันไดนอกตัวรถ นี่แหละที่เขาเรียกว่า "โหนรถเมล์" ไม่ใช่ "นั่ง

รถเมส์" แต่ก็ไม่ใช่ต้องโทนทุกครั้งนะครับ ส่วนใหญ่เราจะได้ขึ้นไป

ข้างบนรถ แต่โอกาสได้นั่งนี่น้อยมาก มักจะต้องยืน รถเมล์ที่แน่น

ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา เบียดเสียดเยียดยัด นานๆ ถึงจะมีตนใจดี

ที่เขามีที่นั่งและช่วยถือกระเป๋าให้ บางทีเป็นเด็กนักเรียนหญิงซึ่งมักจะ

ได้ที่นั่ง และเราก็ชื่นใจพร้อมชอบคุณเมื่อพบกรณีเช่นนี้ มีบางครั้ง

 

อีกเหมือนกันที่เรามีที่นั่งอยู่ก่อน พอเห็นเด็กนักเรียนหญิงขึ้นมาเรา

ลุกให้เขาได้นั่ง เขาก็อาสาช่วยถือกระเป๋าของเราให้ เป็นสภาพที่ชื่นใจ

ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่ทราบว่าเดี๋ยวนี้ยังมีภาพทำนองนี้หรือเปล่า เพราะ

ผมไม่ได้นั่งรถเมล์มานานแล้ว นั่งแต่รถไฟฟ้าซึ่งก็ไม่ได้สังเกตอะไรมาก

อาจารย์พูดว่าเรียนได้ดี ทำไมอาจารย์ไม่บอกว่าอาจาจารย์เรียนเก่งเลย

ล่ะคะ ทำไมไม่บอกว่าเพราะเรียนเก่งถึงได้เข้าเตรียมอุตม (หัวเราะ) ที

โรงเรียนเตรียมอุดม เขาเป็นศูนย์รวมคนเก่ง ตอนที่อาจารย์ตัดสินใจ

เข้าเรียนต่อทีนี เริ่มรู้ใจตัวเองหรือยังคะว่าจะไปเป็นหมอ ไปเป็น

นายธนาคารหรือว่าอะไร

ผลการเรียนที่ไพศาลศิลป์ต้องถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเพราะสอบได้

ที่ ๑ ที่ ๒ แต่พอมาเรียนที่เตรียมอุดมก็ได้เห็นเลยว่ายังมีคนเก่งอีก

เยอะเลย ที่ไรงเรียนเตรียมดุดมจะมีสายการเรียนให้เลือก ๒ คือ

สายวิทยาศาสตร์กับสายอักษรศาสตร์ ผมเลือกสายวิทยาศาสตร์ ส่วน

การตัดสินใจเรื่องอาชีพตอนนั้นยังไม่ได้คิดชัดเจนครับ

ทำไมอาจารย์เลือกวิหยาศาสตร์คะ เพราะว่าซอบทางวิหยาศาสตร์

ฟิสิกส์ เคมี หรือคะ

คำว่าชอบ คงไม่ใช่คำที่ถูกต้องนัก คือมีวิชาอะไรให้เรียนก็

เรียนไป และพยายามทำคะแนนให้ได้ในเกณฑ์ดี การสอบเข้าไรงเรียน

เตรียมอุตมได้ถือว่าใช้ได้ ที่เลือกวิทยาศาสตร์คงเพราะว่าดูจะเป็น

ปกติกว่า และตอนเรียนที่ไพศาลศิลป์ก็หนักไปทางวิทยาศาสตร์ ไม่ได้

เข้มในเรื่องอักษรศาสตร์

 

แสดงว่าดีมาก สมัยเรียนเป็นเด็กเรียนอย่างเดียวหรือเปล่าคะ ต้อง

ดินรน ต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง หรือช่วยคณพ่อขายของหรือเปล่าตะ

ระพว่างอยู่กับคุณพ่อ เนื่องจากคุณพ่อทำค้าขาขายก็ช่วยบ้าง เพราะ

ว่าเวลาปกติจะไปเรียนหนังสือไม่ได้อยู่บ้าน กลับมาตอนบ่ายๆ ที่บ้าน

ขายเสื้อผ้าแบบเป็นโหลหรือขายส่งสำหรับพ่อค้าต่างจังหวัดนำไป

ชายปลีกให้กับนักเรียนและชาวนาเป็นหลัก ผมมักช่วยพับเสื้อพับ

กางเกงให้เข้ารูปแล้วมัดเป็นโหลๆ ช่วยทำงานบ้าน กวาดบ้าน ถูบ้าน

ซักผ้ารีดผ้า งานประเภทนั้นนะครับ ส่วนเรื่องช่วยขายของถือว่าไม่ได้

ถึงขั้นช่วยชายครับ ยกเว้นนานๆ ที เวลาไม่มีใครอื่นที่ร้านแต่ผมอยู่

ก็ออกมารับหน้าไปก่อน เพราะว่าการขายส่วนใหญ่จะขายส่ง หมายถึงว่า

จะมีคนมารับไปขายปลึกต่อ ฉะนั้นการเจรจาต่อรอง เด็กๆ คงจะทำ

ไม่ได้ต้องให้คุณพ่อหรือพี่ๆ ที่เป็นผู้ใหญ่เป็นคนทำ เด็กจะทำได้ต้อง

ขายปลีกเป็นตัวๆ ซึ่งที่บ้านไม่ได้ขายปลีกเป็นหลัก มีขายปลีกบ้างเพียง

นิดหน่อย ส่วนใหญ่จะขายเพื่อให้คนรับไปขายต่อ คนรับไปก็เป็นพ่อค้า

เล็กๆ นะครับตามต่างจังหวัด เสื้อผ้าที่ขายเป็นชุดนักเรียนและชุดชาวนา

เป็นหลัก พ่อค้าจะซื้อไปเป็นโหลๆ แล้วไปขายต่อที่บ้านเขาหรือใน

ท้องถิ่นของเขา

ช่วงที่มาอยู่ห้องแถว อาจารย์คิดถึงธรรมชาติที่บ้านนาดมั้ยคะ รู้สึก

อึดอัดมั้ยคะ

คิดว่าไม่รู้สึกอึดอัดครับ เพราะเรารู้ว่าเราเข้ามาเพื่อเรืยนหนังสือ

แล้วก็อยู่กับคุณพ่ออยู่กับพี่ๆ คุณแม่ก็ไปๆ มาๆ ระหว่างตลาดโบ๊เกัน

บ้านนาดู เพราะวาคุณยายยังอยู่ที่บ้านนาดู ผมไม่ได้รู้จักอะไรที่จะมา

เปรียบเทียบมากนัก หรือมีความใฝ่ฝันอยากอยู่อย่างนั้นอยากอยู่อย่างนี้

 

ผมรู้จักแต่บ้านนาคูกับตลาดโบ๊เบ๊ อยู่บ้านนาคูหรืออยู่บ้านนอกมีความ

โล่งความสบาย จำได้ว่าตอนหน้าหนาวมันหนาวมาก เวลาอาบน้ำที โอ้โห

ตัวสั่นเลย (หัวเราะ) เพราะว่าต้องอาบน้ำเย็นไม่มีน้ำอุ่น วิธีการที่พอจะมี

น้ำอุ่นคือผู้ใหญ่จะวางตุ่มน้ำไว้ที่ซานเรือนให้แดดส่อง แล้วตอนเย็นเย็นเรา

ก็รีบไปอาบน้ำก่อนมืด น้ำจะยังอุ่นอยู่ หน้าหนาวจะมีแดดมากเพราะไม่มี

ฝนไม่มีเมฆ แต่ลมจะแรง

 

แสดงว่าชีวิตอาจารย์ก็ไม่ต้องดิ้นรน ฮบายๆ หน่อยมั้ยคะ ไม่ต้อง

ลำบากมาก หมายถึงสมัยเป็นนักเรียน

ไม่ถือว่าลำบาก ถือว่าปกติ แต่คงไม่เรียกว่าสบายครับ ต้องดูแล

ตัวเอง ต้องทำงานบ้าน ต้องช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ แล้วก็ไม่ได้มีเงิน

มีทองเท่าไร

สมัยอาจารย์เรียนที่กรุงเทพฯ ไม่ทราบว่าข้าวราดแกงหรือก๋วยเตียว

ราดาชามละเท่าไรคะ แล้วช่วงที่คุณแม่ไม่อยู่กรงเทพฯ ฮาจารย์ทานข้าว

ยังไงคะ ซื้อหานหรือว่าทำเองคะ

จำไม่ค่อยได้แล้ว ถ้าสมัยอยู่บ้านนาด โรงเรียนไกลจากบ้านเรา

ต้องหิ้วปิ่นโตไป หน้าแล้งเราเดินหิ้วไป หน้าน้ำเราใส่เรือไป ในปิ่นโตจะ

มีข้าวมีกับ คือ มิไข่ มีปลา ที่คุณแม่รู้ว่าผมชอบคือ เอาเนื้อหมูมา

แซ่น้ำปลาแล้วปิ้ง ซึ่งหมูนี้ต้องไปซื้อที่อื่นมก (หัวเราะ) ส่วนผักนี่ไม่มี

เพราะผมทานผักไม่เป็นครับ หรือบางทีเราอาจซื้อก๋วยเตียวมาเติม

เหมือนกับเป็นน้ำแกงไปโดยปริยาย ราคากวยเตียวชามหนึ่งประมาณ

๑๐ สต หรือ ๒๐ สต จำไม่ค่อยได้ ถ้าเป็นสมัยพี่ๆ ก็จะแค่ ๑-๒ สต.

ถ้าเป็นสมัยผมมาอยู่กรุงเทพฯ แล้วราคาก๋วยเตียวน่าจะประมาณ ๕๐

สต.- ๑ บาท แต่ผมไม่ค่อยได้ทาน เพราะว่าโรงเรียนไพศาลศิลป์อยู่

ใกล้บ้าน พอพักกลางวันผมจะเดินกลับไปทานที่บ้าน อาหารกลางวัน

ทีโรงเรียนนะ โอ้โห แย่งกันซื้อ (หัวเราะ) นานๆ ผมอาจจะซื้อรนมมา

พานสักที ปกติแล้วแทบจะไม่ได้ซื้อ เพราะความที่โรงเรียนอยู่ใกล้บ้าน

ที่บ้านมีพี่ๆ ทำอาหาร คุณพ่อไม่ได้ทำอาหาร

 

เดี๋ยวก่อนค่ะ อาจารย์ทานนักไม่เป็นหรือคะ เป็นเด็กบ้านนอกนะคะ

น่าจะทานผักเป็น (หัวเราะ)

ผมเป็นคนทานผักได้น้อย ที่พานได้และทานบ่อยหน่อยคือผักชี

ครับ (หัวเราะ) และก็ทานอาหารได้น้อยอย่าง ถ้าอาหารแปลกๆ จะ

ไม่ชอบ บางครั้งทานแล้วอาเจียนออกมาก็มี เช่น เวลาไปทานที่บ้าน

คนอื่นและต้องทานอาหารที่ไม่เคยทาน

เสียชื่อเด็กบ้านอกเลยนะคะ (หัวเราะ) แล้วคุณพ่อให้เงินอาจารย์ไป

โรมเรียนเยอะมั้ยคะ สมัยอยู่ไพดาลศิลป์ แล้วเหลือเก็บมั้ยคะ หรือว่า

ใช้หมด

ให้พอทานข้าว และใช้จ่ายสำหรับของจำเป็น อาจจะเหลือเก็บ

เล็กน้อย เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่ถือว่าเป็นคนประหยัด แต่ไม่ถึงกับ

ตระหนี่ มีเงินก็ช่วยเหลือพี่น้องหรือคนใกล้เคียงบ้างตามสมควร เป็น

คนใช้จ่ายเงินพอประมาณ เราเป็นลูกผมจึงติดนิสัยนั้นมก คือใช้จ่ายเงิน

พอประมาณ ไม่ได้ไปเที่ยวเตร่หรือซื้อสินค้าฟุ่มเพื่อย แบบนั้นไม่มี

แต่ก็ไม่ได้อัตดัดขัดสน คือไม่ถึงขั้นไม่มีกินไม่มีใช้ สามารถมีของ

จำเป็น มีปัจจัย ๔ เพียงพอ

ส่วนที่เหลือเก็บอาจารย์หยอดออมสินหรือเก็บยังไงคะ

ไม่ได้หยอดออมสินแบบนั้น ถ้ามีเหลือบ้างก็จะเปิดบัญชีขนาดาร

ออมสิน จำได้ว่าเปิดบัญชีด้วยเงินไม่มากครั้งละ ๑๐ หรือ ๒๐ บาท

สมัยนั้นบาทเดียวธนาคารออมเขาก็รับฝากแล้วครับ (หัวเราะ) ช่วงที่

ผมเรียนชั้นมัธยมก็ไม่ได้มีเงินไปฝากสักเท่าไรหรอกครับ

 

การเล่นกีฬา

เรืองกีฬาล่ะคะ อาจารย์เล่นกีฬาอะไรบ้าง เพราะเป็นธรรมดาของ

วัยเด็ก วัยรุ่น ที่จะเล่นกีฬาชนิดต่างๆ ใช่ไหมคะ

กีฬาที่ผมเล่นตั้งแต่เด็กอยู่ชั้นประถมตึกษา คือหมากฮอส ผม

เรียนจากพี่ (พี่ไพฑูรย์ วัฒนศิริธรรม) ผมเล่นได้ดีตั้งแต่เป็นเด็ก

จนบางครั้งครูที่โรงเรียนนาคูให้ผมออกจากห้องเรียนมาเล่นหมากฮอส

กับครู! ต่อมาผมได้ฝึกซ้อมบ่อย เล่นกับเพื่อน เล่นกับพี่ๆ เล่นกับคน

ในตลาตโบ๊เป็ จนเมื่อผมอยู่ชั้นเตรียมอุดมศึกษาปีที่ ๒ ผมชนะเลิศ

หมากฮอลในการแข่งขันกีฬาสีภายในของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

ต่อมาในวัยรุ่น ผมเริ่มเล่นตะกร้อ ปิงปอง ฟุตบอลนิดหน่อย

และเริ่มเรียนเทนนิส กีฬานใหญ่ผมไม่ค่อยเก่งนัก พอเล่นล่นสนกๆ ได้

ในวงแคบๆ ผมอาจจะชนะเลิศบ้าง เช่น เคยชนะเลิศในการแข่งขัน

ปิงปองภายในอย่างไม่ทางการที่วิทยาลัย Southend-on-Sea เตย

ชนะเลิศเทนนิสที่แข่งกันในระหว่างการประชุมนักเรียนไทยประจำปีใน

ประเทศอังกฤษ เป็นต้น สมัยเรียนอยู่ประเทศอังกฤษผมก็ได้เล่น

สนุกเกอร์ (Smooker) บิลเลียด (Biliards) และขว้างลูกดอก (Darล)

แต่ก็ไม่เก่งเช่นกัน

แล้วก็ฟากอล์ฟล่ะคะ อาจารย์เล่นบ้างหรือเปล่า เพราะนักวิชาชีพ

นักบริหารสมัยใหม่ โดยเฉพาะที่จบการศึกษาจากต่างประเทศอย่างเช่น

อาจารย์มักนิยมเล่นกอล์ฟกัน

เมื่อผมเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย HWII ประเทศอังกฤษ มีดรั้งหนึ่ง

ที่เขาจัดให้ครูกอล์ฟมาสอนวิชาเล่นกอล์ฟให้นักศึกษาที่สนใจ ผมได้ไป

 

เจ้าฝึกด้วย ตรูกอล์ฟสังเกตว่าผมทำท่าสวิงได้ดีจึงพูดกับผมผมทำนองว่า

ให้ผมเล่นกอล์ฟอย่างจริงจังให้ได้เชียวนะ เพราะผมส่อแววดีมาก เมื่อ

ผมเรียนจบกลับมาประเทศไทยและทำงทำงานที่แบงก์ชาติได้สักระยะหนึ่ง

เพื่อนๆ ผู้ชายหลายคนเขาเริ่มเล่นกอล์ฟกันและชวนผมไปเล่นด้วยใน

โอกาสพิเศษ ซึ่งจัดขึ้นปีละ ๑-๒ ครั้ง ผมก็ไปเล่นโดยได้ฝึกซ้อม

ไปเลย เมื่อเพื่อนๆ เขาเห็นผมทำทำสวังกอล์ฟเขากันแปลกใจว่าผมไป

เรียนรู้วิธีสวิงกอล์ฟมาจากไหน ผมก็เล่าให้ฟังและบอกว่า "ผมอาจทำท่า

ได้ดีหรือแบบใช้ได้ แต่พอดีจริงๆ จะสะสะสะปะไม่แน่นอนพราะได้

ฝึกซ้อมมาเลย" ผมจึงเล่นพร้อมกับฝึกซ้อมไปในตัวซึ่งคะแนนย่อม

ออกมาไม่ดีตามที่ผมคาดไว้แล้ว และผมก็ไม่ได้ตั้งใจไปฝึกข้อมจริงจังจังจัง

สักที เคยไปฝึกข้อมที่ Sports Club โดยไม่ได้มีครูแนะ๓ ๓-๕ ครั้ง

แล้วก็หยุดไปอีก แต่ผมก็ยังไปร่วมสนุกกับเพื่อนๆ แบงก็ชาติปีละ ๑๐๒

ครั้งอยู่จนกระทั่งผมลาออกจากแบงก์ชาติ ทำให้เริ่มห่างจากเพื่อนๆ แล้ว

ต่อมาผมได้กลายเป็นนักพัฒนาหรือเอ็นจีโอ (NGO) เต็มตัว (ทำงาน

พัฒนาเต็มเวลา) ทำให้ผมรู้สึกว่าการเล่นกอล์ฟกับการเป็นนักพัฒนา

(เอ็นจีโอ) ดูจะไม่ค่อยไปด้วยกัน ผมจึงหยุดการเล่นกอล์ฟแม้เป็น

ครั้งคราวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

ตอนที่ ๒

โบยบินสู่โลกกว้าง

เรียนรู้และเติบโตอย่างธรรมชาติ

 

"เมื่อเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย

จะมีกิจกรรมเยอะหน่อย เช่น

กีฬาขี่จักรยานบ้าง เดินทางไกลไปตามทุ่งนาภูเขา

กิจกรรมสันทนาการ และกิจกรรมช่วยเหลือสังคม

ที่ผมทำเป็นหลักคือไปช่วยดูแลคนแก่ที่ยากจน

ในสลัมของเมืองฮัลล์ (Hull)

ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือจับปลา

ต่อมามีท่าเรือข้ามไปยุโรปแผ่นดินใหญ่ด้วย

คนแก่ที่ยากจนในสลัมนั้นบางคนอยู่คนเดียว

บางกรณีอยู่กันสองคนตายายไม่มีลูกหลานช่วยดูแล

ผมเองมีความรู้สึกที่ดีต่อคนแก่ อยากช่วยเหลือ

ก็ไปช่วยกวาดหยากไย่ทำความสะอาดครั้งใหญ่

ให้กับบ้านซึ่งมักเป็นห้องแถวเก่าๆ พังๆ ไปทาสีใหม่

ไปเปลี่ยน Wall Paper"

 

ชีวิตวัยรุ่น

อาจารย์มีสมญานามที่เพื่อนๆ เรียกมั้ยคะ

ไม่เชิงนะ ผมชื่อไพบูลย์ เพื่อนๆ จะเรียก บูลย์ หรือ ไอ้บูลย์

จะมีเพื่อนสนิทแค่คนสองคน ที่เรียกชื่อผมว่าเล็ก เล็กคือชื่อที่บ้าน

เรียกกันในครอบครัว เนื่องจากผมเป็นน้องคนสุดท้อง เพื่อนที่สนิทมาก

ถึงจะเรียกผมว่าเล็ก แต่ว่าส่วนใหญ่จะเรียกว่าบูลย์ ที่เตรียมอุดมก็

เหมือนกัน

แล้วคุณพ่อคุณแม่อาจาจารย์ ไม่มีความรู้สึกว่าอยกให้ลูกมาขายของ มา

สืบทอดกิจการ เพราะเห็นว่าบ้านคนจีนบางส่วนไม่ค่อยส่งเสริมเรื่อง

การเรียนเท่าไรนัก

คุณพ่อก็อยากให้ลูกบางคนได้มาช่วยค้าชายนะครับ คือคุณพ่อ

มีลูกชาย ๕ คน ลูกสาว ๓ คน ลูกสาวไม่ได้เรียนกิน ป.๔ แต่ว่า

ลูกชายเรียนจบมหาวิทยาลัย ๔ คน ไม่ได้จบ ๑ คนที่ไม่ได้จบ

ก็ช่วยค้าขาย พี่ชายคนโต พี่ไพโรจน์ วัฒนศิริธรรม เรียนแพทย์จุฬาฯ

รุ่นเดียวกับคุณหมอ (ศ.นพ.) จรัส สุวรรรณเวลา ซึ่งเรียนอยู่ที่จุฬาฯ

ด้วยกัน และคุณหมอ (ศ.นพ.) ประเวศ วะสี ซึ่งเรียนอยที่ศิราร

และอีกคนหนึ่งคือ พีบรรเทิง วัฒนศิริธรรม เป็นพี่ชายถัดจากผมไป

อีก ๒ คนนะครับ แรกๆ คุณพ่ออยากให้ค้าขาย ให้ไปเรียนภาษาจีน

สูงๆ กัน

พิบรรเทิงจึงมาช่วยค้าขายอยู่พักหนึ่ง แต่ว่าใจอยากเรียนหนังสือ

เลยไปเรียนลัดหรือเรียนกวดวิชา ๓ ปี สอบได้ ม.๓ ม.๖ และ ม.๘

ในที่สุดก็ไปเข้าธรรมศาสตร์ จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ รุ่นเดียวกับ

คุณชวน หล็กภัย คุณมีชัย ฤขุพันธุ์ และ คุณสมัคร สุนทรเวช

ต่อมาทำงานได้พักหนึ่ง แล้วลาราชการไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาจนจบ

ปริญญาโพ พี่ชายถัดจากผมไปคือพี่วิรัตน์ วัฒนศิริธรรม เรียนจบ

เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ทำงานอยู่ที่สภาพัฒน์ และได้ทุนไปเรียน

จบปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกากายหลัง ในที่สุดเลยไม่มีลูกคนไหนที่ช่วย

พ่อแม่ค้าชายจริงๆ ยกเว้นลูกชายหนึ่งคนคือพี่ไพฑูรย์ วัฒนศิริธรรม

ชิงช่วยตัดผ้าและชายบ้าง และก็มีพีทองสุช วิรเศรณี พิสาวคนที่สาม

ซึ่งภายหลังได้มารับช่วงร้านค้าต่อจากคุณพ่อ

แฮลงว่าคุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมเรืองการเรียนมากทีเดียว และเป็น

เพราะว่าลูกๆ แต่ละคนไม่ชอบค้าขายหรือเปล่าคะ ถึงมุ่งมุ่งหน้าเรียน

คงทำนองนั้นแหละครับ โดยตัวผมเองอาจจะไม่ได้รู้สึกอยาก

ค้าขายเท่าไรนัก อยากเรียนหนังสือมากกว่า อย่างน้อยพี่ๆ กับผม

รวม ๔ คนได้เลือกไปทางนั้น คือเรียนหนังสือ อาอาจจะเพราะพี่ชาย

คนโตนำไปก่อนไปเรียนจนกระทั่งจบเป็นแทย์ คนอื่นๆ ก็เลยคิดเรียน

พนังสือด้วย แต่ผมไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรนะครับ รู้สึกว่า

ตัดสินใจไปตามธรรมชาติ เพราะว่าการเรียนหนังสือถือเป็นเรื่องปกติ

การออกมาค้าขายอาจจะเป็นเรื่องไม่ปกติสำหรับครอบครัวเรา และ

คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้ชี้ไปทางใดทางหนึ่ง เราเลือกกันเองมากกว่า

 

แฟชั้นวัยรุ่นสมัยท่านเรียนที่เตรียมอุดมเป็นอย่างไรคะ

เราต้องแต่งเครื่องแบบนักเรียน แต่งตามปกติ ผมไม่ใช่ประเภท

ชอบออกนอกระเบียบ เป็นคนค่อนข้างเรียบร้อย และค่อนข้างทำตาม

ระเบียบ ไม่ดื้อแพ่งหรือขัดขืน เช่น เขาให้ตัดผมสั้นก็ตัดผมสั้น เขา

ให้ใส่กางเกงไม่เกินกี่เซนติเมตรเหนือหัวเข่าก็ทำตามนั้น เด็กบางคน

เขาหักมขึ้นมาเกิน ๑ ฝ่ามือ ก็จะขึ้นมาให้เนั้น ผมไม่ใช่ประเภทนั้น

ครับ เสื้อเขาให้ใช้ขนาดพองาม บางคนก็ไปใส่เสื้อแบบดับๆ ซึ่งตูไม่

เรียบร้อย สำหรับที่โรงเรียนเตรียมอุดม เด็กส่วนใหญ่หรือโดยทั่วไป

เป็นเด็กที่เรียบร้อย จะไม่ค่อยมีใครออกนอกระเบียบ

ชีวิตเมื่ออยู่มหาวิทยาลัยเมืองไทย

อาจารย์เรียนจบเตรียมอุดมสายวิทย์ แล้วไปเอนทรานซ์ติดด้วย

ใช่มั้ยคะ

ครับ ผมสอบเข้าได้ ๒ ที่คือที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์

(ภายหลังเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยมหิดล) กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แต่เลือกไปอยู่แพทยศาสตร์ (มหิตล) เพราะว่าเขาเปิดดณะโหม่ชื่อ

"คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์" ตอนนั้นคิดจะเป็นแพทย์ เป็นคณะที่

จงใจที่จะเตรียมสำหรับไปเป็นแพทย์หรือเป็นนักวิทยาศาสตร์ ถ้าไป

เข้าจุฬาฯ ก็เข้าคณะวิทยาศาสตร์ซึ่งจะเหมือนกัน คืออาจเรียนต่อไป

เป็นแพทย์หรือเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ ก่อนปีที่ผมเข้ามหาวิทยาลัย

มีแต่จุฬาฯ ที่มีคณะวิทยาศาสตร์ซึ่งสามารถเลือกเรียนต่อเป็นแพทย์

 

หรือเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ แต่ในปีที่ผมเข้ามทกวีทยาลัย (พ.ศ.๒๕๐๓)

ได้เกิดคณะใหม่ ชื่อคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ สังกัดมหาวิทยาลัย

แพทยศาสตร์ (มหิตล) เป็นทางเลือกใหม่ ผมเห็นว่าน่าสนใจจึงเลือก

มาทางมหิตล

คิดว่าสมัยก่อนกับสมัยนี้คงไม่ต่างกันนะคะ จุฬาลงกรณ์น่าจะเป็น

มหาวิทยาลัยที่ค่อนข้างดัง สมัยอาจารย์ จุฬาลงกรณ์ดังไหมคะ แล้ว

เด็กจบเตรียมอุตมก็เหมือนกับเตรียมเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์อยู่แล้วล่ะ

โดยหลัก และจุฬาลงกรณ์กับเตรียมอุดมก็อยู่ติดกัน ทำไมอาจารย์

ถึงกลักที่จะมาเริ่มของใหม่ ซึ่งไม่รู้ว่า ๑. จะดังมั้ย ๒. จะแข็งในเรื่อง

วิชาการแค่ไหน แต่กับจุฬาฯ มีรุ่นพี่อยู่แล้ว มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ทำไม

จึงไม่เลือกคะ แล้วเราก็เป็นเด็กเตรียมอุดมด้วย

สมัยก่อนจุฬาลงกรณ์ดังจริงๆ เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง

อย่างชัดเจน แต่คณะใหม่ที่เกิดขึ้นคือคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ของ

มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหิดล) ก็มีภาพลักษณ์และสัญญาณบ่งบอก

ที่ดีนะครับ อาจารย์ผู้ก่อตั้ง คือ ศาสตราจารย์ คร.สตางค์ มงคลสุข

ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นมีชื่อเสียงและมีผลงานมาก คงด้วยความ

เชื่อถือว่าคณะใหม่นี้น่าจะดี และมีคนคิดอย่างนั้นมากเหมือนกัน ฉะนั้น

คนที่สมัครเข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ของมหาวิทยาลัย

แพทยศาสตร์ (มหิตล) เมื่อเทียบกันแล้วพอๆ กับคนที่สมัศรเข้าคณะ

วิทยาศาสตร์ของจุฬาฯ ดูคุณภาพของนักเรียนที่เลือกนะตรับก็พอๆ กัน

ซึ่งพิสูจน์ภายหลังเป็นจริงเช่นนั้น ต่อมาคณะวิทยาสตร์การแพทย์ของ

มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (มหิตล) ได้ปรับเปลี่ยนเป็นคณะวิทยาศาสตร์

สังกัดมหาวิทยาลัยมหิตลและมีผลงานโดตเด่นจวบจนปัจจุบัน

 

แล้วช่วงที่เรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์

(มหิดล) เป็นยังไงบ้างคะ อาจารย์ใช้ชีวิตนึกษายังไงคะ

ช่วงนี้เริ่มเป็นหนุ่มชีวิตเริ่มพัฒนาขึ้นมา ผมเรียนที่นี่อยู่เพียง

ปีเดียว แต่ใน ๑ ปีนี้ก็ได้เรียนรู้ทั้งวิชาการและชีวิต ได้มีประสบการณ์

หลายอย่าง ถือเป็นปีที่สนุกมากปีหนึ่งของชีวิตนึกษา ระหว่างเรียน

อยู่ผมไปสอบซิงทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย ไปเรียนทางด้าน

เศรษฐศาสตร์ ถือว่าเปลี่ยนเส้นทางชีวิตไปเลย คือมีผู้ปรารถนาดี

(คุณธธิคม ทองน้ำตะโก) ซึ่งเป็นญาติผู้ของเพื่อน (ดร.โชคชัย

อักษรนันท์) แนะนำว่าแบงก็ชาติเขาเพิ่งเปิดให้ทุนไปเรียนต่างประเทศ

เป็นครั้งแรก ผู้ริเริ่มคือ ดร.บัวย อึ้งภากรณ์ ขณะนั้นผมเริ่มเรียนวิชา

วิทยาศาสตร์มาได้ระยะหนึ่งแล้ว บางครั้งเริ่มรู้สึกว่าไม่ค่อยถูกกับนิสัย

โดยเฉพระไปผ่ากบ ผ่าไส้เดือน รู้สึกว่าการไปผ่าสัตว์ ดูไม่ค่อยสนุก

ไม่ค่อยชอบ ส่วนวิชาเศรษะศาสตร์นั้น เป็นเรื่องใช้ความคิด ดูผมจะ

ถนัด จะชอบใช้ความคิด ก็เลยเลือกมาทางนี้ อีกอย่างหนึ่ง คือ การได้

ทุนไปเรียนต่างประเทศถือว่าเป็นโอกาสดี นอกจากเป็นโอกาสดีแล้วยัง

แบ่งเบาภาระของพ่อแม่ พอได้ทุนก็แปลว่ามีทนศึกษา ไม่งั้นต้องเป็น

ภาระให้พ่อแม่ส่งเสียการเรียน ซึ่งพ่อแม่ต้องส่งเสียหลายคน อย่างน้อย

ก็มีผมกับพี่วิรัตน์ซึ่งขณะนั้นเรียนเศรษฐศาสตร์อยู่ที่มหาวิทยาลัย

ธรรมศาสตร์ พี่ไพโรจน์เขาเรียนจบแล้วเป็นแพทย์ พี่บรรเทิงก็เรียน

เหมือนกันอยู่ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ถึงแม้จะ

แค่ผมคนเดียวก็เป็นภาระพอสมควร คือคุณพ่อคุณแม่ผมไม่ได้มีฐานะดี

มีฐานะพออยู่ได้ พอมีพอใช้เท่านั้นเอง ฉะนั้นการที่จะต้องส่งเสียลูกให้

เรียนหนังสือ ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้สบายๆ เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องพยายาม

และอดทน ซึ่งผมได้รับรู้ความรู้สึกเช่นนี้อยู่แล้ว

 

ในส่วนของการสอบ ต้องมีการสอบกันเยอะแน่ๆ เพราะคงคิดแบบนี้

กันหลายคน คือแบ่งเบาภาระพ่อแม่ และได้ไปเมืองนอกด้วย ตอนนั้น

แข่งกันขนาดไหนคะ

เวลาที่ไปสอบทุนธนาคารแห่งประเทศไทย เขาจำกัดเฉพาะผู้ที่

สอบติดบอร์ด หรือคนที่สอบได้คะแนนสูง ๕๐ อันดับแถกของนักเรียน

ทั่วประเทศ คือในภารสอบเตรียมอุดมปีที่ ๒ จะเป็นการสอบทั่วประเทศ

ใช้ข้อสอบเดียวกันทั้งประเทศ ฉะนั้นจะวัดตะแนนได้ ซึ่งการสอบ

ได้คะแนนสูง ๕๐ อันดับแรก เขาเรียกว่าติดบอร์ดซึ่งซึ่งนั้มจำได้ว่าผม

ได้ที่ ๔๓ ครับ

ค่ะ แต่อาจารย์ก็ติด ๑ ใน ๕๐ ของประเทศนะคะ แล้วทุกคนที่ติดบอร์ด

ใช้สิทธิไปสอบมั้ยคะ ช่วงนั้นอาจารย์เตรียมตัวหนักเป็นพิเศษไหมคะ

เพราะว่าอาจารย์ไม่ใช่อันดับต้นๆ เป็นอันดับที่ ๔๓ อ่านหนังสือแบบ

ข้ามวันข้ามคืนเลยหรือเปล่าคะ หรือว่าไปกวดวิชาแบบเด็กสมัยนี้

จำนวนคนที่ไปสอบชิงทุนธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ถือว่ามาก

เพราะมี ๕๐ คนเท่านั้นที่จะมีสิทธิไปสอบ และใน ๕๐ บางคนเลือกไป

สอบชิงทุนรัฐบาล บางคนอยากเป็นแพทย์ ก็ไม่ไปสอบเพราะจะเรียน

แพทย์ต่อไป ที่ไปสอบแข่งขันจริงๆ คิดว่ามีประมาณไม่ถึง ๒๐ คน

ตอนสอบก็เตรียมตัวธรรมดา ไม่มีการกวดวิชาเพราะไม่รู้ว่าข้อสอบจะ

เป็นอย่างไร และไม่ได้อ่านหนังสือมากมายอะไรดอกครับ เตรียมตัว

ธรรมดาแล้วก็ไปสอบ

 

พออาจารย์ไปสอบแล้วรู้ตัวไหมคะว่าจะสอบได้หรือไม่ได้ มีการไป

บนบาน อธิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหว้พระไหว้เจ้าหรือเปล่าคะ แล้วพอ

ประกาศผลออกมาเป็นอย่างไรบ้างคะ

สอบเสร็จ ไม่ถึงกับแน่ใจว่าจะสอบได้ สอบแล้วก็รอฟังผล

ไม่ได้ไปบนบานอะไรที่ไหนหรอกครับ เพราะปกติผมไม่บานอะไร

อยู่แล้ว และถือว่าถ้าสอบได้ก็ดี สอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าเรา

ได้เรียนในแผนกที่ดีอยู่แล้ว ถ้าเรียนต่อไปอาจะเป็นแทย์ หรือเป็น

นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะดีไปอีกแบบหนึ่ง ตอนที่ประกาศผลออกมา

ปรากฏว่าผมได้อันดับที่ ๓ เรียกว่าได้พอดี หรือเกือบไม่ได้ (หัวเราะ)

เพราะแบงก์ชาติเขาประกาศให้ ๓ ทุนครับ (ผู้ได้ทุนอีก ๒ คนคือ

คุณประทีป สนธิสุวรรณ และ คุณวิจิตร สุพินิจ)

ชีวิตเมื่อไปเรียนเมืองนอก

อาจารย์ได้หนไปเรียนที่ประเทศอะไรคะ แล้วตอนไปบอกคุณพ่อคุณแม่

เรื่องได้หุน คุณพ่อคุณแม่ว่ายังไงหรือแสดงออกยังไงบ้างคะ

ได้ทุนไปเรียนที่ประเทศอังกฤษครับ ช่วงที่บอกให้คุณพ่อคุณแม่

ทราบจำไม่ได้ว่ายังไง คือที่บ้านเราจะไม่ค่อยแสดงความรู้สึกอะไรกัน

มาก ดูเป็นเรื่องปกติธรรมดา สอบได้ที่หนึ่ง สอบได้ทุน พ่อแม่ก็ไม่ได้

แสดงออกว่าตื่นเต้นดีใจอะไรเป็นพิเศษ แต่คงรู้สึกอยู่ในใจนะครับ

น่าจะเป็นอย่างนั้นมากว่า คือหมายถึงว่าไม่ได้แสดงออกชัดเจนอย่างใด

อย่างหนึ่ง แต่รับรู้ว่าได้ที่ ๑ รับรู้ว่าชิงทุนได้ และคงจะพอใจยินดีที่

ลูกเรียนดีสอบชิงทุนได้และได้ไปเรียนต่างประเทศ

 

ร้าว! ไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกในชีวิต ไปประเทศอังกฤษด้วย ตอนนั้น

อาจารย์เป็นยังไงบ้าง ความรู้สึกในใจเป็นยังไงคะ หวั่นใจมั้ยคะ

รู้สึกดีใจแน่นอน และรู้สึกว่ากำลังไปเผชิญสิ่งที่เราไม่เคยพบ

ไม่เคยสัมผัสมาก่อนนะครับ ไม่ถึงขั้นหวั่นใจ แต่ก็รู้อยู่ว่ากำลังต้องไป

เผชิญโลกว่นั้นเถอะ ไปเจอของใหม่ๆ เจอของที่ไม่ต้นเคยมาก่อน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา เรื่องอาหารการกิน เรื่องบ้านช่อง ความเป็นอยู่

โดยเฉพาะการเรียนหนังสือ จะเรียนได้ยังไงก็ยังไม่ทราบ เพราะเรา

ไม่รู้ระบบเขาเป็นยังไง

อาจารย์เดินทางคนเดียวหรือเปล่าคะ แล้ววันที่เดินทางไปคุณแม่ไปส่ง

ด้วยหรือเปล่าคะ

ผมโชคดีที่มีเพื่อนว่ามเดินทางไปด้วยอีก ๒ คน คือ คุณประทีป

และคุณวิจิตร รวมเป็น ๓ คน ไปพร้อมกันหมด คือนักเรียนทุน

รุ่นแรกนี่แบงก์ชาติส่งไปประเทศอังกฤษทั้งหมด พอรุ่นสองแบ่งไป

สามประเทศ ไปทั้งประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัอเมริกา และประเทศ

ญี่ปุ่น รุ่นหลังๆ มีไปประเทศสวีเดน ประเทศเธอร์แลนด์ ประเทศ

เยอรมัน ประเทศฝรั่งเศส ประเทศแคนาดา ประเทศออสเตรเลีย

ประเทศนิวซีแลนด์ กระจายไปทั่วโลก ตอนไปคุณแม่ไปส่ง จำได้ว่า

ไปกราบเท้าคุณแม่ก่อนออกเดินทาง มัวรำลาพูดคุยกับญาติๆ จนก็อย

ตกเครื่องบิน (หัวเราะ) เจ้าหน้าที่เขามามหาว่าคนไทย ๓ ๓ คนนี้อยู่ไหน

เครื่องบินกำลังจะออกอยู่แล้ว (จำได้ว่าเป็นสายการบิน BOAC) คือ

มัวแต่ร่ำลาญาติมิตรกันทั้ง ๓ คนเลยแหละครับ (พัวเราะ) ทั้ง

คุณประทีป คุณวิจิตร และผม เจ้าหน้าที่สายการบินเขาตามหา ตันกัน

ว่าอยู่ไหน อยู่ไหน เครื่องบินจะออกแล้ว พอพบเข้าก็รีบพาตัวเราไป

อย่างรวดเร็ว

 

ตอนนั้นมีเงื่อนไขในการใช้ทุนหรือเปล่าคะ หรือว่าแจ้งให้ทราบเลยว่า

ต้องกลับมาทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

ต้องมีเงื่อนไขในการใช้ทุนเป็นธรรมตา คือเมื่อเรียนกลับมา

ต้องทำงานใช้ทุน เช่นเดียวกับกรณีการได้ทุนรัฐบาลซึ่งมีมาก่อน

แบงก์ชาตินานแล้ว โดยทำงานไม่น้อยกว่า ๒ เท่าของเวลาที่ไปเรียน

ที่จริงเงื่อนไขนี้ถือว่าเป็นข้อดีด้วยซ้ำไป ที่ว่าเรียนจบกลับมาก็มีงานทำ

เลย ไม่ต้องไปสอบแข่งขันทางานทำทีไหน มีงานรับประกันอยู่แล้ว

และเป็นงานที่ดีอยู่กับสถาบันที่ดีอีกด้วย

เวลาไปเรียนต่างประเทศ คุณแม่เอาน้ำพริกใส่กระปุกอะไรบ้างมั้ยคะ

คุณแม่เป็นห่วงเรื่องอาหาร เพราะผมทานอาหารยาก หมายถึง

ว่ากินเป็นแต่อาหารง่ายๆ เช่น กินเเต่ ปลา ไข่ หมู ไก่ ที่ปรุงแบบ

ง่ายๆ แต่ผักกินไม่เป็น เนื้อวัวกันไม่เป็น น้ำพริก ปลาร้า หรืออาหาร

แปลกๆ กินไม่เป็น คุณแม่เลยเป็นห่วงว่า ขนาดไปอยู่บ้านลุงกินข้าว

เขาไม่ค่อยได้ (หัวเราะ) และเคยกินแล้วอาเจียนออกมาด้วย ทราบว่า

คุณแม่เป็นห่วงด้านนี้กลัวว่าจะลำบากในเรื่องอาหาร (หัวเราะ) แต่ไม่ถึง

กับเอาน้ำพริกใส่กระปุกให้ติดตัวไปหรอกครับ

ไม่ทราบว่าพออาจารย์ไปอยู่ที่นั้น ส่วนมากอาจารย์จะทานอะไรคะ

พอเราไปเราก็เริ่มหัดวัฒนธรรมการทานอาหารแบบฝรั่งชาว

อังกฤษ ไม่มีการฝึกซ้อมก่อนนะ สมัยนี้เขามีการฝึกซ้อมก่อน จะมีการ

ให้ไปฝึกมารยาทการนั่งโต๊ะ การใช้มืดใช้ส้อม ก่อนผมไปเข้าใจว่า จะ

ไม่มีเป็นหลักสูตรนะ ถ้าจะมีคือ ไปถึงใหม่ๆ เขาให้ไปอยู่ที่ลอนตอน ให้

ไปพักที่สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทย เราจะเรียกย่อๆ ว่า พ. เพราะว่าะว่า

หน่วยงานนี้สังกัด ก.พ (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือม)

 

ที่สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทย จะมีแม่บ้านอยู่ตนหนึ่ง ที่

ทำตัวคล้ายๆ เป็นผู้ปกครอง ซึ่งจะคอยแนะนำวิธีนั่งโต๊ะ ไช้มีด ไร้ล้อม

ผมไปอยู่ที่นั่นประมาณ ๒-๓ สัปดาห์ ก่อนที่เขาจะส่งตัวผมไปอยู่ที่

เมืองลัดโลว (Ludow) ในเขตจังหวัด (Courry) ชร็อพเธอร์ (Shuopshie)

หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ชาลอป (Salpp) อยู่ไม่ไกลจากเมืองเบอร์มิงแฮม

(Birmingham) ไปทางทิศตะวันตกและติดชายแดนอาณาเขตของ

"อนุประเทศเวลส์" (Wales) ผมไปอยู่กับครอบครัวชาวอังกฤษมีพ่อ

แม่ ลูกสาวและลูกชาย อาหารอังกฤษโดยทั่วไปไม่เอร็ดอร่อยอะไร

เท่าไร แต่พอเราหิวเข้าก็อร่อยไปเอง ที่คนไทยไม่ชอบคือเนื้อแกะ กับ

เนยแข็งรสแรงๆ แต่นยแข็งนี่ผมทานได้ตอนหลังชอบด้วยซ้ำไป ส่วน

เนื้อแกะผมไม่เคยชอบ เพราะแกะที่นั่นมีกลิ่น ไม่เหมือนแกะนิวซีแลนต์

ในปัจจุบัน ที่เขาทำซะจนไม่มีกลิ่น เนื้อแกะที่อังกฤษนักเรียนไทย

ส่วนใหญ่จะไม่ชอบเลย พูดถึงเนื้อแกะจะหน้าเบ้กันเกือบทุกคน แต่

ก็ดีที่ว่านานๆ ทานที บางครอบครัวจะมีหลักว่า อาทิตย์หนึ่งจะทานปลา

ครั้งหนึ่ง ทานแกะครั้งหนึ่ง นอกนั้นก็เป็นเนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อหมู

สลับกันไป ซึ่งส่วนใหญ่จะทานกับมันฝรั่งต้มและผัก ส่วนวันไหนมีแกะ

เราก็จะคิดในใจว่าวันนี้จะทานน้อยหน่อย (หัวเราะ)

คุณพ่อคุณแม่ได้ให้แง่คิด หรือฝากอะไรไว้ก่อนไปหรือเปล่าคะ

ไม่ได้ฝากอะไรเป็นพิเศษครับ คุณพ่อคุณแม่ไม่ใช่นักพร่ำสอน

ด้วยวาจา ท่านใช้ชีวิตและสอนลูกตามธรรมชาติ ทำสิ่งที่ดีสิ่งที่เหมาะสม

เราเห็นเป็นตัวอย่างเราก็ทำตาม ผมและพี่ๆ ได้รับอิทธิพลจาก

คุณพ่อคุณแม่และจากครอบครัวที่เรียบง่ายที่ธรรมดา มีความประหยัด

มัธยัสถ์พอสมควร ใช้จ่ายพอสมควร ช่วยเหลือผู้อื่นและส่วนรวม

 

ตามสมควร ไม่ทำอะไรที่ไม่ถูกต้องที่ทุจริต เราก็ทำตามแบบอย่าง

เช่นนั้น ครอบครัวเราสื่อสารด้วยการกระทำ ด้วยหัวใจ ถ้าเป็นการพูด

ก็จะไม่ใช่เป็นแบบสอนแต่เป็นการพูดคุยธรรมดา

ให้มันซึมเข้าไปเองใช่ไหมคะ แล้วอาจารย์ไปลยู่ที่ลังกฤษเป็นยังไงบ้างคะ

ภาษาอังกฤษเป็นปัญหาสำหรับการเรียนไหมคะ

ครับ ครอบครัวเราใช้วิธีประพฤติปฏิบัติไปตามธรรมชาติ ให้

เรื่องคุณธรรมความตีซึมซับเข้าไปในจิตใจและอุปนิสัยโดยไม่รู้ตัว

สำหรับการไปอยู่ที่อังกฤษทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ ทุกอย่างเราต้องเรียนรู้

ใหม่ เจอเพื่อนใหม่ เจอครอบครัวใหม่ ระยะ ๓ เดือนแรก เขาให้ไป

อยู่กับครอบครัวชาวอังกฤษ พ่อบ้านแม่บ้านคือ Mr.Rex และ

Mrs.Winifred Husband ผมไปอยู่กับครอบครัวนี้เพื่อเรียนกานา

อังกฤษโดยเฉพาะ โดย Mr. Rex Husband เป็นผู้สอนและสอน

ทุกวันเว้นวันอาทิตย์หรือจะเว้นวันเสาร์ด้วยก็จำไม่ได้ ขณะเดียวกันผม

ก็มีโอกาสได้สัมผัสกับชีวิตชาวอังกฤษในเมืองเล็กๆ ซึ่งเป็นเมืองเก่ามี

ปราสาทโบราณ (Ludlow Castle) สมัยนอร์มัน (Norman) อายุเกือบ

พันปีเป็นจุดเด่นของเมือง พร้อมกับมีธรรมชาติรอบข้าง ซึ่งก็มีทั้งที่

สวยงามและทั้งที่เป็นปกติธรรมชาติ ซึ่งตรงนี้ผมชอบอยู่แล้ว ผมชอบ

ธรรมชาติ ด้วยความที่เกิดทำมกลางพุ่งนาที่เป็นธรรมชาติ ฉะนั้นไปอยู่

ที่อังกฤษ ในช่วงที่อยู่ในเมืองบ้านนอกของอังกฤษ ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ

อยู่ในจังหวัดที่เป็นชนบท ผมจึงชอบค่อนข้างมาก ช่วงที่อยู่กับครอบครัว

ชาวอังกฤษในมือง Leสเภพ เป็นช่วงฝึกตัวเข้มภาษาอังกฤษว่างั้นเถอะ

ผมอยู่ที่ Ledlow ประมาณ ๓ เดือน ก่อนที่ทางสำนักงานผู้ดูแล

นักเรียนไทยจะส่งผมและคุณวิจิตรไปเข้าวิทยาลัย Southend-on-Sอส

 

ใน Essex County อยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงลอนตอน การเรียน

ที่วิทยาลัย Southend-on-Sea ก็เพื่อที่จะสอบให้ได้สิ่งที่เขาเรียกว่า

Level กับ "A" Level เหมือนสอบเทียบเท่ากับมัธยมของอังกฤษ

เขา คือเราต้องไปซ้ำมัธยมของอังกฤษ เขาไม่ได้ยอมรับมัธยมของเรา

และเรียนเพื่อให้ฐานแน่น ทั้งภาษาและวิชา ผมใช้เวลา ๒ ปีตรึ่ง ที่จะ

สอบให้ได้ทั้งมัธยม ๖ และมัธยม ๘ ของเขาหรือ "O" Level และ

"A" Level "O" คือ Ordinary กับ "A" คือ Advanced ก็ต้องสอบ

ให้ได้ทั้งสองระดับนี้และตะแนนดีพอ จึงจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้

ผมสอบ "O" I.eve! ได้ครบขั้นต่ำคือ ๓ วิชา ได้แก่ วิชาภาษาอังกฤษ

วิชาคณิตศาสตร์ และวิชาภาษาไทย ส่วน "A" Level ผมต้องสอบ

สองรอบจึงได้ครบขั้นต่ำ ๓ วิชาและได้คะแนนดีพอสำหรับเข้าเรียน

ในมหาวิทยาลัย รวมแล้วผมใช้เวลาสองปีครึ่งจึงได้คำตอบรับเข้าเรียน

มหาวิทยาลัยคือ มหาวิทยาลัยฮัลล์ (The University of Hull)

จังหวัดยอร์คเซอร์ (Yorkshire) ทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ

ชีวิตเมื่อเรียนมหาวิทยาลัยในอังกฤษ

อาจารย์เรียนเก่งมั้ยคะ พอไปถึงอังกฤษแล้ว เรื่องการเรียนและการ

ใช้ชีวิตนักศึกษาเป็นอย่างไรคะ

พอไปถึงอังกฤษแล้ว เรามีข้อเสียเปรียบเยอะนะเพราะไม่ใช่ภาษา

รา วิชาความรู้เราก็ไม่ถึงกับว่าแน่นมาก การเรียนของผมถือ

เรียนได้ปานกลาง พอเข้ามหาวิทยาลัยได้โดยโม่โด่นมาก คนไทย

บางคนไปแล้วเรียนเก่งมาก เช่น อาจารย์ ดร.ป้วย อึ้งภากรณ์

 

ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ท่านนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และอีกหลายท่าน

เหมือนกันซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ไปแล้วก็เรียนได้ดีมากเป็นดับหนึ่ง

หรือเป็นอันดับต้นๆ ของคนอังกฤษ แต่ผมไม่ถึงขนาดนั้น ผมเรียน

ธรรมดา เรียนได้ปานกลาง เรียกว่าพอเข้ามหาวิทยาลัยได้แบบ

ปานกลาง และเรียนจบแบบปานกลาง ตอนนั้นอายุก็มากขึ้น อายุ

เกิน ๒๑ แล้วเพราะว่าต้องไปเรียนซ้ำ อายุเลยมากว่าเด็กอังกฤษทั่วไป

แต่ก็คบกันได้ ผมมีเพื่อนหลายคนเหมือนกัน เพราะว่าตอนเรียน

มหาวิทยาลัยไปอยู่หอพัก ๒ ปี อยู่หอพักทำให้มีเพื่อนง่าย โดยเฉพาะ

เพื่อนที่อยู่ห้องใกล้ๆ กัน

ขอโทษนะคะ อาจารย์มีเพื่อนผู้หญิงหรือว่าอาจารย์จีบสาวมั้ยคะ

ผมค่อนช้างเป็นคนล้าหลังในด้านการจีบสาว แต่ก็มีเพื่อนทั้งชาย

ทั้งหญิง คือเพื่อนผู้หญิงก็รู้สึกว่าเป็นเพื่อนซะมากกว่าที่จะถึงขั้นเป็น

แฟน และไม่มีเพื่อนผู้หญิงที่สนิทเป็นพิเศษ ที่รู้จักธรรมดานั้นพอมี

ผมไม่เคยจีบสาว หรือจีบสาวไม่ค่อยเป็น ไม่ค่อยถนัด จึงมีเพื่อนผู้ชาย

ซะส่วนใหญ่ อยู่เมืองไทยยังมีเพื่อนผู้หญิงบ้างที่เรียกว่า คุ้นเคยใกล้ชิด

มีการไปมาทาสู่กันบ้างหรือทำกิจกรรมด้วยกันบ้างแต่ไม่ถึงขั้นที่เป็นแฟน

หรือคู่รัก เป็นเพื่อนแบบเพื่อนเล่น เพื่อนไปมาหาสู่กันคุยกันสังสรรค์

กันบ้าง ตอนที่อยู่ที่ประเทศอังกฤษ เพื่อนชาวอังกฤษที่เป็นผู้หญิงก็มี

แต่ก็รู้สึกว่าเป็นเพื่อนธรรมดา แบบรู้จักคุ้นเคยกันมากว่า หรือเขาเป็น

แฟนของเพื่อน เลยทำให้เราพลอยสนิทกับเขาไปด้วย จริงๆ ตั้งแต่เด็ก

มาแล้วผมเป็นคนค่อนข้างเหนียมๆ อายๆ ชื่อนไม่ค่อยกล้าพูด ดล้ายๆ

ไม่ได้อยู่ในนิสัย เป็นคนที่ไม่ใช่เก่งกล้าแบบเดินหน้าหรือเดินเข้าไป

ทักทาย เป็นคนเรียบๆ เฉยๆ มักเป็นฝ่ายตอบสนองเสียมากว่าเป็น

ฝ่ายรุกเสนอ ภาษาจิตวิทยาจะเรียกว่าเป็น 1ธมอvert มากกว่า Extrovent

 

อาจารย์ติดต่อสื่อสารกับทางบ้านอย่างไรคะ ส่งจดหมายอย่างเตียวหรือคะ

สมัยก่อนการติดต่อกันยาก หมายถึงระหว่างประเทศหรือข้าม

ประเทศนะ โทรศัพท์เป็นเรื่องพิเศษเป็นเรื่องยากมากและมีค่าใช้จ่าย

แพงมากด้วย ไปอยู่ต่างประเทศที่ไกลถึงประเทศอังกฤษต้องถืองถือว่า

ตัดขาดไปเลย อย่างมากก็เขียนจดหมายส่งมาที่บ้านบ้าง ส่งถึงเพื่อนบ้าง

แสดงว่า ชีวิตอาจารย์ตอนเป็นนักศึกษาจะเรียบๆ หรือเปล่าคะ อยู่ที่

อังกฤษก็ไม่ค่อยโลดโผน มีทำกิจกรรมอะไรหรือเปล่าคะ

ชีวิตที่อังกฤษ ก็เรียบๆ แต่มีกิจกรรมบ้างพอสมควร ช่วงที่อยู่

วิทยาลัย Southend-on-Sea มีหน้าที่เรียนเป็นหลักเพื่อให้เข้าเรียนใน

มหาวิทยาลัยได้ และยังไม่มีกิจกรรมด้านสังคมอะไรเท่าไร มีเหมือนกัน

แต่ไม่มากถึงขั้นสำคัญ แต่เมื่อเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยจะมีกิจกรรม

เยอะหน่อย เช่น ก็ฬาขี่จักรยานบ้าง เดินทางไกลไปตามพุ่งนา ภูเขา

กิจกรรมสันทนาการ และกิจกรรมช่วยเหลือสังคม ที่ผมทำเป็นหลักคือ

ไปช่วยดูแลคนแก่ที่ยากจนในสลัมของเมืองฮัลล์ (HuI) ซึ่งเป็นเมือง

ท่าเรือจับปลา ต่อมามีท่าเรือข้ามไปยโรปแผ่นดินใหญ่ด้วย คนแก่ที่

ยากจนในสลัมนั้นบางคนอยู่คนเดียว บางกรณีอยู่กันสองคนตายาย

ไม่มีลูกหลานช่วยดูแล ผมเองมีความรู้สึกที่ดีต่อคนแก่ อยากช่วยเหลือ

ก็ไปช่วยกวาดหยากไย่ทำความสะอาดครั้งใหญ่ให้กับบ้านซึ่งมักเป็น

ห้องแถวเก่าๆ พังๆ ไปทาสีใหม่ ไปเปลี่ยน Wall Paper ธรรมเนียม

อังกฤษทุกบ้านจะติด Wall Paper เพราะว่าอากาศหนาว ตนรวยจะ

ติดชนิดที่คุณภาพดีหน่อย คนจนก็ติดแบบบราคาถูกคุณภาพไม่ถึงกับดี

ผมเลยได้วิชาทาสึและปู Wall Paper มา (หัวเราะ) สมัยนั้นทำได้

เดี๋ยวนี้ลืมหมดแล้ว แต่ตอนนั้นทำไปก็เริ่มมีความรู้ความชำนาญมากขึ้น

กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมบริการสังคมโดยนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งเขา

 

ทำเป็นระบบมาก เวลาจะไม่ช่วยเหล็อต้องติดต่อเทศบาล และทาง

เทศบาลจะจัดเตรียมอุปกรณ์และวัสดุให้ พวกเราลงแรงและให้เวลา

เป็นหลัก ซึ่งมักต้องใช้เวลา ๑ ถึง ๓ วันเต็มสำหรับบ้านหนึ่งหลัง

แล้วแต่ว่าทรุดโทรมมากหรือทรุดโทรมน้อย ในปีที่ ๑ ผมเป็นลูกทีมที่ใช้

ชื่อว่า "ทีมตกแต่ง" (Decorating Team) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร

นักศึกษาที่ชื่อว่า Hull University Social Services Organization

หรือ H.U.S.S.O. ประกอบด้วยทีมตกแต่ง ทีมช่วยเด็กกำพร้า ทีม

ช่วยคนตาบอด และอื่นๆ ในปีที่ ๒ ผมได้รับเลือกเป็นหัวหน้าทีมซึ่ง

ต้องขึ้นพูดบนเวทีในฐานะผู้นำทีมด้วย

ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อาจารย์เริ่มสนใจงานสังคมหรือเปล่าคะ

ตรงนี้นับได้ว่าเป็นจุดตั้งตันส่วนหนึ่งของการทำงานเพื่อสังคมตรับ

แต่ถ้าพูดถึงตันแบบการช่วยเหลือผู้อื่น คุณแม่เป็นต้นแบบของการให้

เพื่อผู้อื่นครับ เพราะว่าคุณแม่มักจะช่วยเหลือเอื้อเฟื้อต่อญาติพี่น้อง

ตนรู้จักและเพื่อนบ้าน เป็นประจำ ตอนเป็นเด็ก ผมองก็ชอบช่วยญาติๆ

ในทนเล็กๆ น้อยๆ เช่น ช่วยเอาควายไปเลี้ยงให้น้ำสาว (หัวเราะ) ช่วย

ตำหมากให้ยายเพราะว่ายายเคี้ยวหมากเป็นประจำ กิจกรรมบริการสังคม

ที่อังกฤษในฐานะนักศึกษา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการการทำงาน

เพื่อสั่งคมของผม แต่ต้องถือว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญไม่น้อยเพราะ

ผมทำค่อนข้างมากและนาน

แล้วช่วงที่อาจารย์เรียนอยู่ต้องไปทำงานพิเศษอะไร หรือว่ามีการไป

เที่ยวกลางคืนบ้างหรือเปล่าคะ

ไม่ต้องทำงานพิเศษครับ เพราะว่าทุนที่ได้รับจากแบงก์ชาตินั้น

เพียงพอ สำหรับเรียนหนังสือ สำหรับมีชีวิตอยู่ได้ได้ไม่ลำบากอะไร มีทุน

 

พอสำหรับเรื่องที่จำเป็น ส่วนเรื่องที่ฟุ่มเฟือยก็มีบ้างเล็กน้อย เช่น

ไปผับกับเพื่อนๆ ไปดื่มเบียร์นิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่ได้ทำบ่อย เพราะ

ไม่ใช่นิสัย และก็ดื่มไม่เก่ง นอกจากนั้นอาจไปท่องเที่ยวหรือทัศนศึกษา

เป็นครั้งคราวในช่วงปิดเทอมซึ่งต้องมีต่าใช้จ่ายมาหน่อย โดยเฉพาะถ้า

ข้ามไปทวีปยูโรปที่เราเรียกว่า The Coment คือยู่โรปแผ่นดินดินใหญ่

ค่าเงินสมัยที่ท่านเรียนมีอัตราแลกเปลี่ยนที่เท่าไรคะ

สมัยนั้นปอนด์ละประมาณ ๖๐ บาท ต่อมาภายหลังค่า

เงินบาทแข็งขึ้นและเงินปอนด์อ่อนทำให้อัตราแลกเปลี่ยนขึ้นเป็น

ปอนด์ละไม่ถึง ๔๐ บาท ปัจจุบันก็ประมาณปอนด์ละ ๕๖.๕๐ บาท

(อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๒)

 

เรียนจบกลับประเทศไทย

แล้ววันที่เดินทางกลับประเทศไทยล่ะคะ มีการต้อนรับอะไรพิเศษมั้ยคะ

คุณพ่อคุณแม่ไปรับด้วยหรือเปล่าคะ

ผมคิดว่าคุณแม่ไม่ได้ไปรับที่สนามบินนะ ส่วนคุณพ่อเสียชีวิต

ตั้งแต่ตอนผมอยู่ที่อังกฤษ จึงมีพี่ๆ ไปรับที่สนามบินแต่ก็ไม่มีอะไร

พิเศษ ผมตีใจที่ได้เรียนจบและได้กลับบ้าน ที่จำได้คือรู้สึกว่าอากาศร้อน

ชัดเจน เนื่องจากผมไปอยู่เมืองหนาวตั้ง ๖ ปีกว่า (พ.ศ.๒๕๐๔-๒๕๑๐)

ที่จริงผมไม่ได้ชอบอากาศหนาว ดีใจที่ไม่ต้องอยู่เมืองหนาว เพราะว่า

ผมเป็นคนขี้หนาว ตอนอยู่ก็ย่อมรับสภาพและยอมทน ไม่เดือดร้อน

อะไรเท่าไร ถือเป็นเรื่องปกติของการอยู่ประเทศเขตหนาว พอได้กลับ

เมืองไทยก็ดีใจ ที่ไม่ต้องอยู่เมืองหนาว แต่วันแรกที่มาถึงรู้สึกว่ามัน

ร้อนวูบ เหงื่อออก ปกติอยู่อังกฤษนี่เหงื่อออกน้อยมาก ส่วนการ

กลับมาได้เจอพี่ๆ ได้เจอแม่ก็ตามประสาครอบครัวนะครับ ย่อมดีใจ

เป็นธรรมตา แต่ว่าไม่ได้มีอะไรพิเศษ เช่น ไม่ได้จัดงานเลี้ยงฉลอง

ไม่ได้ไปทำอะไรพิเศษ ไปพบคุณแม่ ไม่พบญาติ ตามปกติ ตอนกลับ

เป็นเรืองธรรมดา ตอนไปจะเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่า เช่น ก่อนจะ

เดินทางไปประเทศอังกฤษผมได้ไปลาญาติผู้ใหญ่และพี่น้องที่บ้านนอก

ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ที่อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง กับอำเภอผ้กไฟ

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผมไปลาจนครบทุกบ้าน ส่วนตอนเรียนเรียนจบ

กลับมาไม่ได้ไปเยี่ยมอย่างครบถ้วนทันทีเหมือนตอนไปลา แต่ค่อยๆ

พยอยไปเยี่ยมมากกว่า เพราะเมื่อผมกลับมาก็เริ่มทำงางานที่แบงก็ชาติ

ทันที

 

คุณพ่อของอาจารย์ท่านเสียช่วงที่อาจารย์เรียนที่อังกฤษ ไม่ทราบว่า

ทราบข่าวช่วงไหนคะ แล้วอาจารย์รู้สึกอย่างไรบ้างคะ

ตอนคุณพ่อป่วยและเสียชีวิตผมไม่ทราบเลย พี่ๆ เขาปิด ไม่ให้

ผมทราบเกรงจะกระทบการเรียนหนังสือของผม ผมมาทราบเอาเมือ

ผมเรียนจบแล้วและเดินทางไปพบพี่ชายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา คือ

ระหว่างที่ผมอยู่ประเทศอังฤษ ที่บรรเทิง เขารับราชการกระทรวง

คมนาดม เขาก็ดิ้นรนไปเรียนต่อบริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

โดยลาราชการและใช้ทุนตัวเอง เขาต้องไปทำงานเพื่อมีรายได้มาเป็น

ค่าเล่าเรียนและค่ากินอยู่ ต่อมาพี่วิรัตน์ทำงานที่สภาพัฒน์ได้ทุนไป

เรียนต่อปริญญาโทเช่นเดียวกัน ฉะนั้นช่วงที่ผมเรียนจบนี่พี่ชายทั้งสอง

คนอยู่ที่อเมริกา ผมจึงตัดสินใจแทนที่จะบินจากอังกฤษพรงกลับมา

กรุงเทพฯ ผมบินไปสหรัฐอเมริกาก่อนไปเจอที่ชาย ถ้าผมกลับตรงมา

เมืองไทยผมจะไม่ได้เจอกับพี่ชายทั้งสองซึ่งไม่รู้ว่าจะนานเท่าไร ผมจึง

บินไปเจอพี่ชายที่สหรัฐอเมริกา พี่ชายเลยบอกผมเรื่องคุณพ่อที่นั่น ซึ่ง

ผมไม่ได้คาดติด นึกว่าคุณพ่อยังอยู่ พอร์ก็เสียใจน้ำตาไหลเป็นธรรมคา

ช่วงที่ผมมารู้นั้นคุณพ่อได้เสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ผมอยู่อังกฤษ ๖ ปีกว่า

ผมไปได้ปีเศษคุณพ่อก็เสียชีวิต (๒๑ ตุลาคม ๒๕๐๕) ท่านเสียชีวิต

ตอนอายุประมาณ ๖๖ ปี พอผมกลับมาเมืองไทยจึงได้ทราบว่ณยาย

เพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่นาน (๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๘) แต่ยังไม่ได้เศพ

ผมจึงยังทันไปร่วมงานเผาศพคุณยาย (๒๙ ตุลาคม ๒๕๐) คุณยาย

เสียชีวิตเมื่ออายุประมาณ ๙๖ ปี

สิ่งที่อาจารย์ประทับใจเกี่ยวกับคุณพ่อในวัยเด็กคืออะไรคะ

คุณพ่อกับผมตอนเด็กๆ อยู่ด้วยกันน้อยหน่อย เพราะว่า

คุณพ่อค้าขายอยู่ที่บ้านนาดูจนผมอายุ ๖ ขวบ แล้วย้ายมาค้าขายที่

 

กรุงเทพฯ ช่วงนี้จะนานๆ เจอกันที แต่ผมก็จำได้ชัดเจนว่าคุณพ่อมื

ความรักลูก ดูแลลูก จะอุ้ม เล่นด้วย เล่านิทาน เป็นความรักความ

อบอุ่น และความรู้สึกดีๆ ที่เกี่ยวกับคุณพ่อ ยังจำภาพได้ช่วงอายุ ๕

หรือ ๕ ขวบผมได้นั่งเรือกับพ่อจากกรุงเทพฯ กลับบ้าน เมื่อก่อนเรียก

"เรือกระแชง" คือเรือข้าว ซึ่งตัดแปลงมาเป็นเรือบรรทุกด้ว

ให้เรือไอหรือเรือแท็กซี่ เสียงดัง ป๊อก ป๊อก ป๊อก ลากไป นั่งเรือ

ข้ามวันข้ามคืน เพราะว่าขนาดเรือยนต์ หรือเรือ ๒ ชั้น ก็ยังต้องออก

จากท่าเตียนสักบ่าย ๕ โมง ไปถึงผักไห่เช้ามืด แล้วเราต้องนั่งเรือต่อ

อีกสองทอด จากผักไห่ ไป ลาดระโด ซึ่งเป็นตลาดใหญ่หน่อยสำหรับ

ชนบทสมัยนั้น แล้วนั่งเรืออีกต่อหนึ่งไปถึงนาดู ถ้าเป็นฤดูแล้ง เราก็

นังเรือไปลาดชะโด แล้วเดินต่ออีก ๔-๕ กิโลเมตรจึงถึงบ้าน

ทียังจำได้และฝังใจอยู่คือ ตอนนั่งเรือกับคุณพ่อมาถึงบ้านนาดู

พอถึงบ้านก็ดีใจมากว่าถึงบ้านแล้วออกมาเต้นแร้งเต้นกาที่หัวเรือ (ทำท่า

ชูมือไปด้วย] (หัวเราะ) หลังจากผมอายุ ๖ ขวบ ผมอยู่กับคุณแม่เป็น

หลักไม่ได้อยู่กับคุณพ่อ เพราะคุณพ่อมาเปิดร้านค้าอยู่ในกรุงเทพฯ

ผมได้มาอยู่กับคุณพ่ออย่างเป็นประจำก็เมื่อมาเรียนที่กรุงเทพฯ ตอนนั้น

อายุ ๔๐ ขวบแล้ว โดยมาอยู่กับคุณพ่อที่ตลาดโบ๊เป็ มีพี่สาว พี่ชาย

เราก็เรียนหนังสือกันบ้าง ทำงานกันบ้าง ส่วนคุณแม่ยังคงไปๆ มาๆ

ระหว่างบ้านนาดูกับตลาดโบ๊เบ๊ เพราะคุณแม่ยังต้องดูแลคุณยายที

บ้านนาดู ฉะนั้นความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณพ่อจึงไม่ใกล้ชิดมาก

เหมือนเมื่ออยู่กับคุณแม่ เพราะในช่วงเวลานั้นมีผมกับพี่วิรัตน์ที่ยังอยู่

บ้านมาดูกับคุณแม่ และต่อมาในระหว่างมอายุ ๙ ถึง ๑๐ ขวบก็เหลือ

ผมกับคุณแม่สองคนเท่านั้น

 

การฝึกอบรมหลังรับปริญญา

หลังจากจบปริญญาตรีหางเศรษฐศาสตร์จากประเทศอังกฤษแล้ว

อาจารย์ได้ไปเรียนต่อปริญญาอะไรอีกหรือเปล่าคะ

ผมไม่ได้ไปเรียนปริญญาที่สูงกว่าปริญญาตรี แต่ผมได้ไปเข้ารับ

การฝึกอบรมทั้งหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรระยะยาวหลายต่อหลาย

หลักสูตรด้วยกัน ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ กับการได้ไป

ศึกษาดูงานหลายเรื่องในหลายประเทศ ในทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปยุโรป

ทวีปเอเซีย และพวีปออสเตรเลีย บวกกับการเรียนรู้จากการทำงทำงาน

และประสบการณ์ต่างๆ รวมแล้วผมคิดว่าผมได้เรียนรู้เยอะมาก น่าจะ

เทียบได้กับการศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกหรือในบางแง่มุมอาจ

มากกว่าด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี ในด้านปริญญาบัตร ผมได้รับปริญญาคุษฎี

บัณฑิตกิตติมศักดิ์จาก ๓ มหาวิทยาลัย คือ "เศรษฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต

กิตติมศักดิ์" จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เมื่อ พ.ศ.๒๕๕ "ปรัชญา

ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์" จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรรมราช

เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๙ และ "พัฒนาชุมชนตษฎีบัณฑิตติตติมศักดิ์" จาก

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี ๒๕๕๒

การไปเข้าหลักสูตรฝึกอบรมระยะยาวทั้งในประเทศและโดยเฉพาะ

ในต่างประเทศล้วนเป็นประโยชน์มาก หลักสูตรหนึ่งซึ่งผมเห็นว่ามื

คุณภาพการเรียนรู้สง ให้ประโยชน์ต่อผมาก และผมมืความประทับใจ

ป็นพิเศษ คือหลักสูตร -Advanced Management Course" (การ

จัดการขั้นสูง) ที่ Australian Administrative Staff College

อยู่ที่ Mount Eliza ไม่ไกลจากกรุง Melbourne (ใช้เวลาเดินทางจาก

กรุง 146lbourne ประมาณ ๑ ชั่วโมง) ประเทศอสเตรเสีย (ต่อมา

 

เปลี่ยนชื่อเป็น Australian Management College Mount Eliza

และต่อมาได้ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย Moอละอยู่

ใกล้กรุง Melbourne) จวมจนปัจจุบัน) หลักสูตร Advanced

Management Course ที่ผมไปเข้านี้มีระยะเวลาอบรม ๕ ๕ สัปดาห์

ระหว่าง ๒๔ กุมทพันธ์ ถึง ๒๒ เมษายน ในปี ๒๕๒๐ ขณะผมยัง

ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

วิธีการเรียนรู้ที่เป็นจุดเด่นของหลักสูตรนี้ คือวิธีการแบ่งกลุ่ม

นักศึกษาซึ่งเป็นนักบริหารอยู่แล้วทั้งสิ้นจำนวน ๖๐ คน (เป็นคน

ออสเตรเลียเกือบทั้งหมด มีคนซึ่งไม่ใช่คนออสเตรเลียประมาณ ๕ คน

เท่านั้น รวมถึงผมด้วย) โดยแบ่งออกเป็น ๕ กลุ่ม เรียกว่า "Syndicate"

กลุ่มละ ๑๒ คน กลุ่ม (Syndicate) cl๐ คนนี้จะได้รับโจทย์ให้ไป

ร่วมกันศึกษาค้นคว้าเอง นำมาวิเคราะห์วิจารณ์ถกแถลงกันในกลุ่ม

จนตกผลึก แล้วทำรายงานเป็นลายลักษณ์อักษร กับมีตัวแทน (ซึ่ง

หมุนเวียนกัน) ไปนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ (๖๐ คน) ทำเช่นนี้ทุกสัปดกสัปดาห์

สัปดาห์ละ ๑ เรื่อง นอกจากนั้นนักศึกษาแต่ละคนยังต้องนำบทเรียน

ที่ได้ไปคิดต้นประยุกต์เรียบเรียงรวมทั้งตั้งหัวข้อเอง แล้วนำมาเสนอ

ต่อที่ประชุมใหญ่ (๖๐ คน) ด้วยวาจา โดยต้องไม่อ่านโน้ค ทั้งงานกลุ่ม

และงานเตียวซึ่งต้องทำให้ดีและให้ทันกำหนดเวลาด้วย ทำให้ทุกคนต้อง

ทำงานหนัก สร้างความกดดันและความเครียดให้นักศึกษาเป็นอันมาก

เป็นที่เสื่องลือกันกว้างขวางกี่ยวกับหลักสูตรนี้ แต่พอจบแล้วทุกคนรู้สึก

โล่งใจ มีความสุข และลืมเอมกับความรู้ ประสบการณ์และละคณค่าต่างๆ

จากหลักสูตรนี โดยเป็นความประทับใจต่อไปอีกเป็นเวลานาน

ง า น อ ดิ เ ร ก

แหมฟังแล้วทั้งนำสนใจและน่าสนุกมากนะคะ ดูอาจาจารย์เป็นคน

ใฝ่เรียนรู้และชอบศึกษาค้นคว้า ทำให้อาจาจารย์มีความรู้ความคิดที่

กว้างขวางลึกซึ้งมาก น่านับถือค่ะ ในส่วนของงานอดิเรกที่ทำเพื่อความ

เพลิดเพลินผ่อนคลายล่ะคะ อาจารย์มีงานอดิเรกอะไรบ้างคะ

 

ถ้างานอติเรกหมายถึงทำอะไรเพื่อความเพลิดเพลินก็จริง แต่

ทำอย่างเป็นเรื่องเป็นราวจริงต่อเนื่อง อย่างเช่น นักสะสมแสตมป็

นักสะสมของเก่า นักเล่นกล้วยไม้ นักกีฬาดำน้ำ เป็นต้น ผมไม่มีงาน

อติเรกที่เป็นเรื่องเป็นราวและจริงต่อเนื่องแบบนี้ งานอดิเรกของผม

เป็นแบบอย่างนั้นบ้าง อย่างนี้บ้างปะปนกันไป บางทำอย่างทำอย่างหนึ่ง

ก็เลิกไป เช่นก็ฬาที่ผมเคยเล่น หมากฮอส ตะกร้อ ปิงป่อง เทนนิส

กอล์ฟ ซึ่งเคยเล่นบ้างนานๆ ครั้ง ก็ทยอยเลิกไปตามสถานการณ์และ

ช่วงเวลาในชีวิต กิจกรรมอื่นๆ ที่ผมทำเพื่อความเพลิตเพลินซึ่งไม่ใช่

การทำงานก็มี ท่องเที่ยว ทัศนศึกษา ศึกษาธรรมชาติ ถ่ายรูป อ่านหนังสือ

ดูรายการโพรทัศน์ ฟังวิทยุ ดูภาพยนตร์เป็นครั้งคราว ชมการแสดงตนตรี

และอื่นๆ รามถึงการอยู่บ้านแบบสบายๆ เดินเล่น ชมสวน ตูแลสวน

ทำแปลงผัก ตัดแต่งทิ้งตันไม้ ขุดดิน อะไรทำนองนี้ คงรวมอยู่ในใน

อดิเรกของผมได้กระมังครับ

ในแง่มุมหนึ่งผมอาจแยกไม่ออกระหว่างงาน3ติเรกกับการทำงาน

หรือทำก็จกรรมเพื่อสังคมที่ผมทำอยู่มากพอสมควร เพราะผมม็ดวามสุข

และเพลิดเพลินกับการทำงานและทำกิจกรรมเพื่อสังคมไม่ต่างจาก

งานอดิเรกเท่าไร จะต่างกันก็คงอยู่ที่ความรับผิดชอบที่ต้องมีควบคู่กับ

การทำงานและการท่ากิจกรรมเพื่อสังคม ในขณะที่งานอติเรกไม่ค่อย

มีอะไรต้องรับผิดชอบเด่นชัดนัก กล่าวอีกนัยหนึ่งผมอาจมองว่าการ

ดำเนินชีวิตทั้งหมดของผมเป็นงานอดีเรก เพราะผมมีความสุข ดวาม

สนุก ความเพลิดเพลิน กับการทำกิจกรรมทั้งหลายในชีวิตอยู่ตลอดลอด

เวลา ทั้งเรื่องหน้าที่การงาน งานเพื่อสังคม ชีวิตครอบครัว กิจกรรม

ญาติมิตร ชีวิตส่วนตัวและอื่นๆ

มีอย่างหนึ่งที่อาจรวมอยู่ในงานอติเรกของผมได้ คือการเขียน

บทประพันธ์ประมาท กลอน ๘ โดลง ๔ สุภาพ คำประติษฐ์ไร้รูปแบบ

รวมถึงการเขียนคำประดิษฐ์เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งผมจะเขียนในโอกาส

ต่างๆ เช่น คำอวยพรปีใหม่ ดำอวยพรในวันเกิดลูกหลาน บทนี้ราศ

เวลาเดินทางไกลๆ คำฮวยพรในวันแต่งงาน เป็นต้น ซึ่งมึงานแต่งงาน

งานหนึ่งเป็นการแต่งงานของเพื่อนสนิทของผม คือ คุณประที่ป

สนธิสุวรรณ กับ คุณนงนาท เกกะนันท์ ในงานนี้ผมอาสาเป็นช่างภาพ

ถ่ายภาพในลักษณะธรรมชาติ แล้วอัดรูปจัดเข้าอัลบั้ม เขียนตำบรรยาย

แต่ละภาพเป็นคำกลอนแบบสนุกๆ และหยอกล้อกัน ซึ่งมีภาพและ

คำกลอนบรรยายรวมทั้งหมด ๓๒ ภาพ จัดอัลบั้มเสร็จแล้วผมส่งให้

เพื่อนๆ อำนกันก่อนมอนให้คู่แห่งงานก็บไว้ ปรากฏว่าเป็นที่สนุกสนุกสนาน

กันมาก ผมจะขอนำสัก ๔ ภาพพร้อมคำกลอนบรรยายภาพมาแสดง

ในที่นี้นะครับ

ขอบคุณค่ะอาจารย์ เราก็ได้ฟังอีกแง่มุมหนึ่งของชีวิตอาจารย์ คือเรื่อง

งานอดิเรก น่าสนใจวิธีคิดของอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องนี้นะคะ และกิจกรรม

ที่อาจารย์ทำก็น่าสนใจด้วย โดยเฉพาะรูปภาพและคำกลอนของอาจารย์

ดูแล้วฟังแล้วสนุกดีนะคะ อาจารย์คะอยากขอเรียนถามอาจารย์เรื่อง

ชีวิตครอบครัวในตอนต่อไป อาจารย์คงไม่มีอะไรขัดข้องนะคะ

ยินดีเลยครับ

 

ตอนที่ 3

ก่อร่างสร้างครอบครัว ความรัก คือรากฐานสุดสำคัญ

 

"เมื่อลูกๆ เขาทำอะไรไป

ตามความคิดความรู้สึกของเขา

ถ้าเราเข้าใจเขาและไม่คิดว่าเป็นเรื่องดื้อ

เราก็จะไม่รู้สึกว่าเขาดื้อ

คือถือเสียว่าเป็นเรื่องที่เขาอยากจะทำอะไรบางอย่าง

ซึ่งเราพ่อแม่ต้องพยายามเข้าใจ

และพยายามหาวิธีที่จะทำให้สถานการณ์

เป็นไปอย่างราบรื่นได้ ซึ่งอาจรวมถึง

การทำให้ลูกไม่ทำสิ่งที่เราไม่อยากให้เขาทำ

โดยเขาสมัครใจหรือเต็มใจเอง

และเราไม่พยายามไปตั้งเป้าว่า

ลูกต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้

เราเลี้ยงดูเขาไปตามธรรมชาติ

แต่ก็ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง

พร้อมกับยืดหยุ่นไปด้วยตามสมควร"

 

คู่ ขี วิ ต

สาจารย์แต่งงานเมื่อไหร่ตะ ช่วงนั้นทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

ใช่ไหมคะ

หลังจากทำงานแบงก์ชาติได้ประมาณ ๔ ปี คือในปี ๒๕๑๔

ซึ่งขณะนั้นผมอาย ๓๐ ปี ผมได้แต่งงานกับคุณชฎา (คุณหญิงขฎา

วัฒนศิริธรรม นามสกุลเดิม กฤษณามระ) ซึ่งทำงานอยู่ด้วยู่ด้วยกันที่

แบงก์ชาติ และย้ายไปอยู่บ้านของคุณชฎาที่ซอยนานาใต้ (ซอย ๘)

ถนนสุขุมวิท

พราบว่าอาจารย์ได้เจอคุณหญิงขฎาที่บ้านอาจารย์ป่วยที่อังกฤษ ตอนนั้นนั้น

อาจารย์รู้สึกอย่างไรคะ เล่าให้ฟังได้มั้ยดะ

ผมได้พบกับคุณชฎาที่ประเทศอังกฤษเพียงครั้งเดียว คือที่บ้าน

อาจารย์ป่วย โดยเพียงแต่ได้รับการแนะนำให้รู้จักกัน ทักทายกันและ

อาจได้คุยกันนิดหน่อย เรื่องนี้ต้องเล่าที่มาสักหน่อย คือ บ้านอารย์

บัวยนั้นอยู่ที่ซานเมืองลอนตอน ในย่านที่ชื่อว่า Soนthelds และ และ

อยู่ใกล้สนามเทนนิส Wimbledon บ้านมีลักษณะเป็น Terraos

House ซึ่งในประเทศไทยเราจะเรียกทาวน์เฮ้าส์ (Town House) เป็น

บ้านค่อนข้างเรียบง่าย มี ๒ ชั้น ๓ ห้องนอนกับห้องรับแขกและห้อง

ครัว ระยะที่ผมเรียนอยู่ประเทศอังกฤษ อาจารย์ป่วยและครอบครัวอยู่

 

ประเทศไทยเป็นหลัก บ้านที่ลอนดอนจึงอนุญาตให้ลูกหลาน เพื่อน

ของลูกหลาน และคนที่ทำงานเกี่ยวข้องบางคนเข้าอยู่อาศัยเท่าที่จะจัด

ได้ลงตัว วันที่ผมได้พบกับคุณชฎาเป็นครั้งแรกนั้น อยู่ในช่วงเวลาที่

ผู้พักอาศัยประจำอยู่ที่บ้านลอนตอนของอาจารย์ป่วย ได้แก่ คุณจอน

อึ้งภากรณ์ (ลูกชายคนโตของอาจารย์ป่วยกำลังเรียนหนังสืออยู่ใน

ลอนดอน) คุณยงยุทธ ยุทธวงศ์ (เรียนวิชาเคมีอยู่ที่ Queen Mary

College มหาวิทยาลัยลอนตอน ปัจจุบันคือ ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์

เป็นหลานของอาจารย์ป่วย คือเป็นลูกของน้องสาวอาจารย์ปัวย)

คุณประทึป สนธิสูวรรณ ซึ่งได้รับทุนแบงก์ชาติและเดินทางไปเรียนที่

ประเทศอังกฤษพร้อมกันกับผม (ขณะนั้นเรียนอยู่ที่ London School

of Economics มหาวิทยาลัยลอนตอน) และคุณไกรพันธุ์ ยูนิพันธุ์

(เรียนแพทย์อยู่ที่ University College มหาวิทยาลัยลอนดอน เป็น

เพื่อนสนิทกับคุณยงยุทธและได้รู้จักกับกับผมผมกลายเป็นเพื่อนกับผมด้วย

ปัจจุบันดือนายแพทย์โกรพันธุ์ ยูนิพันธุ์) คุณไกรพันธุ์เป็นญาติคือเป็น

ลูกพี่ลูกน้องกับคุณขฎา ซึ่งคุณแม่ของคุณชฎาเป็นพี่สาวของคุณแม่

ของคุณไกรพันธุ์ คุณชฎาขณะนั้นเรียนอยู่มหาวิทยาสัยเคมบริดจ์

(University of Cambridge) เวลาปิดเทอมบางครั้งมาพักที่บ้านอาจารย์

ปัวยด้วยเหตุที่คุณไกรพันธุ์พักประจำอยู่ที่นั่น มีอยู่ช่วงหนึ่งระหว่าง

มหาวิทยาลัยปิดเทอมปลายปี คุณไกรพันธุ์ คุณธนิต วัชรพกก์ (ขณะ

นั้นเรียนแพทย์อยู่ในลอนตอน เป็นเพื่อนกับคุณไกรพันธุ์ และเป็น

เพื่อนผมมาตั้งแต่ตรั้งเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมตึกษา ปัจจุบัน คือ

ศนพ.ธนิด วัชรพุกก์) และผม เรา ๓ คนไปเรียนภาษาเยอรมันผสม

ท่องเที่ยวที่กรุงเวียนนา (Venna) ประเทศออลเตรีย (Austriล)

 

เมื่อกลับจากการเรียนภาษาเยอรมันผสมท่องเที่ยวที่ประเทศ

ออสเตรีย ผมได้ไปขอพักชั่วคราวที่บ้านอาจารย์ป่วย เพราะผู้พักประจำ

ที่ฉันคือ คุณไกรพันธุ์ คุณยงยุทธ (ซึ่งเคยเรียนวิทยาศาสตร์การแพทย์

ด้วยกันกับผม) และคุณประทืป ล้วนเป็นเพื่อนกับผมทั้งสิ้น พอดี

ช่วงนั้นคุณชฎาก็มาพักชั่วคราวอยู่ที่บ้านอาจารย์ป่วยด้วย จึงเป็นเหตุ

บังเอิญให้คุณชฎาและผมได้พบกันเป็นครั้งแรก ภาพที่ยั่งติดตาผมคือ

คุณชฎากำลังเดินลงบันไดมาจากชั้นบน ผมนั่งอยู่ชั้นล่างกับคุณไกรทันธุ์

คุณไกรพันธุ์พูดกับผมว่า "นี่ญาติเรว ลูกพี่ลูกน้อง ชื่อชฎา" และบอก

คุณธฎาว่า นี่เพื่อนเราชื่อ ไพบูลย์" เพียงนะน่าให้รู้จักและทักายกัน

แต่คิดว่าไม่ได้พูดคคุยกันลักเท่าไร แค่ได้รู้จักได้เห็นหน้าเท่านั้นเอง

แล้วไม่ได้พบกันอีกเลยจนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัยและกลับป

ไทยแล้ว

ฟังแล้วประทับใจมากๆ เลยค่ะ แล้วกลับมาเจออีกทีเมื่อไหร่คะ อาจารย์

จีบสาวไม่เป็น แล้วแต่งงานได้ด้วยหรือคะ (หัวเร

มาเจอคุณชฎาอีกทีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะเรามา

เข้าทำงานที่เดียวกันคือที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และบังเอิญอยู่

 

หน่วยงานเดียวกันด้วย เป็นหน่วยงานย่อยเดียวกันในฝ่ายวิชาการ นั่ง

อยู่โต๊ะใกล้ๆ กัน เราก็มานั่งคิดว่าเราเคยเจอกันที่ไหนนะ มีการพูด

ถึงความหลังที่เคยได้เจอกัน คือพอเตือนความจำก็นึกได้ แต่ตอน

เห็นหน้าปุ๊บยังนึกไม่ได้ เพราะว่าเมื่อพบที่บ้านอาจาจารย์ป่วยที่ประเทศ

อังกฤษนั้น ได้เห็นกันแค่แวบเดียว และอยู่ที่อังกฤษแต่งตัวอย่างหนึ่ง

เพราะอยู่เมืองหนาว (หัวเราะ) พอมาเจอที่กรุงเทพฯ ก็แต่งตัวอีกอย่าง

เพราะเป็นเมืองร้อน เมื่อคุณชฎากับผมมีโอกาสนั่งคุยกัน รู้ว่าเรียน

จบอะไรมาจากไหน พอทวนความจ๋า ผมก็เริ่มนึกได้ว่าเคยได้พบกันกันกับ

คุณชฎ'หนึ่งครั้งที่บ้านอาจารย์ป่วย แต่คุณซฎาดูเหมือนจะจำไม่ค่อยได้

(หัวเราะ)

คุณชฎามาเข้าทำงานก่อนผม ๓ เตือน เราเรียนจบปีเตียวกัน

คุณซฎาเมื่อเรียนจบแล้วก็มาทำงานแบงก์ชาติเลย ส่วนผมเป็นนักเรียน

ทุนพอเรียนจบเขาให้ดูงานต่อ ๓ เดือน แล้วถึงเตินทางกลับมาทำงาน

ผมเข้าทำงานเดือนตุลาคม ๒๕๕๐ ผมเป็นเหมือนน้องไหม่ เข้าไป

ก็ต้องเริ่มทำความรู้จักคนนั้นตนนี้ บังเอิญหน่วยงานที่ผมอยู่ เป็น

หน่วยงานเตียวกับที่คุณชฎาอยู่ หันหน้าไปก็เจอ และหลายครั้งต้อง

ไปทำงานด้วยกัน เช่น เวลามิงานประชุมมี่ชาวต่างประเทศมา เขาจะ

จัดคนที่เรียนจบจากต่างประเททซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ มาเป็นเจ้าที่

อำนวยความสะดวก (Liaison Officer) คอยดูแลแขกต่างประเทศ เช่น

ไปต้อนรับที่สนามบิน ประสานงานเรื่องการประชุมและกิจกรรมต่างๆ

ทีเกี่ยวข้อง หรือถ้ำบังเอิญเป็นวันหยุดก็พาไปทัศนศึกษา เป็นต้น

เรื่องพาแรกจากต่างประเทศไปทัตนศึกษา คงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้

ผมกับคุณชฎาไปเรียนวิชามัคคุเทศก์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยกัน

 

ตอนไปเรียนก็เพิ่มความสนิทสนม คือมีคนจากแบงก์ชาติไปเรียนกัน ๓

คน มีผม คุณชฎา และเพื่อนอีกคนซือคุณอุทัยวรรณซึ่งจบจากอังกฤษ

เหมือนกัน ผมก็สนิทกับทั้งสองคน ในฐานะเพื่อนนะ เพราะว่าทำงานอยู่

หน่วยเตียวกัน เข้าใจว่าคุณอุทัยวรณ คุณชฎา ได้ข่าวเรื่องหลักสูตร

มัดคุเทศก์ที่จุฬาฯ เลยชวนผมให้ไปเรียนด้วย ผมเห็นว่าน่าสนใจจึงไป

เรียนพร้อมกับคุณชฎาและคุณอุทัยวรรณ หลักสูตรนี้เรียนเรียนนานเหมือน

กัน และทำให้เราต้องเดินทางไปหลายที่ เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

จังหวัดลพบุรี จังหวัดเพชรบุรี เพื่อไปสัมผัสของจริง ไม่ใช่เรียนใน

ห้องเรียน การได้เดินทางไปที่ต่างๆ โดยเฉพาะต่างจัดก็ยิ่งทำให้ผม

เพิ่มความสนิทสนมกับคุณชฎามากขึ้น

ช่วงที่ผมเริ่มทำงานที่แบงก์ชาติเป็นยุคที่แบงก็ชาติพยายายามรับ

คนรุ่นใหม่เข้ามา ทั้งที่จบการศึกษาจากต่างประเทศและที่จบการศึกษา

จากในประเทศ ทั้งที่เป็นนักเรียนทุนและที่ไม่ใช่นักเรียนทุน เช่น

คุณชฎาและคุณอุทัยวรรณเป็นประเภทไม่ใช่นักเรียนทุน สำหรับ

นักเรียนทุนที่แบงก็ชาติส่งไปเรียนก็ทยอยกลับมาทำงานอยู่เรื่อยๆ

นักเรียนทุนคนแรกที่กลับมาคือ คุณวิจิตร สูพินิจ (ต่อมาภายหลังได้รับ

แต่งตั้งเป็นผู้ว่าการขนาคารแห่งประเทศไทย) คุณวิจิตรเรียนจบก่อนผม

กับคุณประที่ป ๑ ปี คุณวิจิตรเรียน ๕ ปี ผมกับคุณประทัปเรียน ปี

คุณวิจิตรจึงกลับมาก่อนผมปีหนึ่ง คุณประทีปและผมกลับมกลับมาพร้อมกัน

ในเดือนตุลาคม ๒๕๕๒๐ คุณชฎาเริ่มท่างางานปีเดียวกับผมแต่ก่อนหน้า

ผมประมาณ ๓ เดือน ผู้จบจากต่างประเทศคนอื่นๆ ที่เข้าทำงาน

แบงก็ชาติก่อนหน้าผมยังมีอีก ๕-๖ คน และที่เข้ามาทำงานรุ่นเดียว

กับผมก็มี รุ่นหลังจากผมก็มี ที่เข้ามาไล่เลี่ยกันและมีอายุไล่เลี่ยกัน

เลยกลายเป็นกลุ่มเพื่อนผู้สนิทสนม มีกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงการ

 

เล่นกีฬาและการพบปะสังสรรค์กันอยู่เนืองๆ ทุกวันนี้ยังรู้สึกสนิทสนิทสน

กันอยู่แม้จะห่างเหินกิจกรรมร่วมกันไปนานแล้ว

อาจารย์ป่วยเองจะไม่มาสูงสิงกับเจ้าหน้าที่มาก เพราะว่าท่านเป็น

ผู้ว่าการ แต่ท่านเมตตาและเป็นกันเองกับพนักงานมากนะครับ ผู้ใหญ่

อีกท่านชื่อคุณหญิงสุภาพ ยศสุนทร ท่านจะเป็นคนมองพวกเราเราเ

ลูกหลาน บางครั้งก็ชวนไปหานข้าวที่บ้าน สังสรรค์สนุกสนานกัน

ทำนองนี้นะครับ พูดจาแนะนำพวกเราเหมือนลูกเหมือนหลาน ผม

และคุณชฎาได้อยู่ในกลุ่มที่ได้รับความเมตลาให้ดำแนะนำหรือช่วนไป

สังสรรค์จากคุณหญิงสุภาพอยู่บ่อยๆ

กลับมาพูดถึงกลุ่มเพื่อนในแบงก์ชาติ เรามักชวนกันไปทานข้าว

กลางวันเป็นกลุ่มใหญ่บ้างเล็กบ้าง หรือเสาร์อาทิตย์ อาจะนัดเจอกัน

และหลายครั้งเราก็จัดกิจกรรมกันเอง เช่น กีฬา อย่างผมไปเล่นฟุศบอล

จนนิ้วมือหัก! (เล่นป็นประตูต้องรับลูกบอลด้วยมือ) ถ้าเป็นกีฬาผู้ชาย

จะเล่น ผู้หญิงจะไปดู แต่ถ้าเป็นทัศนศึกษาจะไปด้วยกันทั้งหญิงและ

ชาย ไปน้ำตกแถวเขาใหญ่ ไปลงเรือท่องไปเหนือเขื่อนภูมิพล เป็นต้น

ผมกับคุณชฎามักไปร่วมกิจกรรมเหล่านี้ด้วย จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่

ช่วยให้ผมกับคุณชฎาค่อยๆ เกิดความใกล้ชิตสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น

จนกลายเป็นความรู้สึกรักและผูกพัน เป็นความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ เกิด

ครับ ไม่ใช่ประเภทที่ว่าเห็นตนนี้แล้วจงใจตั้งเป้าว่าจะไปจีบให้มารักเรา

อาจารย์เป็นคนละแบบกับสมัยนี้เลยนะคะ ในส่วนของคุณแม่อาจาจารย์

เวลาอาจารย์มีปัญหาอะไร เคยปรึกษาคุณแม่ไหมคะ มีการบอกเล่า

ระบายความรู้สึกอะไรหรือเปล่าคะ

คิดว่าไม่มีทำนองนั้นนะครับ คุณแม่กับผมอายุทำงกันประมาณ

๔๐ ปี เพราะว่าผมเป็นลูกคนสุดท้อง กับพี่ๆ โดยเฉพาะพี่สาวอาจจะ

 

พูดคุยเกี่ยวกับประเด็นปัญหากันบ้าง เพราะพี่ๆ คนโตก็โตพอที่จะให้

ตำแนะนำแทนคุณแม่หรือคุณ

สุธรรมกิจ) มีอายุมากกว่าผม ๑๒ ปี ฉะนั้นอาจจะพูดคุยรวมทั้งปรึกษา

หารือเรื่องต่างๆ กันมากหน่อย แต่ในครอบครัวเราการที่จะมานั่ง

ปรับทุกข์พูดคุยปัญหากันดูจะไม่ค่อยมี เราพูดคุยธรรมดามา

กับคุณแม่อาจจะไม่เหมือนสมัยนี้นะครับ สมัยก่อนอยู่กันแบบ

ธรรมชาติ มีเรื่องมีราวต้องทำก็ทำกันไป รวมถึงพูดคุยกันใบใบในเรื่องนั้นๆ

เช่น ทำอาหาร กินข้าว อาบน้ำ ทำงาน ทำการกิจ ดูแลความเจ็บไข้

พาไปดูมหรสพหรือกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเอาปัญหามกนั่งปรึกษาหารือกัน

ดูจะไม่ใช่ปกติสำหรับผมกับคุณแม่นะครับ

หลังจากแต่งงานกันแล้ว ทราบว่าคุณหญิงชฎาได้รับทุนไปศึกษาต่อที่

ประเทศอเมริกา เป็นเวลา ๑ ปี ช่วงนั้นอาจารย์รู้สึกอย่างไร และ

ติดต่อสื่อสารกันอย่างไรคะ

อกันโดยการเขียนจดหมายเป็นหลัก ส่วนโทรศัพ

ไม่ใช่สิ่งที่ใช้กันเป็นปกติในสมัยนั้น เมื่อผมไปอยู่ที่หาดใหญ่ในปี

๒๕๒ล-๒๕๒๒๒ การโทรศัพท์ถึงกรุงเทพฯ ยังเป็นเรื่องใหญ่ต้องรอเวลา

พิเศษ โพรจากต่างประเทศนี่ลืมได้เลย ถ้าไม่ไช่เรื่องคอขาดตาดตาย

สมัยนั้นถ้าให้เร็วต้องโทรเลขโดยใช้ Code

สมัยทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยใหม่ๆ ยังต้องหัดเขียน

ข้อความสำหรับส่งโทรเลข หัตใช้คำสั้นๆ กระชับ ใช้คำย่อถ้าไซ้ได้

เป็นต้น ไม่งั้นด่าส่งจะแพงเพราะต้องเคาะโทรเลขนาน เราต้องหัด

พวกนี้เพื่อที่จะส่งโทรเลข อีกประมาณ ๑๐ ปี ถึงเริ่มมี Fa

มใช้กันประมาณ พ.ศ.๒๕๒๐ ช่วง พ.ศ.๒๕๑๐-๒๕๒๐ นี่เร

โทรเลขเป็นหลัก พอมี Fax แพร่หลายเราจึงเลิกใช้โทรเลข

 

ผมกับคุณชฎาแต่งงานกันในปี ๒๕๑๔ พอเราแต่งงานกันได้

ไม่เทำไร คุณชฎาก็ไปศึกษาต่อต่างประเทศ คือเรารู้อยู่แล้วเพราะว่า

คุณชฎาต้องไปสอบเพื่อรับทุน ซึ่งทุนนี้เขาให้แบงก์ซาติและแบงก์ชาติ

เลือกส่งคุณชฎาไปเรียน แต่คุณชฎาต้องไปทดสอบก่อนว่ามีพื้นความรู้

พอ เราจึงรู้อยู่แล้วว่าคุณชฎาจะต้องไปอยู่ต่างประเทศประมาณ ๑ ปี

เราจึงวางแผนแต่งงานก่อน แล้วผมก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านคุณซฎาซึ่งอยู่กับ

คุณพ่อคุณแม่ (พระยาไชยยยศสมบัติ และคุณหญิงลารา ไชยยศสมบัติ)

ที่ขอยนานาใต้ (สุขุมวิท ซอย ๔) ไปอยู่ได้ไม่เท่าไร คุณชฎาก็ไป

สหรัฐอเมริกา ผมจึงอยู่ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ของคุณชฎาเป็นเวลา

ประมาณ ๑ ปิโดยไม่มีคณชฎาอยู่ด้วย ความรู้สึกของผมขณะนั้นคือ

คิดถึงคุณชฎามากๆ เพราะเพิ่งแต่งงานกัน แต่เป็นสถานการณ์ซึ่งรู้

ล่วงหน้าก่อนแต่งงานและเตรียมใจไว้แล้ว

ช่วงก่อนแต่งงานไม่นานผมได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงาน

ที่สหรัฐอเมริกา (โครงการ International Visitors Program 20

รัฐบาลณมริกัน ระยะเวลา ๑ เดือน) และยุโรป (โครงการศึกษาเรื่อง

ตลาดหุ้น ตามความต้องการของธนาคารแห่งประเทศไทย ระยะเวลา ๑

เดือนครึ่ง) รวมเป็นเวลา ๒ เตือนครึ่ง เกือบทุกสถานที่ที่ผมไป ผมจะ

ส่งความระลึกถึงผ่านโปสการ์ดมาให้คุณชฎาเสมอ และข้อความใน

โปสการ์ดผมชอบที่จะเขียนลักษณะนิราศ (เป็นร้อยกรองที่มีเนื้อหาใน

เชิงพรรณนาถึงการเดินทางและสิ่งที่ได้พบเห็น พร้อมทั้งสอดแทรก

ความติด ความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง) ยกกันไปสการ์ด

ไบสุดท้ายก่อนเดินทางกลับประเทศไทย ผมไม่ทันส่งที่ไปรษณีย์จึง

ถือโอกาสเป็นบุรุษไปรษณีย์เสียเอง และยังได้ล้อเล่นกับคุณชฎาว่า

ขอคิดค่าบุรุษไปรษณีย์พิเศษ (Postman Extraordinary) ๕๐๐

ปอนด์! (หัวเราะ) เพื่อเป็นตัวอย่าง ผมขอนำโปสการ์ดพร้อมบทนิราศ

๔ ชุดมาแสดงให้ดูนะครับ

การบวชและการเป็นทหาร

ไม่น่าเชื่อเลย อาจารย์เขียนบทกลอนได้หวานและซาบซึ้งใจมากค่ะ

อาจารย์บวชก่อนแต่งงานด้วยหรือเปล่าคะ อาจารย์ช่วยเล่าให้ฟังด้วยค่ะ

ตามกฎของแบงก์ชาติต้องทำงานครบ ๒ ปี ถึงจะลาบวชได้

ฉงนั้นก็ต้องเลยเดือนตุลาคม ๒๕๑๒ ถึงจะลาบวชได้ ผมจึงลายวย

ช่วงปี ๒๕๑๓ โดยบวชเป็นเวลา ๑ เดือน ที่วัดบวรนิเวศวิหาร นับเป็น

ประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากๆ ครับ คือทางธรรมะ นอกจากศึกษาจาก

หนังสือตำบรรยายของท่านพุทธทาสระหว่างเรียนที่ประเทศอังกอังกฤษแล้ว

การได้บวชแม้เดือนเดียวและไม่ได้ฝึกอะไรพิเศษ แต่นับเป็นช่วงเวลา

ที่ผมปลอดจากภาระ เป็นช่วงเวลาที่ผมได้ศึกษา ได้คิด ได้นึก ได้ทำใจ

ให้เข้าถึงธรรมะได้ดียิ่งขึ้นอย่างชัดเจน

พระที่บวชให้ผมคือ ท่านเจ้าอาวาส ซึ่งได้แก่ สมเด็จพระสังมราช

องค์ปัจจุบัน ตอนนั้นทำนเป็น -พระสาสนโสภณ- ต่อมาจึงเป็น ฯสมเด็จ

พระญาณสังวร" ก่อนจะขึ้นเป็น "สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆ-

ปรินายก" และการที่ผมไปบวชที่วัดบวรฯ ผมไม่ได้รู้จักไตรเลยนะ มื

คนมาแนะนำว่าวัดบารฯ นี้ดี ผมจึงไปที่วัดยวรฯ ไปถามว่าถ้าถ้าผมจะ

ขอบวชที่วัดนี้จะต้องทำอย่างไร (หัวเราะ) เขาบอกว่าต้องไปถามทำน

เจ้าอาวาส ผมก็เข้าไปหาท่านเจ้าอาวาส ท่านตอบรับให้ผผมบวชที่วัดบวรฯ

ได้ และทำนบอกให้ไปทาพระมหาบุญธรรรม (ขณะนั้นท่านมีสมสมศักดิ์

คือ พระราชวราลังการ) เพื่อจัดการชั้นต่อๆ ไป พระมหาบุญธรรมเป็น

เสมือนผู้ปกครองและท่านให้ความเมตตากรุณาต่อผมมาก ท่านยังเคย

พาผมไปนอนวัดที่บ้านเกิดของท่าน คือวัดโพธิ์ศรี อำเภออินทร์บุรี

จังหวัดสิงห์บุรี

 

ในส่วนของพระมหาบุญธรรมทำนไต้มอบหมายพระอีกองค์หนึ่ง

ซึ่งเป็นพระรุ่นหนุ่ม ให้เป็นหมือนกับที่เลี้ยง ชื่อ พระถาวร ขณะนี้ดำระ

สมณศักดิ์เป็นพระราชสุมนต์มุนี ส่วนพระมหาบุญธรรมทันทันทันภาพ

ไปหลายปีแล้ว พระที่ผมไกล้ชิดด้วยอีกองค์หนึ่งคือ พระมหาระแบบ

ปัจจุบันท่านดำรงสมณศักดิ์เป็น พระเทพดีลก (ระแบบ ฐิตญาโฉ)

ท่านเทศน์เก่งมาก และเป็นที่รู้จักกว้างขวาง

เนื่องจากผมบวชเดือนเดียวจึงจำเป็นต้องเรียนเข้มกว่าคนอื่นที่

บวช ๓ เดือน ซึ่งใช้ -หลักสูตรนวกะ" สำหรับ ๓ เดือน ส่วนผมจะ

บวซเตือนเดียวจึงเข้าไปทีหลังเพื่อที่จะได้สึกหลังออกพรรษาและได้รับ

กฐินแล้ว ผมเข้าไปช่วงต้นเดือนตุลาคม (๔ ตุลาคม ๒๕๒๓) และสึก

หลังออกพรรษา ในต้นเตือนพฤศจิกายน แต่เนื่องจากผมไม่ได้เรียน

ตอนต้น ผมเลยต้องไปติวเข้มและผู้ที่ช่วยตัวเข้มคือพระมหาระแบบ

ซึ่งบังเอิญเป็นพระที่คุณน้าของคุณขฎา (คุณรัตนา ยูนิพันธ์) นับถือและ

คุ้นเคยอยู่ คุณน้าของคุณชฎาคือคุณแม่ของหมอไกรพันธุ์ ซึ่งเป็น

ผู้แนะนำให้ผมรู้จักกับคุณชฎาที่บ้านอาจาจารย์ป่วยที่ประเทศอังกฤษ การ

ไปติวเข้มช่วยให้ผมได้เรียนรู้เพิ่มเติมเป็นอันมากจากพระมหาระแบบ

สรุปแล้วการได้บวชแม้เพียงแค่เดือนเดียว นับเป็นเวลาที่มีคุณค่ามาก

สำหรับผม

อาจารย์คะนอกจากการบวชแล้ว หราบมาว่าอาจารย์ได้เป็นพลทหาร

ไพบูลย์ด้วยหรือคะ

ผมกับคุณชฎาคบกันตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ แต่งงานกันปี ๒๕๑๕

ก่อนหน้านั้นผมไปเป็นทหาร แล้วได้บวชก่อนแต่งงาน ผมมีชีวิต

หลายรูปแบบดี คือตามกฎหมายผู้ชายไทยต้องไปเป็นทหาร ผมเรียน

อยู่ต่างประเทศไม่ได้เรียน รด. หรือรักษาดินแดน จึงมีความจำเป็น

 

ต้องไปเกณฑ์ทพาร แต่มีกฎว่าถ้าจบปริญญาสามารถเป็นทหารแค่

ปีเดียว แทนที่จะเป็น ๒ ปี และถ้าแจ้งสมัครเป็นทหารโดยไม่จับใบดำ

ใบแดงจะเป็นแค่ ๖ เดือน เขามีระเบียบไว้เช่นนี้ ผมตัดสินใจไม่สมัคร

แต่ทำไปตามขั้นตอนปกติคือไปจับใบคำใบแดง ไปเสี่ยงตวงเอาว่างั้น

เถอะ ผลปรากฏว่าได้ใบแดงคือต้องไปเป็นทหาร (หัวเราะ) ซึ่งสมัยก่อน

มักมีการวิ่งเต้นเพื่อให้ไม่ต้องเป็นทหารเกณฑ์ แต่ผมเองไนความคิด

ที่จะทำ เมื่อได้ใบแดงผมก็พร้อมที่จะเป็นทหารเกณฑ์ลามกฎหมาย

ก่อนผมไปเป็นทหารผมก็ทำหนังสือแจ้งผู้บังคับบัญชาที่แบงก็ชาติ

ว่า "ผมจะต้องไปเป็นทหารครับ" ต้องทำเรื่องลา ทางผู้ใหญ่เขาคง

ไม่ค่อยชอบใจเท่าไร เพราะให้ทุนผมไปเรียนมาตั้งนาน (หัวเราะ)

กลับมาทำงานไม่เท่าไรก็จะไปเป็นพลทหารเสียแล้วตั้ง ๑ ปี แต่บังเอิญ

ในคณะกรรมการแบงก็ชาติ มีนายทหารทำเหนึ่งเป็นผู้บัญชาการกองพล

ปรอ. (กองพลทหารปืนใหญ่ต่อรู้อากาศยาน) ทำนก็บอกว่า าฮาอย่างนี้

คุณไปเป็นทหารก็ได้แต่คุณไปอยู่ที่ ปตอ." เขาก็แจ้งกันเป็นการภายใน

ของทหาร ผมจึงไปอยู่ที่ ปตอ.

เมื่อผมเป็นทหาร เริ่มต้นผมได้ไปฝึกหัดเดินแบบมาร์ชหรือ

เดินตบเท้าอยู่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ ฝึกเดินอย่างเดียวนะ โดยมีการวิ่ง

ด้วยสลับกันไป นอกนั้นก็มีการทำความสะอาดที่พัก ทำความสะอาด

ส้วมและอื่นๆ ผมยังจำได้วันแรกได้ทานข้าวในค่ายทหารเป็นครั้งแรก

ในชีวิต เห็นข้าวที่เขาจะให้ทานนั้นตอนมองไกลๆ เห็นเป็นสีแดงปน

น้ำตาลก็คิดว่าคงเป็นข้าวผัด แต่พอไปยกข้าวมาทานถึงรัวนี่คือข้าวแตง

(หัวเราะ) สมัยก่อนข้าวแดงนับว่าเป็นข้าวด้อยคุณภาพมีไว้สำหรับนักโทษ

และทหารเกณฑ์ แต่ในปัจจุบันผมได้ทันมาทานข้าวกล้องหรือข้าวแดง

นั่นเองทุกวัน เพราะดีต่อสุขภาพ

 

จากการฝึกเดินฝึกวิ่ง ครูฝึกบอกว่าผมมาร์ชใช้ได้ แต่งตั้งให้ผม

เป็นหัวหน้าพลทหารรุ่นเดียวกัน หลังจากนั้นเขาจะเริ่มให้ฝึกปืน ซึ่ง

ตอนนั้นผมก็อยากได้ฝึกปืนมาก แต่ยังไม่ทันถึงเวลาได้จับปืนก็มี

นายทหารคนหนึ่งเขามาถาม "คุณคือนายไพบูลย์ใช่มั้ย มานี่หน่อย มี

ค่าสั่งมาว่าให้คุณไปเป็นทหารรับใช้นายทหาร แล้วคุณกลับไปทำงานที่

แบงก็ชาติ ให้ถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่" คือให้ผมไปเป็นทหารรับใช้

นายทหาร และนายทหารสั่งให้ผมไปทำงานที่แบงก์ชาติ (หัวเราะ) ผม

เลยหมตโอกาสได้จับและฝึกการใช้ปืน ทั้งปืนเล็กและปืนใหญ่ต่อสู้

อากาศยาน ทั้งๆ ที่อยู่ที่กองพล ปตอ

มีเรื่องบังเอิญนิดหนึ่งคือพี่สาวผม (พื่องุ่น สุธรรรมกิจ) ได้แต่งงานเ

กับ พ.อ.พิเศษ ศรศักดิ์ สุรรมกิจ ซึ่งป็นนายทหารใน ปดอ เป็นเรือง

ที่บังเอิญมาก เพราะว่าการที่ผมได้มาอยู่ที่ ปตอ. พี่สาวและพี่เขยผม

ไม่ได้ทราบเรื่องด้วยเลย และผมเองก็ไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไร แต่ดีที่

รู้ว่ามีบ้านพี่สาวพี่เขยอยู่ใน ปตอ. สามารถไปเยี่ยมเยียนได้บ้าง

ผมกลับไปทำงานที่แบงก็ชาติ ในฐานะลูกจ้างแบงก็ชาติไม่ใช่

พนักงานแบงก์ชาติ ได้ค่าจ้างไม่ใช่เงินเดือน ในแง่สถานภาพผมยัง

สังกัตทหารอยู่เป็นพลทหารไพบูลย์ และได้ค่าเบี้ยเลี้ยงทหารเดือนละ

๓๐๐ กว่าบาทด้วย ซึ่งผมไม่ได้รับจริงแต่มอบให้นายทหารไปเพราะผม

ไม่ได้รับใช้เขาแต่มารับใช้แบงก็ชาติ และก็กลับมาอยู่บ้านได้ ไปทำงาน

แบงก์ชาติได้ เนื่องจากมีสถานภาพเป็นพลทหารจึงยังคงต้องทำตาม

ระบบของทหาร รักษาวินัยของทหาร เช่น ไปต่างประเทศไม่ได้ ถ้าจะไป

ต่างประเทศ ต้องทำเรื่องขออนุญาตเข้า ครม. ถือเป็นเรื่องสำคัญ

 

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมเสียดาย คือแบงก์ชาติจะให้ผมไปประชุม

ต่างประเทศ พนักงานแบงก์ชาติที่จบจากต่างประเทศเวลามีผู้ใหญ่

ชาวต่างประทศมาพบหรือประชุมกับแบงก์ชาติก็ต้องไปช่วยดูแล เวลา

คณะผู้ใหญ่ของแบงก็ชาติต้องไปประชุมต่างประเทศ มักจะให้มีเจ้าที่

๒~๓ คน ติดตามไปช่วยงาน คุณขฎาก็ไปบ้าง คุณวิจิตรจะไปบ่อยหน่อย

เพราะทำงานด้านต่างประเทศ ผมเองนานๆ ทีจึงจะได้ไป ครั้งที่ผม

เสียตายคือเราจะให้ไปประชุมที่ประเทศอินโดนีเซีย คุณชฎาอยู่ในคณะ

ที่จะไปอยู่แล้ว ผมคงจะตีใจถ้าผมได้ไปด้วย ชื่อผมก็ได้ไปอยู่แล้ว

คือมีชื่ออยู่ในคณะ แต่ผู้ใหญ่มาพบภายหลังว่าถ้าถ้าจะให้ผมไป เขาต้อง

ทำเรื่องเสนอเข้า ครม.ซึ่งจะดูแปลกที่มีพนักงานแบงก์ชาติเป็นพลทหาร

และจะให้ไปประชุมต่างประเทศ (หัวเราะ) ผู้ใหญ่เขาเลยบอกว่า "ถ้า

อย่างนั้นอย่าไปเลยตึกว่า เอาคนอื่นไปแทน" (หัวเราะ) ผมเลยอดไป

อินโดนีเซียเพราะความที่เป็นพลทหาร ไปต่างประเทศผมก็อยากไปและ

ยิงมีคุณชฎาไปด้วยก็ยิ่งอยากไปมากขึ้น แต่ผมก็ยอมรับสถานการณ์

ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะคงมีโอกาสไปต่างประเทศในวันข้างหน้า

หลังจากพ้นการเป็นทหาร ๑ ปีแล้ว

ผมกลับมาเป็นพนักงานแบงก์ชาติเต็มตัวเมื่อเดือนพฤษภาคม

๒๕๑๒ เพราะผมเริ่มเป็นทหารเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๐๐ ครบ ๑ ปี

ตามระเบียบก็พ้นหน้าที่และสถานภาพการเป็นทหาร

 

ง า น แ ต๋ ง ง า น

ดูชีวิตอาจารย์มีหลายรูปแบบจริงๆ ค่ะ อาจารย์ช่วยเล่าเรืองงานแต่งงาน

ของอาจารย์ให้ฟังได้มั้ยคะ

งานแต่งงานระหว่างคุณชฎากับผมเราเชิญแขกประมาณแค่

๑๐๐ กว่าคน เน้นที่พี่น้อง ญาติ และเพื่อนที่สนิทมากๆ แขกนั่ง

ประมาณ ๑๐ กว่าโต๊ะ เราเลี้ยงที่ห้องอาหารของ Sports Club ที่

ถนนอังรีดูนังต์ เป็นห้องเก่าด้วยไม่ใช่ห้องใหม่ ไม่ได้ใช้โรงแรม เรา

เชิญฉพาะญาติเป็นหลัก ญาติผมก็มีที่น้องท้องเดียวกัน ผมมีพี่ ๔ คน

ญาติคุณชฎามีพี่น้อง ๕ คน และญาติสนิทประเภท คุณลุง คุณป้า

คุณน้า คุณอา ส่วนเพื่อนฝูงแทบไม่ได้เชิญ เชิญแค่เพื่อนที่สนิทมากๆ

ตอนหลังเพื่อนๆ ก็ต่อว่าเหมือนกัน (หัวเราะ) คือขนาดเพื่อนที่แบงก็ชาติ

หลายคนเราก็ไม่ได้เชิญ เนื่องจากใช้หลักว่าเป็นเรื่องครอบครัว ซึ่ง

ความคิดนี้เป็นการหวนกระแสพอสมควรนะและจะทำได้ยากในปัจจุบัน

เพราะว่าพอมาถึงรุ่นลูกของเราเขาก็ต้องไปกับกระแส คือต้องเชิญแขก

มากพอสมควร แต่ผมกับคุณชฎาทำได้อาจจะเป็นเพราะว่า ทางฝ่ายผม

ไม่มีวัฒนธรรมการจัดงานใหญ่อยู่แล้ว และฝ่ายคุณซฎาเองคุณพ่อ

คุณแม่ก็เหมือนกันคือไม่ใช่ประเกทนักธุรกิจ ข้าราชการ หรือนัก

การเมืองที่จะต้องจัดงานใหญ่ คุณพ่อคุณชฎาคือพระยาไรยยตสมบัติ

เป็นเจ้าของสำนักงานสอบบัญชีซึ่งเป็นกิจการครอบครัว เลยสามารถ

จัดงานโดยเอาครอบครัวเป็นหลัก ผมจำได้ว่าในงานเลี้ยงแต่งงานเรา

สามารถไปนั่งคุยทีละโต๊ะได้ครบทุกโต๊ะ ไม่ต้องมายืนแถวรับแขก

มากมาย งานแต่งงานของเราจึง Relax และรู้สึกสบายๆ เหมือนงาน

สังสรรค์เพื่อน สังสรรค์ญาติมากกว่า

 

การสร้างครอบครัว

อาจารย์คะ การสร้างครอบครัวให้ฉบอุ่นในยุคสมัยนี้ ควรจะเลี้ยงๆ

แบบไหน ถึงจะเหมาะคะ

สิ่งที่สำคัญซึ่งน่าจะเป็นจริงมาตั้งแต่ยุดดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบัน

คือความรักความอบอุ่น ความเข้าใจ ถ้ามีความรัก มีความอบอุ่น มี

ความเข้าใจ เผชิญอะไร เราจะจัดการไปได้ครับ ปัญหาย่อมเกิด

เป็นธรรมตา อาจจะขัดนั่นข้องนี่หรือมีสถานการณ์ทำให้ลำบาก ผม

อาจจะโชคดีที่ว่าจริงๆ แล้ว สถานการณ์ที่ทำให้ยากล่ายากไม่ค่อยมี

หรือมีน้อย ความขัดข้องต่างๆ อาจจะมีบ้างนิดหน่อย แต่ไม่จริงจัง

รุนแรง อาศัยที่เรามีความรักอย่างแท้จริงต่อกัน มีความรู้สึกอบอุ่นและ

 

ความเข้าใจต่อกัน รู้จักอดทนอดกลั้นเมื่อพบสถานการณ์ที่เป็นความ

ขัดข้องแล้วต่อยๆ หาพางคลื่ดลาย ปัจจัยเหล่านี้มีพลังมากพอที่จะ

จัดการกับเรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามาให้เป็นไปด้วยดีได้

ใช้ความรักเป็นตัวที่จะทำให้ผ่านพ้นปัญหาต่างๆ ได้นะคะ แล้วเวลๆ

อาจารย์สอนลูกๆ สอนเน้นอะไรไหมคะ ใช้วิธีการสอนเหมือนภัย

คุณพ่อคุณแม่สอนอาจารย์หรือเปล่าคะ

ต้องยอมรับว่าเราเลี้ยงลูกแบบที่คนปัจจุบันจำนวนมากเขา

ทำกันนะตรับ คือทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วย อาศัยพี่เลี้ยงช่วย แต่

เราโชคดีที่มีคุณยายของลูก (คุณแม่ของคุณชฎา คือคุณหญิงตารา

ไชยยศสมบัติ) อยู่ช่วยดูแลด้วยซึ่งทำให้เราอุ่นใจ

เรื่องการสร้างคุณธรรมความดีนิสัยต่างๆ ส่วนหนึ่งเป็นไปตาม

ธรรมชาติ คือเราเลี้ยงดูพูดคุยกับเขา ใกล้ชิตกับเขา ให้ความวักความ

อบอุ่น พาไปส่งโรงเรียน ไปรับกลับจากโรงเรียน ช่วงเวลาที่นั่งอยู่ในรถ

ด้วยกันเป็นเวลาส่วนหนึ่งที่พ่อแม่ได้ใกล้ชิดกับลูกๆ ในยุดปัจจุบัน และ

พบว่ามีคุณค่าทีเดียวสำหรับครอบครัวเรา ส่วนใหญ่คุณชฎาเป็นคน

ไปส่ง ผมไปส่งบ้างแต่ไม่มากเท่าไร เราไปส่งตอนเช้าก่อนไปทำงาน

ตอนรับส่วนใหญ่ให้คนขับรถช่วยไปรับเพราะเรายังไม่เลิกงาน ช่วงที่ผม

ไปอยู่ทาตใหญ่ปีกว่า ช่วงนั้นคุณชฎาก็เลี้ยงลูกคนเดียวโดยไม่มีผม

ช่วย ทั้งโดยธรรมชาติของความเป็นแม่และโดยสถานการณ์เกี่ยวกับ

ตัวผม คุณซฎาจะใกล้ชิดกับลูกมากกว่าผม ให้เวลาอยู่กับลูกมากว่า

ผมตั้งแต่ลูกยังเล็ก ผมช่วยด้วยพอสมควรในฐานะพ่อ แต่หลักใหญ่

จะเป็นคุณชฎาในเรื่องการดูแลอย่างใกล้ชิตทั้งทางกายและทางใจ ทาง

กายก็ดูแลเรื่องกินนอน เสื้อผ้า อนามัยทั้งหลาย ทางใจก็พูดใต้ตวาม

 

ติดในเรื่องราวต่างๆ ระหว่างขับรถเพื่อส่งลูกไปโรงเรียนเราจะพูดคุยกัน

ไป หรือเสาร์อาทิตย์เมื่อมีเวลาเราจะพยายามพาลูกไปที่ต่างๆ ทำให้

ได้ใกล้ชิตได้พูดคุยรวมทั้งได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ในหลากหลายรูปแบบ

หลากหลายสาระ

เราพยายามทำตัวของเราเองให้ดี เหมือนกับที่พ่อแม่ของเรา

ทำตัวดีเราก็ดูเป็นตัวอย่าง เกิดการบ่มเพาะเป็นนิสัยใจคอไปโดย

ธรรมชาติ ในส่วนของคุณชฎาและผมกับลูกๆ เราค่อนข้างปฏิบัติต่อ

ลูกไปตามปกติไปตามธรรมชาติเหมือนกัน ไม่ได้ไปไตร่งครัดอะไรพิเศษ

แต่การแนะนำหรือพูดคุยในเรื่องหรือปัญหาต่างๆ เราจะมีมากหน่อย

มากกว่าสมัยผมกับพ่อแม่

ถ้าลูกๆ ซนอาจารย์มีการตีไหมคะ

อาจจะมีตอนลูกยังเล็กๆ ครั้งสองครั้ง ไม่ได้ตีแบบทำโทษแต่

ตีแบบปรามมากกว่า เช่น ดีมือเพื่อส่งสัญญาณว่าไม่ควรทำอย่างนั้น

อย่างนี้

ถ้าไม่ได้ดีแบบทำโทษ เวลาที่ลูกๆ ทำผิดจำเป็นต้องทำโทษ อาจาจารย์

ใช้วิธีทำโทษยังไงคะ ลูกๆ ดื้อไหมคะ

ก็มีดื้อบ้างเป็นปกติธรรมดา เมื่อลูกๆ เขาทำอะไรไปตามความคิด

ความรู้สึกของเขา ถ้าเราเข้าใจเขาและไม่คิดว่าเป็นเรื่องดื้อ เราก็จะไม่

รู้สึกว่าเขาดื้อ คือถือเสียว่าเป็นเรื่องที่เขาอยากจะทำอะไรบางอย่างซึ่ง

เราพ่อแม่ต้องพยายามเข้าใจ และพยายามหาวิธีที่จะทำให้สถานการณ์

เป็นไปอย่างราบรื่นได้ ซึ่งอาจรวมถึงการทำให้ลูกไม่ทำสิ่งที่เราไม่อยาก

ให้เขาทำ โดยเขาสมัครใจหรือเต็มใจเอง และเราไม่พยายามไปตั้งเป้าว่า

 

ลูกต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ เราเลี้ยงดูเขา

ไปตามธรรมชาติ แต่ก็ไม่ให้ออกนอกลุ่นอกทางพร้อมกับยึดหย่น

ไปด้วยตามสมควร ฉะนั้นการที่จะเกิดปัญหาว่าลูกทำผิดถึงขั้นชั้นต้อง

ลงโทษจริงจังเลยไม่มี

อาจารย์เลยไม่ต้องใช้ไม้เรียว แล้วช่วงชีวิตอาจารย์ที่สแลในส่วนของ

ครอบครัวกับคุณแม่ มีอะไรไรไหมตะ ที่อาจารย์คิดว่าน่าจะนำมาปรับใช้

ด้วยกันได้ในยุคนี้

อย่างที่ผมได้พูดไปแล้วตรับ สิ่งที่เป็นพื้นฐานสำคัญคือความรัก

ความอบอุ่น ซึ่งผมกับพ่อแม่ของผมมีความรักความอบอบอุ่นอย่างไร ผมกัน

ลูกๆ ของผมก็มีความรักความอบอุ่นเป็นฐานสำคัญ เช่นเดียวกันครับ

เพียงแต่สมัยนี้เราอาจจะแสดงออกมากกว่าสมัยก่อน ผมกับพ่อแม่

ของผมไม่มีการกอด ไม่มีการหอมแก้มกันเท่าไรนัก นอกจากช่วง

เป็นเด็กเล็กๆ แต่ผมและคุณชภากับลูกๆ จะมีการกอดการหอมแก้ม

กันมากหน่อยแม้เป็นเด็กโตแล้ว นี่คือยุดสมัยที่เปลี่ยนไป เพราะการ

กอดการหอมแก้ม เป็นเรื่องที่แสดงความรักความอบอุ่นความใกล้ชิด

นะศรับ เรารู้สึกเป็นธรรมชาติหน่อย ซึ่งสมัยก่อนเขาจะไม่ทำโดยเลพาะ

พอเด็กโตแล้ว อาจจะทำตอนเป็นเด็กเล็กๆ มีการถอดการหอมแก้ม

เด็กเล็กๆ

อยากจะให้อาจารย์แนะนำสักหน่อยค่ะ เรื่องการบริหารเงินในครอบครัว

เพราะเป็นเรื่องใหญ่เหมาะกับยุคนี้มากค่ะ ช่วงนี้ครอบครัวธรรมตาที่

ไม่ได้ร่ำรวย ควรจะบริหารเงินยังไงคะ ในสภาวะเศรษรกิจเเบบนี้

การบริหารเงิน หลักพื้นธานคือ ให้มีเพียงพอไว้ก่อน คือให้มี

เพียงพอที่เราจะไม่เดือดร้อน ฉะนั้นเบื้องต้น เรื่องการประหยัดการ

 

อดออมควรเป็นนิสัยประจำตัว และเป็นนิสัยประจำครอบครัว นะครับ

เพื่อว่าจะได้มีสำรองไว้เผื่อเหลือเมื่อขาด แต่ขณะเดียวกันก็ควรจะ

จับจำยใช้สอยกันตามปกติ ไม่ฟุ้งเพื่อเห่อเหิมจนเกินไป แต่ก็ไม่ต้อง

ประหยัดจนมากเกินไม่เช่นเดียวกัน คือ ใช้ชีวิตอย่างพอเหมาะพอควร

และสมัยนี้เรามีพระบรมราโชวาพเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีค้า

อธิบายชัดเจนและเราสามารถนำมาปฏิบัติได้เป็นอย่างดี เราดารทำ

อะไรที่พอประมาณพอดีๆ ไม่มากไปไม่น้อยไป การเงินก็เหมือนกัน

แหละ ประหยัดอดออมไว้เพื่อจะได้เป็นทุนในระยะยาว ในขณะเดียวกัน

ก็ใช้จ่ายใช้สอยไปตามปกติที่ชีวิตพึ่งมี อย่างผมเองจะไม่ใช้จ่ายเรื่อง

พุ่มเฟือย เช่น เรื่องชื่อรถแพงๆ หรือว่าของเล่นแพงๆ ซื้อเครื่องประดับ

ผมเองไม่มีเครื่องประดับเลย ไม่ใส่สร้อย ไม่ใส่แหวน

อาจารย์ไม่ใส่สร้อย ไม่ใส่แหวนเลย ไม่ชอบหรือคะอาจารย์ แล้ว

นาฬิกาละคะ

ผมรู้สึกสบายกว่าที่ร่างกายว่างๆ เคยมีคนให้แหวนให้สร้อย แต่

ใส่แล้วไม่รู้สึกสบาย ก็เลยไม่และไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใส่

ไม่ได้มีประโยชน์อะไรด้วย แม้นาฬิกาผมก็ไม่ใส่ ใส่แล้วรู้สึกรำคาญ

ผมใช้นาฬิการาดาถูกๆ ชนิดแสดงตัวเลขที่มีตัวเรือนหุ้มด้วยพลาสติก

ราคาไม่กี่ร้อยบาท ใช้มาประมาณ ๓๐ ปี ขณะนี้มีแต่หัวหรือตัวเรือน

นาฬิกา ไม่มีสาย มันเคยมีสายเป็นพลาสติกใช้อยู่ระยะหนึ่งจน

สายขาดไป แต่ตัวเรือนหรือหัวนาฬิกายังดีอยู่ และแบตเตอรีก้อนหนึ่ง

ใช้ได้ตั้ง ๓-๔ ปี แถมปรับตั้งเวลาต่างประเทศ จับเวลา ทำอะไรได้

หลายอย่าง เรือนเล็กนิดเดียว ผมมักใส่ในกระเป้าทางเกงหรือกระเป้า

เสื้อนอกหรือเสื้อคลุม สะตวกดีและใช้ได้ตีจนทุกวันนี้ แต่เดี๋ยวนี้เขา

 

มีโทรศัพท์มือถือ บอกเวลาได้เหมือนกัน ปัจจุบันผมจึงทกนาฬิกาที่มี

แต่หัวนั้นเป็นบางครั้ง เวลาไปบรรยายหรือไปต่างประเทศมักพกไป

เพราะวางไว้ดูเวลาระหว่างพูดได้สะดวกและตั้งเวลาสองประเทศได้ไม

ขณะเดียวกัน

ฮันนี้เป็นเฉพาะอาจารย์หรือเปล่าคะ หรือว่าภรรยากับลูกๆ ก็คิดนิสัย

เป็นวัฒนธรรมครอบครัว หรือตามอัธยาศัยไป

ในครอบครัวเรากล่าวได้ว่าเป็นประเภทพอเพียงนะครับ คือ

พอประมาณ ทั้งภรรยาทั้งลูกจะไม่ทำอะไรประเภทที่ที่ที่ฟุ้งเฟ้อ หรือ

ประเภทฟุ้มเพื่อย เราใช้หลักพอประมาณ แต่เรื่องไม่ใส่นาฬิกา ไม่ใส่

สร้อย ไม่ใส่แหวน เป็นเฉพาะผมครับ ภรรยาและลูกๆ คงไม่ถึงขนาด

ผม (หัวเราะ)

 

เพื่อนโรงเรียนเก่า

ถามเรื่องครอบครัวแล้ว ขอเลยไปถามเรื่องเพื่อนบ้างนะคะ เพื่อนๆ ที่

ไพศาลศิลป์ และเพื่อนที่เตรียมอุดม เป็นอย่างไรบ้างคะ มีเพื่อนที่ยัง

คบจนปัจจุบันมั้ยคะ

ที่ไพศาลศิลป์ ผมมีเพื่อน ๒ รุ่น คือรุ่นที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่

ม๑๔ กับรุ่นที่อยู่ ม.๕ ม ๖ ด้วยกัน ที่สนิทคือ รุ่นที่เรียน ม.๖ ตอน

ม.๖ ผมได้มาอยู่ห้อง ก. อีก ม.๖ เป็นปีที่สนิทหน่อย เพราะว่า

เราโตเต็มที่ จริงๆ มี ม.๗ ม.๘ ต่อที่ไพศาลศิลป์ บางคนเขาก็ต่อ

ม.๗-๘ ที่นั่น มีผมกับเพื่อนอีกสองคน ไปเข้าเตรียมดูดมได้ จาก

ไพศาลศิลป์เข้าโรงเรียนเตรียมอุดมได้ทั้งหมด ๓ เพื่อนที่สอบได้ที่

ที่ไพศาลศิลป์รองจากผม (คุณชำนาญ วิจิตรจรรรยา) ก็สอบเข้าได้

เหมือนกัน จากผลการสอบทำให้ผมได้อยู่ห้องลำดับที่หนึ่งหรือห้องคิง

คือห้องที่ ๒๒ แต่เพื่อนที่สอบได้ที่สองที่ไพศาลศิลป์ไปอยู่ห้องลำดับที่

คือห้อง ๒๙ แต่ก็ใกล้กัน ยังมีความใกล้ชิด และบังเอิญบ้านเราอยู่

ใกล้กันด้วย บ้านผมอยู่โบ๊เบ๊ บ้านเขาอยู่แถววัดบรมนิวาสราชวรวิหาร

จะไปมาหาสู่กันบ่อยๆ เพื่อนไพศาลศิลป์ยังมีอีกหลายคนซึ่งอึก ๔ คน

ก็อยู่ใกล้ๆ กับตลาดโป๊เบ๊เหมือนกัน คือคนหนึ่งอยู่หลังวัดพระยายัง

ที่อยู่คนละฝั่งคลอง (คลองแสนแสบ) กับวัดบรมนิวาส อีกตนหนึ่งอยู่

ในชุมชนบ้านครัวซึ่งอยู่ริมคลองแสนแสบด้านหลังของวัตบรมนิวาส

ส่วนตลาดโบ๊เบ๊อยู่คนละฝั่งทางรถไฟกับวัดบรมนิวาส เราทั้ง ๔ คน

จึงเป็นเพื่อนที่ค่อนข้างสนิทกันมาก ได้แก่ คุณชำนาญ วิจิตรจรรรยา

คุณสวัสดิ์ ไอศุริยสมบัติ คุณชาญ หนุ่มศรีหมัด และผม นอกจกจากนั้น

ยังมีอีก ๓ ตนที่บ้านไม่ได้อยู่ใกล้กันแต่สนิทสนมกัน และรวมอยู่

 

ในกลุ่มเพื่อนสนิทชุดเดียวกันนี้ได้แก่ คุณสมกิจ สามัคดีมาวิน

คุณสมเกียรติ สกาวรัตนานนท์ และ คุณสิทธิ์ ชุ่มวงศ์โชติ

เพื่อนที่ไพศาลศิลป์ มีการมารวมตัวกันเป็นชมรม ชื่อ "ชมรม

ฟ้า เหลือง" เพราะว่าสีของโรงเรียนคือสีฟ้ากับสีเหลือง ส่วนโรงเรียน

เองเลิกกิจการไปนานแล้ว เมื่อเป็นชมรมแล้วเราก็นัดเจอะเจอกัน

เดี๋ยวนี้ยังเจอกันประมาณ ๔-๕ เดือนต่อครั้ง เจอกันที่ประมาณ ๓๐-

๔๐ คน จำกันไม่ได้ทั้งหมดหรอก โดยเฉพาะสำหรับผมเพราะผมเรียน

๒ รุ่น จะจำได้ไม่ค่อยแม่น เพื่อนที่เรียนรุ่นเดียวกันมาตั้งแต่ ม. ๑ ถึง

ม.๖ จะจำกันได้ดี ส่วนผมเจอบางคนต้องถามว่าคนนี้ชื่ออะไร คนนั้น

ซืออะไร เห็นหน้าคุ้นๆ รู้อยู่ แต่เรียกชื่อไม่ออก เวลาพวกเรานัดเจอกัน

เรามักเชิญอาจารย์เก่าๆ ที่ยังอยู่มาเป็นภัยรติและสังสรรค์กับพวกเราด้วย

สำหรับศิษย์เก่าไพศาลศิลป์ที่สังคมค่อนข้างรู้จักก็มีเช่น คุณมนู

เลียวไพโรจน์ (อลิตปลัดกระพรวงอุตสาหารรม)) คุณจักรวรวล กาญธีรานนท์

(อดีดอธิบดีสำนักงานอัยการสูงสุด ปัจจุบันเป็นอัยการอาวุโส) คุณดลยกร

ภิญโญสินวัฒน์ (อดีตนักธุรกิจก่อสร้างและนักการเมือง) พลโทเอนก

สาตราวุธ (อดีตเจ้ากรมสื่อสารทหารบก) & คนนี้รุ่นเดียวกับผม และ

ก็มี พสตรีมนูญกฤต รูปขรร (อดีตประธานวุฒิสภา) (อยู่ในรุ่นก่อนก่อนผม)

กับ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ (อดีต รมว.กลาโหม สมัยรัฐบาลสุรยุทธ์)

อยู่รุ่นเดียวกับผม แต่ทำนเข้าเรียนในชั้น ม.๗ ซึ่งผมไม่อยู่ที่โรงเรียน

ไพศาลศิลป์แล้ว ศิษย์เก่าไพศาลศิลป์ส่วนใหญ่ต่างก็เจริญก้าวหน้า

ในฮาชีพและในชีวิตอยู่ในเกณฑ์ดี จึงถือได้ว่าคุณภาพของโรงเรียน

ไพศาลศิลป์นั้นใช้ได้ทีเดียว

ส่วนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในช่วงที่เรียนอยู่ ๒ ปี ผมมี

เพื่อนสนิทพิเศษ ๓ คน คือ ดร.สุขุม สุขพันธ์โพธวราม (เรียนจน

 

ปริญญาเอกแล้วไปเป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จนเกษียๆ

อายุ) นพ.เกียรติศักดิ์ พัฒนศิษฎางกูร (เรียนจบและทำงางาะยะหนึ่ง

แล้วไปเป็นแพทย์ที่ไรงพยาบาลกรุงเทพดริสเตียนจนเกษียณอายุ) และ

ดร.อารันต์ พัฒโนทัย (เรียนจบแล้วไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย

ขอนแก่น ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นแห่งชาติประจำปี ๒๕๕๕๕๒)

สำหรับเพื่อนรุ่นเดียวกันที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีจำนวนมาก

ด้วยกัน เรามีการพบปะกันในนาม -ต.อ.๒๑ (เตรียมอดรุ่นที่ ๒๐ เช้า

เรียนปี ๒๕๐๐๐) นัดชุมนุมกันเป็นครั้งคราวไม่น้อยกว่าปีละ ๑ ครั้ง

ศิษย์เก่าเตรียมอุดมรุ่นที่ ๒๐ ซึ่งเป็นที่รู้จักในสังคมมากหน่อย

เช่น ดร.โชคชัย อักษรนันท์ อยู่ในวงการธุรกิจ เคยเป็นประธาน

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธาน

กรรมการบริหาร ธนาคารนครหลวงไทย) ในวงการยุติธรรมมี ศ.เกษมสันต์

วิลาวรรณ ปัจจุบันเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา (ได้รับบริหารธุรกิจดุษฎี

บัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี ๒๕๕๕๑) และ

มือดีตอัยการสูงสุด ๒ คน คือ คุณสุชาติ ไตรประสิทธิ์ (ปัจจุบันเป็น

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) และได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการตรวจสอบ

ของธนาคารนครหลวงไทย) และ คุณวิเชียร วิริยะประสิทธิ์ (อดีต

อัยการสูงสุด และอดีตกรรมการ ป.ป.ช.)

ในวงการนักวิทยาศาสตร์มีหลายคน เช่น ดร.วิสุทธิ์ ใบไม้ อยู่

มหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.อารันต์ พัฒโนทัย อยู่มหาวิทยาลัย

ขอนแก่น ทั้งสองคนป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นระดับชาติ ด้านการมือง

คือ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ซึ่งมีพื้นเป็นนักวิทยาศาสตร์และ

นักกิจกรรมเพื่อสังคม (ปัจจุบันตำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระพราง

วิทยาศาสตร์และเทดโนโลยี) คุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ (อดีตปลัดกระกระทราง

มหาตไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรดเพื่อไทย)

 

ในวงการแพทย์และสถาบันการศึกษามีหลายคนมาก เช่น

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช (เป็นหลานชายของท่านพุทธทาสภิกษุ เป็นอดีต

ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ปัจจุบันเป็น

นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดลและประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา)

ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ (อดีตอธิการบดื่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบัน

เป็นที่ปรึกษาสถาบันพระปกเกล้าด้านสันติวิธีและสันติวัฒนธรรม)

รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร (อดีตอธิการบดื่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

และอดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.ศ๕๕๕๕๐) ศ.ตรีงใจ

บูรณะสมภพ (อดีตอธิการบดื่มพาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันเป็นสมาชิก

วุฒิสภาประเภทสรรหา)

นอกจากที่กล่าวแล้วยังมี ศ.ดร.สุจิต บุญบงการ (อดีตตุลาการ

ศาลรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันเป็นประธานสภาพัฒนาการเมือง) คุณวิจิตร

สุพินิจ (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตประธาน

ตลาตหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการกำกับ

หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.) คุณวิจิตร อยู่สุภาพ

(อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง - กกต.) คุณวิทยา คชรักษ์

(อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) คุณวิบูลย์ ดูที่รัฐ

(อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) คุณชลิต เรืองวิเศษ (อดีต

ผู้ว่าการการไฟฟ้านตรหลวง) ท่านผู้หญิงราพร ปราโมช (ปัจจุบันเป็น

ผู้อำนวยการโรงเรียนนาฎศิลป์สากลวราพร - กาญจนา) คุณสมชาย

กรุสวนสมบัติ หรือ "ซูม" และ "จ่าแฉ่ง" ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

(นักหนังสือพิมพ์อาวุโส) พลเอกสุธี เจริญพร (อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ

กระทรวงกลาโหม) พล.ต.ท.โยธิน มัธยมนันทน์ (อดีตผู้บัญชาการ

ตำรวจสันติบาล) และสุดท้ายที่อยากกล่าวถึงคือ พระทัตตชีโวกิกขุ

 

รองเจ้าอาวาลวัดพระธรรมกาย (เดิมชื่อ เผด็จ ผ่องสวัสดิ์ เรียนจบ

ปริญญาทางการเกษตร ทำงานระยะหนึ่งแล้วมาบวชเป็นพระ) และยัง

มีอีกหลายต่อหลายคนที่ดำรงตำแหน่งหรือมีบทบทบาทสำคัญๆ ในภาครัฐ

ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม

ครอบครัวและเพื่อนที่อังกฤษ

กลับไปเรื่องครอบครัวที่ประเทศอังกฤษ อาจารย์ประทับใจอะไรเกี่ยวกับ

Family ที่ดูแลอาจารย์บ้างตะ แล้วยังติดต่อตรอบครัวอุปถัมถัมภ์อยู่

หรือเปล่าคะ

ครอบครัวที่เมือง Ludlow (Mr.และ Mrs. R.N.Husband) MA

อยู่ด้วยเพียงประมาณสามเดือน แต่ก็สนิทสนมพอควร เคยติดต่อ

ไปเยี่ยมบ้างระหว่างอยู่ประเทศอังกฤษ แต่พอกลับเมืองไท

ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน ต่อมาทราบว่าพ่อบ้านได้เสียชีวิตไปแล้ว ที่ผม

สนิทกว่าคือแม่บ้านที่เมือง Southend-on-Sea (Miss Margerie

Wrigat) ซึ่งบ้านนี้ผมอยู่นานถึง ๓ ปี คุณวิจิตรอยู่ ๒ แล้วย้าย้าย

ออกไป ก่อนนี้มีคนไทยเคยไปอยู่หลายคน เช่น ที่อยู่นานหน่อยน่อยและ

แม่บ้านสนิทด้วยมากๆ คือคุณวันชัย ศิริรัตน์ (อดีตอธิบดีกรมวิเทศ

สหการ) ก่อนผมไปอยู่ที่เมือง Sorthend-on-Sea มืคนไทยไปอยู่ที่

เมืองนี้กันเยอะ และหลายคนไปอยู่ที่บ้านนี้ แม่บ้านกับผมสนิทสนม

กันมาก ผมไปอยู่มหาวิทยาลัยแล้วยังกลับไปเยี่ยมบ้าง กลับประเทศ

ไทยแล้วก็ยังมีการติดต่อกัน จนมาทราบวันหนึ่งว่าท่านเสียชีวิตแล้ว

 

เมื่อผมมาอยู่มหาวิทยาลัยที่เมือง Hull ใน Yorkshire ซึ่งอยู่

ทางภาคเหนือของประเทศอังกฤษ มีเพื่อนที่สนิทกันหลายคนเพราะว่า

อยู่หอพักเดียวกัน ต่อมาในปีสตท้ายผมไปเช่าห้องอยู่ มีเพื่อนเป็น

คนมาเลเซียชื่อ Jimmmy Kob อยู่ด้วยกันสองคนในอาคารเดียวกันแต่

คนละห้อง อาคารมีลักษณะแบบทาวน์เฮ้าส์หรือห้องแถว ในระหว่าง

ที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยนี้ผมได้ไปรู้จักครอบครัวๆ หนึ่ง ซึ่งสามีทำงาม

ประเภทสรรพากร ชื่อ Mr.Peter Burns ภรรยาเป็นแม่บ้าน ชื่อ

Mrs.Helen Burns เขามีลูกเล็กๆ ๒ คนหญิงหนึ่งชายหนึ่งชื่อ

Penelope และ Paul Mrs.Helen อายุไล่เรียงกับพี่สาวผม คือ

มากกว่าผมประมาณ ๑๐ ปี ผมจึงรู้สึกเหมือนเขาเป็นที่สาวและลูกเขา

เหมือนเป็นหลานผม และผมมักจะไปมาหาสู่กับเขา เช่น เสาร์อาทิตย์

ไปทานข้าวกลางวันบ้านเขา ไปนั่งดูทีวี เล่นกับลูกเขา เสมือนผมเป็น

ส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้

แต่ผมจำไม่ได้ว่ามีเหตุอันใดนำพาให้ผมไปรู้จักกับครอบครัวนี้

อาจเป็นกิจกรรมอะไรสักอย่าง ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวที่สนิทสนม

และติดต่อกันจนทุกวันนี้ ยังมีการส่ง ส.ค.ส. ตอนปีใหม่และทั้งคู่คือ

Helen และ Peter เดยมาที่เมืองไทยหนหนึ่งมาพักที่บ้านผม ตอนนั้นเรา

มีบ้านหลังเล็กอยู่ ตรงที่ปัจจุบันลูกสาวผมอยู่ ซึ่งเมื่อก่อนญาติของ

คุณชฎาเคยอยู่ ต่อมาเขาย้ายออกไป บ้านกลายเป็นบ้านว่างเราจึงปรับ

ให้เป็น Goest House ได้เคยมีเพื่อนจากต่างประเทศมาอยู่หลายครั้ง

เหมือนกัน

ผมยังมีเพื่อนชาวอังกฤษอีกคนที่สนิทมาก เพราะอยู่หอพัก

โดยอยู่ห้องที่ติดกัน เขาเรียนจบวิชากฎหมาย ชื่อ Mr.Graeme Hard7

และภรรยาชื่อ Mrs.GIII Hardy ทั้งคู่เรียนรุ่นเดียวกัน เป็นนักกฎหมาย

 

ทั้งคู่ ผมได้รู้จักดีตั้งแต่ขณะเรียนหนังสือ เมื่อผมกลับมาประเทศไทย

แล้วเคยกลับไปเยี่ยมเขาที่ประเทศอังกฤษ ๑ ครั้ง โดยในครั้งเดียวกัน

นั้นผมก็ไปเยี่ยมและไปนอนค้างที่บ้านของ Helen และ Peter Bums

e คืน และค้างที่บ้านของ Grame และ Gill Hardy & คืน ต่อมา

Graeme และ Gill ได้มาเยี่ยมมและผมพาไปท่องเที่ยวในประเทศไทย

อยู่หลายวัน ในช่วงที่เขาท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ เขาก็พักอยู่ที่บ้านผม

เช่นเดียวกับช่วงที่ Helen และ Peter Burns มา

สรุปแล้วผมมีเพื่อนนักเรียน ๑ คน และเพื่อนครอบครัว ๑

ครอบครัวจากประเทศอังกฤษ ที่ยังติดต่อกันอยู่ ปีหนึ่งต้องส่ง ส.ส.ส.ส.

หรือไม่ก็เขียนจดหมาย บางครั้งยกหูโทรศัพท์คุยกัน และถ้าผมไป

อังกฤษและมีเวลาพอผมจะพยายามแวะไปเยี่ยมเขา แต่ผมไม่ได้ได้ได้ไป

อังกฤษนานแล้ว กำลังคิดว่าอยากหาโอกาสไปอีกสักตั้งก็จะดี

 

ตอนที่ ๔

ชีวิตหัวใจอาสา

งานคือหน้าที่ หน้าที่คือชีวิต

 

"ผมเองไม่ได้ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักธุรกิจจริงๆ

เท่าไรนัก เพียงแต่อยากเรียนรู้ด้านธุรกิจบ้าง

ลึกๆ ในใจจริงๆ ผมอยากทำเรื่องทางสังคม

ซึ่งสอดรับกับการที่ผมได้รับ

ทุนธนาคารแห่งประเทศไทยไป

ก็เพื่อกลับมารับใช้สังคม

อยู่แบงก์ชาติถือว่าได้รับใช้สังคม

และผมคิดว่าการไปเรียนรู้ด้านธุรกิจ

เป็นการเรียนรู้สังคมให้กว้างขวางขึ้น

แต่สุดท้ายแล้วผมอยากทำให้สังคมตรงๆ เลย

ผมจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกจากธนาคารไทยหนุ

เพื่อออกมาทำงานเป็น

'ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย'

นั่นคือ ทำงานด้านการพัฒนาชนบทและ

การพัฒนาสังคมแบบเต็มตัว

ถือว่าเป็นเส้นทางสำคัญ

ในชีวิตที่ตรงกับใจของผมมากที่สุด"

 

เป้าหมายและปรัชญาชีวิต

ฮาจารย์คะ ตอนที่เรียนและได้ทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย อารย์

เริมวางแผนหรือยังคะ ว่ากลับมาจะทำอะไร เป็นอะไร หรือต้องการ

อะไรในชีวิต มีคำตอบในใจบ้างหรือยังคะ

เนื่องจากได้รับทุนธนาคารแห่งประเทศไทยไป วิถีชีวิตจึงค่อนข้าง

ชัดเจนว่ากลับมาทำงานให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารได้ส่งไป

เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเงิน เพราะว่าธนาคาร

แห่งประเทศไทย เป็นธนาคารที่ดูแลเรื่องการเงินของประเทศนะครับ

ฉะนั้นจึงมีเส้นทางชัดเจนอยู่แล้ว ว่ากลับมาทำงานด้านเศรษฐกิจก

นี่แหละครับ

ตลอดชีวิตผมตั้งแต่เด็กเลยนะครับ ไม่เคยคิดแบบจะเป็นนั่น

เป็นนี่ ไม่เคยเป็นประเด็นในใจเท่าไรนัก ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ มีหน้าที่

อะไรก็ทำไป ฉะนั้นตั้งแต่เด็กมาแล้วผมไม่เคยคิดว่าอยากเป็นนั่นเป็นนี่

เพียงแต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งต้องตัดสินใจว่าจะเรียนทางไหน ก็เลือกเรียน

วิทยาศาสตร์ และมุ่งที่จะไปเรียนแพทย์ ตงเนื่องมาจากความนิยม

สมัยนั้นประกอบกับผมมีพี่ชายเป็นแพทย์อยู่ด้วย แต่ผมไม่ถึงกับไปไม่ฝัน

ที่จะต้องเป็นแพทย์ หรืออยากเป็นแพทย์มากๆ เพียงแต่คิดว่าคงจะ

เป็นทางที่ดีเมื่อเทียบกับทางอื่น ต่อมามีช่องทางรับทุนจากธนาศารแห่ง

ประเทศไทยไปเรียนที่อังกฤษ เรียนเศรษฐศาสตร์ ก็ถือว่าดีอีกแบบหนึ่ง

 

ซึ่งเมื่อเรียนแล้วย่อมต้องกลับมาทำงานให้ธนาคาวแห่งประทย โดย

ไม่ได้ติดไกลไปว่า ทำแล้วจะต้องเป็นนั้นเป็นนี่ ได้ตำแหน่งนั้นทำแหน่งนี้

คือทำตามหน้าที่ไปเรื่อยๆ ตำแหน่งตำงๆ เป็นเรื่องตามมาเอง

เหมือนลักษณะว่า อาจารย์ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่ค่อยตั้งเป้า หรือ

วางแผนอะไร สบายๆ นะคะ ไม่ได้กะเกณฑ์อะไรกับตัวเองเยอะ แล้ว

การเรียนเศรษฐศาสตร์ดีไหมคะ สนุกไหมคะ

ครับ ผมเป็นคนประเภท ไม่ได้ใฝ่ฝันทะเยอทะยานอยากนั้น

ลยากนี่ หรือตั้งเป้าว่าต้องเป็นนั่นเป็นนี่ ดูว่า มีเรื่องอะไรให้ทำไป

ไม่ได้หวังว่าชีวิตจะต้องไปทางไหน และไม่ห่วงอะไรกับเส้นทางชีวิต

ไปทางไหนก็ได้โดยดูความเหมาะสมและความพึ่งพอใจเป็นช่วงๆ ไป

ส่วนเรื่องการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ถือว่าไปกันได้ เพราะเป็นวิชาที่ไร้

ความคิด ซึ่งผมเป็นคนชอบใช้ความคิด เป็นนิสัยส่วนตัวตั้งแต่เด็กแล้ว

ครับ ชอบคิดนั่นคิดนี่ แต่ไม่ได้คิดแบบนักประดิษฐ์อะไรนะครับ

คือคิดไปเรื่อยๆ

คิดยังไงคะ อาจารย์คิตวิเตราะห์ พอมีเหตุ แล้วมีผลลลอะไรยังไง

ยกตัวอย่างได้ไหมคะ

ใช้ความคิดใช้หลักเหตุและผลทำนองนั้น ต่อมาผมได้ศึกษา

ธรรมะของพระพุทธเจ้า คือช่วงอยู่ที่อังกฤษ มีคนให้หนังสือไปเล่มหนึ่ง

เป็นตำบรรยายของท่านพุทธทาส สมัยนั้นได้ยินกิตติศัพท์ทำนอยู่

แต่ไม่ได้ศึกษารายละเอียด พอดีมีคนให้หนังสือเป็นตำบรรยายที่ทำน

พุทธทาสให้กับผู้ที่จะเป็นผู้พิพากษา ใช้หัวข้อว่า -ใจความสำคัญของ

พุทธศาสนร- ต่อมาหนังสือเล่มนี้โต๋งดังมากและได้ปรับมาเป็นชื่อ

 

-คู่มือมนุษย์" หนังสือเล่มนี้ ผมได้อ่านเองอย่างละเอียด ตั้งแต่เรียน

หนังสืออยู่ที่ประเทตอังกฤษและในระยะหลังๆ ได้ซื้อมาแจกคนจำนจำนานาน

มาก เพราะเป็นหนังสือที่มีคุณคำมากและมีคนได้อ่านกันมาก -คู่มือ

มนุษย์- มีทั้งฉบับเต็มและฉบับสรุป ฉบับเต็มมีชื่อว่า -คู่มือมนุษย์ฉบัย

สมบูรณ์ ซึ่งฉบับที่ผมได้ติดตัวไปประเทศอังกฤษเป็นฉบันฉบัม ทำให้

ผมมีโอกาสศึกษาอย่างละเอียด ศึกษาไปคิดพิจารณาตามไป ช่วยให้ผม

คิดอะไรได้เยอะ เป็นการคิดอย่างลึกซึ้งและเป็นประโยชน์ต่อผมมมมมมาก

ไม่ได้ถึงขั้นอยากบวชตลอดไปใช่มั้ยคะอาจารย์

ไม่ได้ถึงขั้นนั้นครับ เมื่ออ่านแล้วเกิดความซึมซับ และพยายายาม

ปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านพุทธทาสคือ ท่านบอกว่าวิธีได้ประโยชน์

จากธรรมะ ทำได้ ๒ วิธี คือวิธีทางเทคนิค กับวิธีตามธรรมชาติ ผม

ถนัดวิธีตามธรรมชาติ จึงใช้วิธีตามธรรมชาติพินิจพิจารณาธรรมะของ

พระพุทธเจ้า และเห็นว่าเกิดผลจริง เกิดผลในการกล่อมเกลาจิตใจเรา

ให้เข้าถึงความเป็นจริงของธรรมชาติและบรรลุความสงบเย็น เมื่อ

มีความสงบเย็นในจิตใจ เราจะอยากทำความดีและละเว้นการทำไม่ดี

ฉะนั้นเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา มีผลต่อกันและกันและไปด้วยกัน การ

ได้อ่านและปฏิบัติตามดำบรรยายของท่านพุทธพาส ทำให้เข้าใจหลัก

ธรรมของพระพุทธเจ้า และคิดว่าเป็นจุดสำคัญในชีวิตของผม ทำให้

ผมได้พบหลักคิดและหลักยึดที่สำคัญ ซึ่งผมได้ยึดถือและปฏิบัฏิบัติตลอด

เรื่อยมา มีเข้มบ้างอ่อนบ้างตามจังหวะของชีวิต แต่ได้ใช้เป็นหลัก

อยู่เสมอจนปัจจุบัน เมื่อมีเวลามีโอกาสก็มาทบทวนในใจอยู่เนื่องๆ

พินิจพิจารณาบ่อยๆ จนกระทั่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

 

ทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

จนถึงปัจจุบันก็ใช้เล่มเดียวใช้ได้ตลอดชีวิตเลยนะคะ แล้วพออาจารย์

กลับมาถึงเมืองไทย ทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย สนุกไหมตะ

การทำงานสมัยนั้น

ต้องถือว่าดีมากๆ ครับ เพราะว่าในธนาคารแห่งประเทศไทย

สมัยนั้นมีผู้บริพรรที่ทั้งเป็นคนดีและมีความสามารถสูง นั่นคือ อาจารย์

ดร.ปัวย อึ้งภากรณ์ ท่านเป็นผู้ว่าการ แต่รองลงมาจากอาจารย์ป้าย

ก็มีรองผู้ว่าการ มีผู้ช่วยผู้ว่าการ มีผู้อำนวยการฝ่าย ซึ่งทั้งหมดเป็น

คนดีและแก่งทั้งนั้นเลย เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับพวกเราที่ทำงาน ในแง่

ความสุจริต ในแง่ความเป็นธรรม ในแง่ความขยันหมั่นเพียร ในแง่

การใช้หลักวิชา การต้องศึกษาค้นคว้าและอื่นๆ

เมื่อมีผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างที่ดี พวกเราก็ได้รับอิทธิพล ค่าว่าพวกเรา

คือมีเพื่อนๆ หลายคนที่เข้ามาในรุ่นใกล้ๆ กัน นักเรียนทุนรุ่นแรกมี

คน ได้แก่ คุณวิจิตร ฮูพินิจ ซึ่งทำงานต่อเนื่องจนกระทั่งได้รับการ

แต่งตั้งเป็นผู้ว่าการ (ป็นนักเรียนที่กลับมาเป็นคนแรกในปี ๒๕๐๕๐๙)

คุณประทีป สนธิสวรรณ ซึ่งเสียดายที่อายุยังไม่ถึง ๔๐ (ทำงานได้

ประมาณ ๑๔ ปี) ก็เสียชีวิตไปด้วยโรคไวรัสในต้นหนิดปี (ก่อนเสียชีวิต

ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักนักผู้ว่าการและรองโฆษกรัฐบาส) และผมซึ่ง

ขอลาออกหลังจากทำงานได้ประมาณ ๑๖ ปี (เพื่อไปสัมผัสกับโลก

ที่กว้างกว่างานธนาคารแห่งประเทศไทย)

หลังจากนั้นก็มีนักเรียนทุนรุ่นต่อๆ มา ทยอยกันเข้าทำงาน ได้แก่

ดร.โอฬาร ไชยประวัติ (อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์

และอดีตรอะนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สถาบัน

 

วิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง) คุณเริงชัย มะระกานนท์ (อดีตผู้ว่าการ

ธนาการแห่งประเทศไทย) คุณจรุง หนูขวัญ (อดีตรองผู้ว่าการธนาการ

แห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการ

นโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) ธนาคารแห่งประเทศไทย) ดร.ศุลชัย

พานิชภักดิ์ (อดีตรองนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันเป็นเลขาธิการการ

ประชุมสพประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด)) คุณนวพร

เรืองสกุล (อตีตเลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการธนาคารเกียรตินาคืน จำกัด (มหาชน)

และยังเรียนหนังสือด้านการเงิน ต้านเศรษฐศาสตร์ ด้านธรรมะอีก

หลายเล่ม) คุณเอกกมล คีรีวัฒน์ (อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกำกับ

หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการ

บริษัทหลักทรัพย์ ซึมิโก้ จำกัด (มหาชน)) คุณดวงมณี วงณี วงศ์ประที่ป

(ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศ

ไทย) ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ (อดีตผู้วการธนาคารแห่งประเทศไทย

ปัจจุบันเป็นประชานกรรมการบริหาร บมจ.ธนาคารกรุงไทย) คร.พิสิฐ

ลีอาธรรม (อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปัจจุบันเป็น

ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาตการเงินการคลัง สภาที่ปรึกษา

เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) คุณเสร็ จินตนเสรี (อดีตกรรมการและ

ผู้จัดภารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นประธามกรรมการมการ

บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) คุณเตชะพิทย์ แสงสิงแก้ว (อดีต

รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบันเป็นประธานภรรมการ

บริษัทบริหารสินทรัพย์ สุขุมวิท จำกัด) คุณธีระชัย ภวนาถนรานุบาล

(ปัจจุบันเป็นเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และ

ตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)) คุณนวรัตน์ เลขะกูล (อดีตที่ปรึกษาผู้ว่าการ

และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย ปัจจุบัน

 

เป็นผู้เชี่ยวชาญและนักเขียนด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม)

คุณเกียรติศักดิ์ มีเจริญ (อดีตผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบธนาคารธนชาต) ดร.ธาริษา

วัฒนเกส ซึ่งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ในปัจจุบัน และ

มีนักเรียนทุนอีกหลายคนที่ล้วนเป็นคนมีความสามารถสูง นอกจากนั้น

ก็ยังมีคนอื่นๆ ที่ไม่ได้รับทุนแบงก็ชาติแต่มีความรู้ความสามารถสูงไม่

ยิ่งหย่อนไปกว่านักเรียนทุน เข้ามาทำงานที่แบงก์ชาติพร้อมทั้งมีดวาม

เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานเป็นอย่างดีกันอีกมากทีเดียว

วัฒนธรรมองค์กรของแบงก์ชาติเป็นยังไงบ้างคะฮาจารย์

มีการสร้างสมมาตั้งแต่ท่านผู้ว่าการพระองค์แรก คือ พระวรวงศ์เรค

พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ไชยยันต์ (เป็นผู้ว่าการ ๒๗ พฤศจิกายน

๒๔๘๕-๑๖ ตุลาคม ๒๔๘๙ และ ๓ กันยายน ๒๔๙๘-๒ ธันวาคม

๒๔๙๙๑) ทำนได้วางรากฐานไว้ดี รวมทั้งในสมัยอาจารย์ ดร.ปัวย

อึ้งภากรณ์ ซึ่งท่านเป็นผู้ว่าการอยู่ ๑๒ ปี (๑ล มิถุนายน ๒๕๐๕๐๒๐๖๔

สิงหาคม ๒๕๑๔) มีการวางหลักการ วางแนวทางไว้ดีมาก โตยเฉพาะ

ในเรื่องความสุจริตและการใช้หลักวิชา ทำให้เราอยู่ในวัฒนธรรมที่ถือว่า

 

ดีมากๆ เป็นองค์กรที่เข้มแข็งสามารถ เป็นที่นับถือ มีความน่าเชื่อถือ

ครับ ทำให้การทำงานรู้สึกว่ามีคุณค่าเป็นประโยชน์นี้มีสาระ รวมทั้ง

สนุกด้วย

ทีแบงก์ชาติอาจารย์ทำตำแหน่งอะไรบ้างคะ

เริ่มต้นผมทำงานด้านวิชาการ คือศึกษา ต้นคว้า หาข้อมูลเก็บ

ข้อมูล เขียนบทบันที่ก หรือ Papper ทำนอกสารวิชาการต่างๆ ร่วมประชุม

ทางวิชาการกับผู้อื่นทั้งในประทศและต่างประเทศ ทำอยู่ระยะหนึ่ง แล้ว

ผมก็มารับหน้าที่พิเศษ คือช่วงนั้นแบงก์ชาติมีตวามคิดที่จะพัฒนา

ตลาดทุน (Capital Market) และจัดตั้งตลาดหุ้น ผมได้รับมอบหมาย

ให้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศ (Prof. Sidney M. Robbine

จากมหาวิทยาลัย Columbia ประเทศสหรัฐอเมริกา) ที่เข้ามาช่วยศึกษา

แนะนำ ในที่สุดได้น์ไปสู่การจัดตั้งตลาคคหุ้นที่มีชื่อว่า -ตลาดหลักทรัพย์

แห่งประเทศไทย" จากนั้นผมหันกลับไปทำงานด้านวิชาการอีกครั้งหนึ่ง

โดยเป็น -หัวหน้าหน่วยสถาบันการเงิน" และแล้ววิถีชีวิตการงานของผม

ก็เริ่มเปลี่ยนแนว คือมาทำหนด้านการบริหารบุคคล การฝึกอบรม เป็น

หัวหน้าส่วนการพนักงานและหัวหน้าศูนย์ฝึกอบรม" และเปลี่ยนอีกครั้ง

หนึ่งไปเป็น "ผู้อำนวยการสำนักงานภาคใต้" (ระทว่าง ๔ ตุลาคม

๒๕๒๓-๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๖) ดูแล ๑๔ จังหวัดในภาคใต้ โดย

ตัวสำนักงานตั้งอยู่ที่อำอาภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หน้าที่ของสำนักงาม

ภาคคือคล้ายกับการบริหารแบงก์ชาติเล็กๆ ในระดับภูมิภาค

ผมอยู่ได้ปีกว่าก็ย้ายกลับมาทำงานค้านการกำกับและตรวจสอบ

สถาบันการเงิน ในตำแหน่ง -รองผู้อ่านวยการฝ่าย" ซึ่งมีระดับเท่ากับ

ผู้อำนวยการสำนักงานภาค หลังจากอยู่ในตำแหน่งนี้ประมาณ ๑ ปี ผม

 

ก็ได้รับการขอยืมตัวให้ไปเป็น -กรรมการและผู้จัดการตลาดหรัพย์

แห่งประเทศไทย-ทั้งนี้เพราะได้เกิดวิกฤติตลาตหุ้น ผู้จัดการตลาด

หลักทรัพย์ได้ลาออกไป จำเป็นต้องหาคนใหม่ พอดีผมมีส่วนในการ

ศึกษาเรื่องตลาดหันหรือตลาดหลักทรัพย์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญมาก่อน

ทางคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์จึงขอให้ผมไปเป็นผู้บริหารชั่วคราว

นะครับ ซึ่งทำอยู่ประมาณ ๑ ปี ๗ เดือน ก็กลับมาแบงก็ชาติ

ฟังจากที่เล่า ชีวิตของอาจารย์ค่อนข้างราบรื่นนะตะ คือมีการทำงานที่

มันคง และก้าวหน้าขึ้นเป็นกำลับ จนกระทั่งไปเป็นผู้บริหาร อาจารย์คะ

ยากมั้ยคะ กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารในธนารแห่งประเทศไทย

 

เนื่องจากผมเป็นนักเรียนทุนของชนาคารแห่งประเทศไทยต้อง

ถือว่าได้รับการดูแล ให้มีความเตรียมพร้อม อย่างเช่นเรียนจบที่ให้ไป

ฝึกงานที่ธนาคารชาติอังกฤษและสถาบันการเงินอื่นๆ อยู่ประมาณ

๓ เตือน พอกลับมาที่แบงก์ชาติ มีการทำงานโดย "เวียนงาน

หน่วยงานต่างๆ เป็นเวลา ๑ ปี อย่างที่ปัจจุบันเรียกว่า Exeiบive

Trauning คือการฝึกให้เป็นผู้บริหาร ซึ่งถือว่าเป็นการทำให้เรามี

ความพร้อมยิ่งขึ้น ฉะนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ได้รับภารที่สำคัญมากขึ้ญมากขึ้น

โอกาสที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้นจึงเป็นไปตามระบบ

ที่ทางแบงก์ชาติวางแผนไว้ เพราะว่าที่ส่งไปเรียนหนังสือหรือให้ทุนไป ก็

เพื่อให้กลับมาทำงานและเป็นผู้บริหารเมื่อถึงเวลาอันควร ฉะนั้น

พวกนักเรียนทุนโดยรวมจะก้าวหน้าในการงานได้ดี แต่จริงๆ แล้วคน

ที่ไม่ใช่นักเรียนทุน ที่จบจากต่างประเทศ หรือบางคนจบในประเทศ

ที่มีความสามารถ ก็ก้าวหน้าในการงานได้ดีเช่นเดียวกัน ที่นี่เป็นองค์กร

ที่เปิดกว้างครับ

การได้ไป เวียนงาน* ตามหน่วยงานต่างๆ เป็นเวลา ๑ ปี นับว่า

มีประโยชน์และคุณค่าอย่างยิ่ง อย่างน้อยสำหรับผม นอกจกจากจะได้

ความรู้ ความเข้าใจ ความคิด เกี่ยวกับงานค้างๆ ของแบงแบาติ

ทั้งหมดแล้ว ยังได้พบ ได้รู้จัก ได้สนทนา ได้คุ้นเคยกับผู้บริหารและ

เจ้าหน้าที่ที่หลากหลายจำนวนมาก ผู้บริหารแทบทั้งหมดให้ความเมตตา

กรุณา ให้ความเป็นกันเอง ให้ความรู้ความคิดแก่ผมอย่างมีคุณค่าและ

อย่างประทับใจ เท่าที่ยังจำได้ท่านผู้บริหารเหล่านี้ได้แก่ คุณพิสุทธิ์

นิมมานเหมินท์ (ต่อมาเป็นผู้ว่าการ) คุณสมหมาย ฮุนตระกูล (ต่อมา

ออกจากแบงก์ชาติไปเป็นกรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทเงินทุน

อุตสาทกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทย

พาณิชย์ แล้วไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) คุณหญิงสุภาพ

ยศสุนทร (ต่อมาเป็นกรรมการบริหารธนาคารโลก) คุณประจิตร

ยศสุนทร (ต่อมาออกจากแบงก็ชาติไปเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคาร

ไทยพาณิชย์) คุณกรองทอง ชติมา คุณเผด็จ นิติสิติสิริ คุณอภิชัย

ไชยวรรธนะ (ต่อมาบันรองผู้ว่าการ) คุณสมพงส์ ธนะโสภณ (ต่อมา

เป็นรองผู้ว่าการ) ดร.ถวัล ดูตระกูล อจ.ย็น ฮันตระกูล คุณชวลิต

ธนะชานันท์ (ต่อมาเป็นผู้ว่าการ) คุณดุษฎี สวัสดิ์-ชูโต (ต่อมาออก

จากแบงก์ชาติไปเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และเป็นประธาน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) คุณวารี หะวานนท์ คุณนัณนันท์

กิจจาลักษณ์ คุณศิริ นันทรักษ์ คุณสุวัตถ์ รัชไชยบุญ คุณพิพัฒน์

ไกรฤกษ์ คุณเกษมจิตต์ อัศวจินดา อาจาจารย์ประเสริฐ เรืองสกุล

คุณสมศักดิ์ แสงทองสุข คุณประพาพิมพ์ ศกนตาภัย คุณมนตรี

 

สุพานิช อาจารย์เมือง เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา คุณอาบบุญ วณิกกุล

คุณปกครอง ไชยกาล คุณเพ็ญวรรณ ทองดีแท้ และอินๆ

นอกจากผู้บริหารแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่รุ่นที่ที่ผมได้พบได้รู้จัก ได้

เรียนรู้ประสบการณ์และความคิดของท่าน และบางท่านก็ได้เกิดความ

สนิทสนม คุ้นเคยกันต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ผมอยู่แบงก์ชาติ แม้จน

ทุกวันนี้ เช่น คุณภัทลี สมบัติสิริ คุณสุรพล เย็นธุรา คุณปานทิพย์

อัทธเสรี (ปัจจุบันเป็นคุณหญิงปานทิพย์) ม.ล.เครือจิตร เหมินทร์

คุณจงกล มาสำราญ ม.ร.ว.อนงดเหวัญ เทวกุล คุณประจวบ พันธุมจินตา

สำหรับท่านผู้ว่าการในช่วงเวลา ๑๖ ปีที่ผมอยู่แบงก็ชาติ มี

ทั้งหมด ๔ ทำน ได้แก่ คร.ปัวย อึ้งกากรณ์ คุณพิสุทธิ์ นิมมานเหมินท์

ดร.เสนาะ อูนากูล และ คุณนุกูล ประจวบเหมาะ ทุกทำนเป็นคนดี

และคนเก่ง เป็นผู้นำผู้บริหารที่ดี สร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับธนาตาร

แห่งประเทศไทย และมีความเมตตากรุณา สร้างแรงบันดาลใจที่ตีให้กับ

พนักงานแบงก์ชาติเป็นอันมาก นับเป็นโชคดีของผมที่ได้อยู่ทำงานใน

ช่วงเวลาที่ท่านเหล่านี้เป็นผู้ว่าการ

การเป็นผู้บริหาร

แล้วอาจารย์เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหารแบบไหนคะ เคยเจอลูกน้องที่

ไม่ขยันไหมคะ

ทำงานไปเราก็เรียนรู้ไป ผมเริ่มต้นเป็นหัวหน้าหน่วยเล็กๆ ที่มี

เจ้าหน้าที่ประมาณ ๑๐ คน ขณะนั้นผมไม่ได้มีความรู้พิเศษในเรื่องการ

 

เป็นผู้บังคับบัญชาหรือการบริหาร ผมจึงทำไปตามสามัญสำนึญนึก คิดว่า

อะไรดีก็ทำ ในการทำงานจะมีเรื่องงานกับเรื่องความสัมพันธ์ โดย

ธรรมชาติผมจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ผมไม่ใช่คนประเภท

ที่ชอบทะเลาะเบาะแว้ง หรือก็ตกันอะไรใคร มีความเอื้อเพื่อเผื่อแผ่

มีความเป็นมิตร ฉะนั้นในแง่สัมพันธภาพคิดว่าไปได้ดี เพราะเป็นสิ่งที่

ทำได้เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว อีกอย่างคือเรื่องงาน อาศัยที่มีความรู้ความ

เข้าใจ มีความเอาใจใส่ศึกษาพิจารณา ก็ดูแลเรื่องงานให้เดินไปได้ สรุป

แล้วเรื่องสัมพันธภาพกับเรื่องานเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป ต่อมา

เมื่อทำงานมากขึ้นผมได้ไปเรียนรู้ ไปเข้ารับการฝึกอบรม เรื่องการเป็น

ผู้บังคับบัญชา การเป็นนักบริหาร ศาสตร์การบริหารต่างยิ่งตอนหลัง

ผมมาอยู่ทางฝ่ายบุคคล เป็นหัวหน้าส่วนการพนักงานและหัวหน้า

ศูนย์ฝึกอบรม ต้องจัดการฝึกอบรมให้คนอื่นมากมาย ทำให้ผมเองได้

 

เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะหลัง ผมเลยมองตัวเองว่าเป็นผู้รู้เรื่องการ

บริหาร มากกว่าที่จะเป็นนักเศรษฐศาสตร์

อาจารย์ช่วยให้คำแนะนำคนที่เป็นผู้นผู้บริหารด้วยค่ะ ว่าถ้าเจอลูกนั้น

ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไม่ทำตามหน้าที่เท่าไรนัก จะทำอย่างไร

มีวิธีเฉพาะตัว และวิธีเป็นกลุ่ม วิธีเฉพาะตัวจะเป็นการพูดจา

กันเฉพวะตัว ให้ความสนใจ ดูแล เชิญมาพูดคุย หรือไปเยี่ยมเยียน

เพราะว่าปัญหาที่เกิดขึ้น อาจจะมาจากเรื่องที่สลับซับซ้อน ที่เกิดจาก

ชีวิตส่วนตัวเขา ครอบครัวเขา ภูมิหลังเขา อาจมีปัจจัยเกี่ยวข้องเยอะ

ยิ่งช่วงที่ผมไปอยู่ต่างจังหวัด ไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงานภาค อยู่ที่

อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ดูแลการดำเนินงานของแบงก์ชาติใน

พื้นที่ ๑๔ จังหวัดของภาคใต้ มีผู้ใต้บังคับบัญชาตั้งแต่ ยาม นักการ

ขึ้นมา จนถึงหัวหน้าส่วน พบว่ามีปัญหากันเยอะเหมือนกัน บางที

เป็นปัญหาเรื่องการเงิน ปัญหาหนี้สิน ผมก็พยายามดูแลโดยใช้วิธีแบบ

เฉพาะตัว คือดูแลเป็นคนๆ ไป

วิธีดูแลอีกแบบคือดูแลเป็นกลุ่ม ตรงนี้ต้องไช้ความรู้ความสามารถ

เรื่องพลวัตกลุ่มหรือ Group Drnanics รวมทั้งใช้ศาสตร์การจัดการ

การบริหารองค์กร ซึ่งมีองค์ประกอบทั้งเรื่องคน เรื่องระบบ เรื่อง

กระบวนการ การสื่อสาร เทคโนโลยีและอะไรๆ อีกหลายๆ อย่าง คือ

ต้องมองเชิงระบบ เราอาจต้องใช้เทคนิค เช่น สมัยนั้นมีที่เรียกว่า

Sensitivity Traiming หรือการเข้ากลุ่มฟ้าลักษณะ Workshop เป็น

กลุ่มเพื่อเปิดใจเข้าหากัน ตั้งเป้าหมายร่วมกัน ปรับพติกรรม ปรับ

แผนงาน อะไรต่างๆ นานา คือทำเป็นกลุ่ม และอาศัยอิทธิพลกลุ่ม

ซึ่งจะนำพาให้แต่ละคนเปลี่ยนแปลงไป และทั้งกลุ่มหรือทั้งองค์กร

 

เปลี่ยนแปลงไป หลังๆ นี้จะนิยมการทำเป็นกลุ่มกันมาก แต่ขณะ

เดียวกันการทำแบบเฉพาะตัวก็ยังสามารถทำไปด้วยได้ เพียงแต่จะ

ได้ผลเฉพระตัวเป็นหลัก ในขณะที่กรรทำเป็นกลุ่มจะได้พลังเยอะกว่า

เกิดผลที่กว้างขวางกว่า

ลาออกจากแบงก็ชาติ

ไปอยู่ธนาคารไทยทนุ

อาจารย์ทำอยู่แบงก็ชาติดีๆ แล้วทำไมอาจาจารย์ถึงอาฮอกจากแบงก็ชาติ

ล่ะคะ

ผมทำงานอยู่แบงก์ชาติประมาณ ๑๓ ปี แล้วได้รับการยืมตัว

ไปอยู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในฐานะกรรมการและผู้จัดการ

เป็นเวลเกือบ ๒ ปี จากนั้นกลับไปทำงานที่แบงก็ชาติอีก ๑ ปี ถือว่า

อยู่รับใช้แบงก์ชาติโดยรวมเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์ด้วยทั้งหมดประมาณ

๑๖ ปี (ปี ๒๕๑๐-๒๕๒๖๖ โดยช่วงปี ๒๕๒๓-๒๕๒๕ ไปร่วยงาน

ตลาดหลักทรัพย์)

ในระยะเวลานั้นผมมีความคิดว่าในชีวิต น่าจะทำอะไรมากกว่า

อย่างเดียว เมื่อได้ทำงานในภาครัฐ คือแบงก์ชาติเป็นเวลานพอสมดาร

อย่างที่ผมพูดในตอนต้นว่า ผมไม่ค่อยมีความให้ฝันทะเยอทะยานอะไร

ในชีวิต ไม่ได้อยากเป็นนั่นเป็นนี่ ฉะนั้นไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องอยู่เพื่อ

เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ ไม่ได้คิดอย่างนั้น ซึ่งหากผมทำงานที่แบงก็ชาติ

ต่อไปเรื่อยๆ ก็คงจะได้เป็นนะครับ (หัวะ) หากแค่ผมไม่ได้คิดว่ากากาการ

 

เป็นผู้ว่าการนั้นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผม ผมไม่เป็นก็เปิดโอกาสให้

คนอื่นได้เป็น ผลต่อส่วนรวมไม่ต่างกันอย่างสำคัญหรืออาจจะดีกว่า

ด้วยซ้ำ (หัวเราะ) สำหรับผม ผมติดว่าในชีวิตน่าจะทำอะไรหลายๆ อย่าง

และช่วงนั้นผมมีความติดอยู่ว่าบทบาททางภาคธุรกิจมีความสำคัญ

ภาครัฐก็สำคัญ แล้วยังเอิญผมได้มาเกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจปักง จาก

ที่ได้ศึกษาได้เข้าใจในเรื่องตลาดหุ้น ตลาดเงิน การธนาร ซึ่งอยู่ใน

ภาคธุรกิจ ประกอบกับระยะนั้นกำลังมีความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

ระหว่างรัฐกับเอกชน หรือรัฐกับธุรกิจ กำลังเป็นประเด็นที่ทำกันอยู่

เป็นสมัยที่มี กรอ. คือคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาลและเอกชนเพื่อ

แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ภายใต้รัฐบาล พลเอกเปรม ติณสุลานนท์

ผมสนใจเรื่องความร่วมมือระพว่างภาครัฐกับธุรกิจ และคิดว่าหากผม

ได้ทำงานในภาคธุรกิจบ้างจะน่าสนใจ และเป็นประโยชน์

พอดีมีเพื่อนมาชวนให้ออกมาอยู่ธนาคารพาณิชย์ ผมจึงตัดสินใจ

ออกมาเพื่อจะมีประสบการณ์ด้านธุรกิจบ้าง หลังจากที่อยู่ในภาครัฐ กับ

ภาคกึ่งรัฐ คือผลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมทั้งหมด ๑๖ ปี

ถือว่าได้รับใช้แบงก็ชาติมามภกพอสมควรแล้วจึงขออกมาอยู่ภาคธุรกิจ

โดยผมไม่ได้ได้ฝันที่จะมีฐานะร่ำรวยหรือมีตำแหน่งสูงสูงในภาคธุรกิจ

แต่ประการใด ไม่ได้อยากมาเป็นผู้จัดการใหญ่หรืออะไรทำนองนั้นหรอก

ครับ เพียงอยากมาสัมผัส มาเรียนรู้มากว่า ซึ่งเมื่อมาทำงานในภาค

ธุรกิจแล้ว ผมไม่ถึงกับทำส่วนที่เป็นธุรกิจแท้ๆ มากนัก ผมมาช่วยต้าน

การวางแผนและการพัฒนาองค์กรมากกว่า

อาจารย์ออกมาอยู่ธนาคารอะไรคะ

สมัยนั้นชื่อธนาคารไทยหนุ ซึ่งเป็นธนาคารเก่าแก่ แต่ว่าขนาดเล็ก

ผมมีส่วนช่วยจนกระทั่งธนาคารมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่พอมาเจอวิกฤติ

เศรษฐกิจ ปี ๒๕๙๘5 ธนาคารไทยทนก็โดนด้วย ในที่สุดเลยไปยุบรวม

อยู่ในธนาคารทหารไทย ซึ่งขณะนั้นผมออกมาแล้วนะครับ ผมไปอยู่

ขนาคารไทยทนูได้ประมาณ ๕ ปีครึ่ง (ตั้งแต่ปี ๒๕๒๖-๒๕๓๓) ก่อน

วิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ หลายปี

 

ลาออกจากธนาคารไปเป็น "เอ็นจีโอ"

อาจารย์ออกจากขนาดารไหยหนูแล้วไปทำอะไรคะ

หลังจากที่ผมเรียนจบแล้วกลับมาเมืองไทยทำงางานที่แบงก์ชาติ

พอดีเป็นเวลาที่ อาจารย์ ตร.ป่วย อึ้งภากรณ์ และคุณหญิงสุภาพ

ยตสุนทร ได้ตั้งมูลนิธิบรณะชนบทแห่งประเทศไทย ขึ้น (จตทะเบียน

มูลนิธิในปี ๒๕๑๐ เริ่มตาเนินงานในปี ๒๕๙๒) คุณหญิงสุภาพได้มาชาชาน

ให้ผมเป็นผู้ช่วยเลขานุการของมูลนิธิ ไปช่วยจดนั่นจดนี่ และได้ไปดู

การทำงานจริงที่จังหวัดชัยนาท ซึ่งมีศูนย์บูรณะชนบท ในตำบลต่างๆ

อยู่กว่า ๑๐ ศูนย์ ลักษณะการทำงานเป็นการพัฒนาชนบทแบบ

ผสมผสาน ๔ ด้าน คือ การพัฒนาอาชีพ การพัฒนาสุขภาพอนามัย

การพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ และการจัดการพึ่งพาตนเอง มูลนิธิ

บูรณะชนบทแห่งประเทศไทย มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Foundation for

Thailand Rural Reconstruction Movement หรือ TRRM ซึ่งมี

ต้นแบบมาจากองค์กรบูระชนบทที่ Dr.Y.C. James Yen ซึ่งท่าน

เป็นคนจีนผู้ริเริ่มก่อตั้ง โดยเริ่มที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีการก่อตั้ง

๒ องค์กรคือ 1IRR หรือ International Institute of Rural

Reconstruction (ซึ่งในปี ค.ศ.๑๙๘๖ ได้รับรางวัล Ramon Magsaysay

Award for Peace and International Understanding องค์กรนี้

มีวัตถุประสงค์หลักคือเข้าไปร่วมพัฒนากับชาวบ้านเพื่อลดปัญหาความ

ยากจน สร้างความเท่าเทียม ความยุติธรรม และความสงบสุข การ

ดำเนินงานมีลักษณะคล้ายๆ ศูนย์ฝึกอบรมรมระดับนานาชาติ) และอีก

องค์กรหนึ่งคือ PRRAM หรือ Philippines Rural Reconstruction

Movement สององค์กรนี้เป็นต้นแบบของการก่อตั้ง TRRNA หรือ

 

มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ซึ่งมีพื้นที่ปฏิบัติการอยู่ที่จังหรัด

ชัยนาทและจังหวัดอุทัยธานี

ผมได้ช่วยงานมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย (ต่อมาได้

เข้าอยู่ในพระบรมราซูปถัมภ์จนปัจจุบัน) อยู่หลายปีเหมือนกัน ได้มี

โอกาสเรียนรู้ซึมซับเรื่องการพัฒนาชนบทและปัญหาของชาวชนบท

ซึ่งผมรู้สึกผูกพันอยู่ เพราะตัวเองเกิดในชนบทและใช้ชีวิตวัยเด็กไม

ชนบท ทำให้เริ่มมีความสนใจงานต้านนี้ แต่ยังคงอยู่ในฐานะอาสมัคร

คนหนึ่งเป็นหลัก

ต่อมาเมื่อผมลาออกจากธนาคารแห่งประเทศไทย และเข้าทำงาน

ที่ธนาคารไทยทนุได้ไม่กี่เดือน ทางผู้ใหญ่ของมูลนิธิ (คุณเสนาะ

นิลกำแหง) ได้มาปรารกว่าอยากให้ผมไปช่วยงานมูลนิธิแบบเต็มตัว

ผมได้ตอบว่าถ้าผมลาออกจากธนาคารไทยทนในขณะนั้นคงไม่สมควร

เพราะว่าเพิ่งเริ่มทำงานที่ธนาตารไทยทนได้ไม่กี่เตือน จึงขอรับเข้าไป

เป็นแค่กรรมการของมูลนิธิก่อน แต่พอเป็นกรรมการแล้วเกิดพัน

มากขึ้น ไปช่วยดูแลงานในวันเสาร์-อาทิตย์ ต่อมาได้รับแต่งตั้งตั้งเป็น

ประธานกรรมการบริหาร เกิดความผูกพันมากขึ้นไปอีก ทำได้คิดว่า

คงถึงเวลาที่ผมจะออกมาทำงานด้านสังคมให้เต็มที่ เพราะว่าด้านธุรกิจ

ได้สัมผัสเรียนรู้มาพอสมควร และผมเองไม่ได้ใฝ่ฝันอยากจะเป็น

นักธุรกิจจริงๆ เท่าไรนัก เพียงแต่อยากเรียนรู้ล้านธุรกิจบ้าง ล็กๆ ใจ

จริงๆ ผมอยากทำเรื่องทางสังคม ซึ่งสอดรับกับการที่ผมได้รับทุนธนาศาร

แห่งประเทศไทยไป ก็เพื่อกลับมารับใช้สังคม อยู่แบงก์ชาติถือว่าได้รับ

ใช้สังคมและผมคิดว่าการไปเรียนรู้ด้านธุรกิจ เป็นการเรียนรู้สังคมให้

กว้างขวงขึ้น แต่สุดท้ายแล้วผมอยากทำให้สังคมตรงๆ เลย ผมจึงตัดสินใจ

ยื่นใบลาออกจากธนาคารไทยหนู เพื่อออกมาทำงานเป็น ผู้อำนวยการ

 

มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย" นั่นคือ ทำงานด้านการพัฒนา

ซุนยทและการพัฒนาสังคมแบบเต็มตัว ถือว่าเป็นเส้นทางสำคัญใน

ชีวิตที่ตรงกับใจของผมมากที่สุด ผมทำทำงานให้ธนาตารไทยหนุครบ ปี

จึงขอลาออก แต่ทางผู้จัดการใหญ่ขอให้ช่วยต่ออีกระยะหนึ่ง ในที่สุด

จึงได้สาออกจริงๆ เมื่อทำงานได้ ๕ ปีครึ่งในปี ๒๕๓๑ ออกมาทำงทำงาน

ในฐานะผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทศไทยแบมเวลา

และผมขอรับเงินเดือนที่ค่อนข้างน้อยหน่อย เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท

โดยไม่ขอเพิ่มตลอดเวลาที่เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งผมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่ง

ของการตอบแทนบุญคุณของสังคมที่ได้ให้ทนส่งผมไปเรียนจนจึนมีอาชีพ

มีชีวิตที่ดี

ชีวิตในภาคการเมืองในฐานะ

รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการ

ถือว่าอาจารย์ได้เข้าสู่เส้นทางชีวิตที่สำคัญและน่าสนใจมาก คืองาน

ด้านการพัฒนาสังคม ซึ่งทราบว่าอาจารย์ได้ทำงานด้านการพัฒนา

สังคมเป็นหลักอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ จนถึงปัจจุบัน โดยมี

กิจกรรมหลากหลายมาก ในส่วนนี้ จะได้เรียนถามอาจารย์ในรายละเอียด

ไม่ช่วงต่อไปนะคะ ยกเว้นเรื่องที่อาจารย์ได้เข้าไปอยู่ในรัฐบาลในปี

82๔๙-๒๕๙๓ เป็นทั้งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมตรีว่าการกระทรวง

การพัฒนาสังคมา ด้วย อยากให้อาจารย์ช่วยเอาประสบการณ์ และ

ผลงานในส่วนนี้ให้ฟังตอนนี้เลยได้ไหมคะ

 

ได้ตรับ แต่เป็นเรื่องยาวและซับซ้อน ผมจะขอเล่าพอสังเขป

แบบรวบรัดหน่อยนะครับ การเข้าไปอยู่ในตณะรัฐมนตรีที่มี พลเอก

สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี นั้น ถือเป็นเรื่องบังเอิญและ

มีความจำเป็นที่จะต้องมีบุคตตตตณะหนึ่งเข้ามาเป็นรัฐบาล ภายหลังการ

รัฐประหารเมื่อ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๕ ซึ่งพลเอกสุรยุทธิ์ได้รับการแต่งตั้งตั้ง

ให้เป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้การบริหารราชการ

แผ่นดินไม่หยุดชะงัก แต่ดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีรัฐธธธรมนูญใหม่

และมีการเลือกตั้งรัฐบาลไหมให้ทำหน้าที่อย่างถูกต้องเหมาะสมภายได้

ระบอบประชาธิปไตยต่อไป

 

เมื่อพลเอกสุรยุทธ์ได้ไทรศัพท์มาขอให้ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมันคงของของมนุษย์ (กระทรวง พม.)

ผมรู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกันเพราะไม่ได้รู้จักคุ้นเคยกับท่านมาก่อนเลย

เคยพบกันประมาณ ๒ ครั้ง ในการประชุมมูสนิธิเกี่ยวกับการอนุรักษ์

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่ท่านเป็นประธานและผมเป็นกรรมการ จำได้

ว่าเพียงแต่ทักทายกันแต่ไม่ใต้สนทนากัน เมื่อท่านมาทายให้ผมเป็น

รัฐมนตรีเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม ผมติดว่านอกจากเป็นความจำเป็น

ที่ต้องมีใครคนหนึ่งมาทำหน้าที่นี้แล้ว งานด้านการพัฒนาสังคมก็เป็นงาน

ที่ผมมีความรู้ ประสบการณ์ และได้ตั้งใจอุทิศชีวิตให้กับงานด้านนี้มา

ตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ รวมทั้งคุ้นเคยกับกระทรวงนี้ดีตั้งแต่การก่อตั้งในปี

๒๙๔๕ ผมจึงตกลงรับเข้ามาเป็นร้รนตรี พม. โดยมีความเห็นตรงกับ

ท่านนายกฯ สุรยุทธ์ว่า หน้าที่หลักของ ครม.ชุดนี้ คือการทำหน้าที่ชั่วคราว

ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลแต่งตั้ง (อันเนื่องจากมีการรัฐประหาย)

ไปสู่รัฐบาลเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย โดยพยายามดูแลการ

บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย ราบรื่น และเป็นผลดี

ที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับการดูแลให้มีรัฐธรรรมญใหม่และมีการ

เลือกตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญนั้นโดยเร็วที่สุด ซึ่งพลเอก

สุรยุทธ์ได้ประกาศตั้งแต่ต้นว่าจะพยายามให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ภายใน

ประมาณ ๔ ปี แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งรัฐบาลไหมโดยเร็วหลังจากนั้น

รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์เข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่

๘ ตุลาคม ๒๕๙๙ และปฏิบัติหน้าที่จนถึงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕๕๕๓

เมื่อมีรัฐบาลเลือกตั้งมารับหน้าที่แทน หลังจากผมเป็นรัฐมตรีว่าการ

กระทรวง พม.อยู่ได้ระยะหนึ่ง รองนายกรัฐมนตรี ๑ ใน ๒ ท่าน

(ม.ร.ว.ปรีติยาธร เทวกุล) ได้ขอลาออก ท่านนายกฯ สุรยุทธ์ได้แต่งตั้ง

 

ให้ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง (ควบกับกับการเป็น รมา.

กระทรวง พม.) ตั้งแต่วันที่ ๗ มีนาตม ๒๕๕๕๐ โดยดูแลด้านสังคม

ประกอบด้วยการดูแลกระทรวง พม. กระทรวงสาธาธารณสุข กระทระทรง

ศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน กับหน่วยงานที่ไม่ใช่

กระทรวงอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนตกลงใจรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

ผมได้ขอโอกาสพบสนทนากับท่านนายกฯ สุรยุทธ์ ว่าท่าท่าทำนจะให้ผมทำ

หน้าที่อะไร โดยมีความคาดหวังอย่างไร ฯลฯ ผมยังได้เสนอด้วยว่า

ท่านนำจะตั้งผู้ที่มีอาวุโสและความสามารถมากกกว่าผม แต่ท่านนายกฯ

ยืนยันรำได้พิจารณาแง่มุมทั้งหลายประกอบกันแล้ว ผมเป็นผู้เป็นผู้เหมายสม

ที่จะทำหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านสังคม คู่กับท่านรองนายกฯ

โฉสิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์ ซึ่งดูแลด้านเศรษฐกิจ ผมจึงตกลงใจรับตำแหน่ง

โดยทำนนายกฯ จะตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง พม. ให้ช่วยงาน ๑

คน ซึ่งผมขอให้ตั้ง นพ.พลเดช ปินประทีป ซึ่งขณะนั้นเป็นเลขานุการ

รัฐมนตรี พม. ให้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการและผมได้มอบงาน

ส่วนใหญ่ของกระทรวง หม. ให้หมอทลเตชดูแล เพื่อผมจะได้มีเวลา

ดูแลงานในฐานะรองนายกรัฐมนตรีได้เต็มที่ยิ่งขึ้น

ผมกับ นพ.พลเดช ได้พยายามบริหารงานของกระทรวง พม.

โดยช่วยให้มีการปรับปรุงพัฒนายุทธศาสตร์ ทิศทาง กลไก วิธีการ ฯลฯ

โดยไม่กระพบโครงสร้างใหญ่และเรื่องบุตลากรให้ไต้อย่างดีที่สด ซิ่งผม

คิดว่าเราได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นได้พอสมควร เช่น ทำให้

กระทรวง พม. มียุทธศาสตร์ ๓ ประสาน 'สังคมไม่ทอดทิ้งกัน สังคม

เข้มแข็ง สังคมคุณธรรม- เป็นทิศทางหลักในการบริหารงานของ

กระทรวง กระจายงานและงบประมาณของกระทรวง ไปสู่ภูมิภูมิภาคและ

 

ท้องถิ่นรวมถึงชุมชนอย่างกว้างขวาง ใช้กระบวนการทำงานที่ทุกฝ่ายพี่

เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมสูง โดยเฉพาะจากภาคประชาชน เราช่วยให้มีการ

ปรับปรุงกลไกและหน่วยงานที่เห็นฟ้องต้องกันว่าควรปรับปรุง เช่น

เปิดหน่วยงานระดับกรมดูแลงานด้านคนพิการโดยแก้ไขกฎหมาย

เกี่ยวกับคนพิการ ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญคือ การสามารถ

ทำให้มีพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.พ.ศ.๒๕๕๐ เกิดขึ้น แม้จะ

มีเสียงคัดค้านภายใน ครม. ด้วยกันแต่ฝ่ายนิติบัญญัติเห็นว่าตีจึงรับลูก

ต่อทำให้ พ.ร.บ. เกิดได้ในที่สุด และไข้ปฏิบัติตั้งแต่กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕๕๕

มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเกิดผลดีต่อทุกฝ่ายโดยเฉพ"ะฝ่ายชุมชนทั่วประเทธ

ไม่ได้เกิดผลเสียตามที่ผู้คัดค้านเป็นห่วงแต่ประการใด

ในส่วนที่ผมรับผิดชอบเป็นรองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านสังคม

ผมได้พยายามสนับสนนงานสำคัญของทุกกระทรวงที่ผมผลแลให้ดำเนิน

ไปได้ด้วยดี เช่น การประกาศใช้สิทธิบัตรเหนือสิทธิบัตรยา หรือ CL

(Compulsory Licensing) ของกระทรวงสาธารณสุข การปฏิรูปการ

ศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ การแก้ปัญหาความเดือดร้อนและแก้ไข

ปัญหาหนี้สินเกษตรกรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การพัฒนา

การท่องเที่ยวและการกีฬาของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การแก้

ปัญหาแรงงานต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติของกระทรวงแรงงาน การ

แก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติเกี่ยวกับภาพยนตร์ซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งทั้ง

กระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นอกจากนั้น

ผมได้พยายามดูแลให้งานของกองทุนพื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรกรแสะ

งานของกองทุนหมู่บ้านซึ่งหยุดชะงักอยู่ให้ดำเนินคืบหน้าต่อไปได้

สนับสนุนการพัฒนางานของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและ

นิทรรศการ (สสปน.) งานขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษ

 

พื่อการท่องเที่ยวอย่างยังยืน (อพท.) งานของสำนักงานคณะกรรมการ

การวิจัยแห่งชาติ (วช.) และงานอื่นๆ ที่เกี่ยวกับหลายหน่วยงาน

ซึ่งเป็นหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรีในการช่วยประสาน สนับสนุน

ให้เกิดความร่วมมือ การประสานงานจนได้ผลงานที่น่าพึงพอใจร่วมกัน

นอกจากนั้น ผมมีส่วนช่วยผลักดันให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่

สำคัญ ได้แก่ งานด้านการพัฒนาสือ (เกิดระบบการจัดวะดับตวาม

เหมาะสมของรายการโทรทัศน์ หรือ "Rang" ซึ่งได้ได้มาจนถึงทุกวันนี้

ๆลๆ) งานพัฒนาเด็กและครอบครัว งานแก้ปัญหาหนี้สินเศษตรกรกร

อย่างเป็ดเสร็จและถาวร งานบูรณาการงบประมาณจังหวัดซึ่งนำไปสู่

การแก้ไขกฎหมายให้จังหวัด เป็นหน่วยตั้งบประมาณได้และปัจจุบัน

มีผลใช้ปฏิบัติแล้ว และมีอีกหลายเรื่องที่ผมได้มีส่วนริเริ่มผลักดันแต่

ยังไม่ถึงกับเกิดผลในทางปฏิบัติด้วยเหตุของข้อจำกัดต่างๆ และอุปสรรค

นานาประการ

มีอีกสองเรื่องที่ผมมีส่วนเกี่ยวข้องและสะสนุนอยู่บ้าง ซึ่งเป็น

ผลงานเชิงนวัตกรรมของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ และผมพอใจที่รัฐบาล

สามารถผลักดันจนเป็นกฎหมายบังคับใช้สำเร็จ นั่นคือ พ.ร.บ.องค์การ

กระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.๒๕๕๑

และ พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง พ.ศ.๒๙๙๑ ซึ่งได้มีการนำมาปฏิบัติ

และเริ่มนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในทั้งสองสองการ คือ วงการสื่อ

สารารณะ (โหรทัศน์ วิทยุ ฯลฯ) และวงการการพัฒนาการเมือง

โดยเฉพาะการเมืองภาดพลเมือง หรือการเมืองภาคประชาชน

รวมทั้งหมดแล้ว ผมคิดว่าผมได้ทำหน้าที่ในรัฐบาลชำลชำงเปลี่ยน

ผ่านหรือรัฐบาลชั่วคราวได้เต็มกำลังความสามกรถ โดยเกิดการปรับปรุง

เปลียนแปลงที่สำคัญได้มากพอสมควร แม้สถานการณ์มิได้เอื้ออำนวย

แต่เต็มไปด้วยอุปสรรคและข้อจำกัดมากมามายหลายประการ ในการนี้

ผมได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนอย่างมากและอย่างมีคุณคำสูงจาก

ทีมงานทั้งที่มีตำแหน่งเป็นทางการและที่ไม่มีตำแหน่งเป็นทางทางการ

ทั้งที่มาช่วยงานแบบเต็มเวลาและแบบบางเวลา ที่มาช่วยงานแบบ

เต็มเวลาและผมอยากระบุชื่อเป็นพิเศษได้แก่ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป

(เต็มเป็นเลขานุการ รมว หม. ต่อมาเป็น รมช.ทม.) คุณเอนก นาคะบุตะบุตร

(ที่ปรึกษา รมว พม.) ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ (เลขานุการรองนายกฯ)

ดร.กิตติวัฒน์ อุชุปาละนันท์ (ที่ปรึกษารองนายกฯ) คุณสิน สื่อสวน

(เลขานุการ รมว.พม. แทน นพ.พลเดช) คุณจริกา นตาลัย (ที่ปรึกษา

พิเศษให้กับ รมว.ทม และรองนายกๆ คุณวรัญญา เตียวกุล คุณวิสุทธินี้

แสงประดับ คุณประสพศรี สุขมาก และคุณภมรศรี ไพบูลย์ธย์รวมศิลป์

นอกจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่จากกระทรวง พม. และสำนักเลขาธิการ

นายกรัฐมนตรี ที่มาช่วยงานแบบเต็มเวลาอีกหลายคน รวมทั้งที่ปรึกษา

แบบบางเวลาอีกจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้ผมขอกล่กล่าวถึง ศ.นพ.ประเวศ

วะสี และ นพ.สุวิทย์ วิยุลผลประเสริฐ เป็นพิเศษ โดยคุณหมอ

 

ประเวศได้ให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผมในเรื่องนโยบายและยุทธศาสตร์

ตั้งแต่เป็นที่ทราษแน่ชัดว่าผมจะได้รับแต่งตั้งตั้งเป็น พม. ในรัฐบาล

พลเฮกสุรยุทธ์ ส่วน นพ.สุวิทย์ ได้มาช่วยเป็นประธามคณะที่ปรึกษา

เชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ให้แก่ผมในฐานะรองนายกรัฐมตรีดูแล

ด้านสังคม ผมรู้สึกขอบคุณและซึนชมบุตคลเหล่านี้ทั้งหมดเป็นอย่างยิ่ง

เพราะหากไม่ได้ความช่วยเหลือสนับสุนจากบุคคลเหล่านี้ ผมคงไม่

สามารถทำหน้าที่และมีผลงานที่ผมเองรู้สึกพอใจตามที่ได้สรุปมาพล

สังเขปนะครับ

ผมขอนถมท้ายอีกหน่อยว่า ผมถือว่า การดำรงตำแหน่งตำแหน่งในรัฐบาล

เป็นการไปทำหน้าที่ไม่ใช่เป็นการไปได้ตำแหน่ง ได้เกียรติยศ หรือได้

ลาภ แต่ประการใด ฉะนั้นเมื่อการทำหน้าที่เสร็จสิ้นลง ผมจึงรู้สึก

โล่งใจและดีใจที่หน้าที่และการกิจเสร็จสิ้นแล้ว ไม่ได้มีความคิดที่อยาก

อยู่ในตำแหน่งต่อไปเลยแม้แต่น้อย

ย้อนรอยดูบ้านเกิด

ฟังอาจารย์เล่าถึงประสบการณ์และผลงานในช่วงที่อยู่ในรัฐบาลพลเอก

ธุรยุทธ์แล้ว รู้สึกทั้งเหนื่อยและชื่นใจแทนนะคะ นับว่าอาจารย์ได้มี

ช่วงหนึ่งของวัยทำงานที่ได้ทำหน้าที่เพื่อชาติ เพื่อสัวคมโดยตรงและ

อย่างเต็มที่ ขอขอบคุณอาจารย์ที่ช่วยสรุปเรื่องที่ยาวและซับซ้อนให้สิ้น

ละกินตรามได้ดีทีเดียว แต่อาจารย์คะก่อนที่จะขอให้อาจารย์

ผลงานพัฒนาสังคมในส่วนที่ไม่ได้อยู่ในรัฐบาลซึ่งถือเป็นงานหลักใน

 

ชีวิตของอาจารย์ อยากขอยัอนไปถามอีกหน่อยว่า ช่วงที่อาจารย์กลับมา

จากอังกฤษและทำงานหนักนั้น ครอบครัวและคุณแม่เป็นอย่างไรบ้างไรบ้างคะ

ช่วงที่ผมกลับจากอังกฤษ ส่วนใหญ่คุณแม่จะอยู่ที่กรุงเทพฯ

เพราะว่าคุณยายท่านเสียไปแล้ว คุณแม่จึงมาอยู่กรุงเทพฯ เป็นหลัก

และพี่ๆ ส่วนใหญ่ก็อยู่กรุงเทพฯ มีพี่สาวคนโต (พี่ทองคำ คำเที่ยง)

คงอยู่ที่ตำบลนาดู ส่วนพี่คนอื่นๆ ที่คุณแม่จะมาอยู่ด้วยเป็นหลัก อยู่ที่

กรุงเทพฯ ทั้งหมด แต่ว่าแยกย้ายกันอยู่ที่ต่างๆ ผมจะพยายามไปเยี่ยม

คุณแม่เป็นประจำ ประมาณสัปดาห์ละครั้ง คือผมกับคุบคุณแม่อยู่คนคนคนระ

บ้าน ผมไม่มีบ้านของตัวเอง ไปอาศัยอยู่กับพี่ชายตนหนึ่ง และมีอยู่

ช่วงหนึ่งที่ผมไปอาศัยอยู่กับเพื่อน

ผมมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับคุณแม่อยู่หลายปี ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดี

ได้ใกล้ชิดกับคุณแม่จนกระทั่งท่านอายุมาก และเริ่มเจ็บป่วย แต่

คุณแม้ก็มีอายุยืนคือเสียชีวิตเมื่อทำนอายุ ๘๔ ปี (๒๓ มีถุนายน ๒๕๒๕๒๕

ฌาปนกิจศพ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๔)

มีคำพูดของคุณแม่หรือคุณพ่อที่นึกถึงบ่อยๆ มั้ยคะ

คำพูดนึกไม่ได้ชัดเจน แต่นึกถึงความสัมพันธ์มากกว่า เป็น

ความรู้สึกทางใจที่ผมกับคุณแม่และคุณพ่อได้อยู่ด้วยกัน ได้ทำอะไร

ด้วยกันกับคุณแม่ คุณแม่ไปขุดดินไปปลูกผัก ผมก็มักจะไปนั่งดู ช่วดู ซึ่วะ

รดน้ำผัก เวลาคุณแม่ใช้เข็มเย็บเสื้อผ้าด้วยมือ ผมมักช่วยสนเข็ม

ให้ เพราะเข็มมีรูเล็กมาก สายตาเด็กจะมองได้ชัดกว่า ผมจึงได้เรียนวิธี

เย็บเสื้อผ้าด้วยมือ ทุกวันนี้เวลากระตูมเสื้อของผมหลุด ผมมักจะนั่ง

เย็บเอง เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง (หัวเราะ) หรือเวลางคืน ที่บ้าน45)

(ชนบท) อากาศจะเย็นหน่อย เรามี ๓ บ้านเชื่อมต่อกันจากฝั่งคลง

 

ไปถึงฝั่งทุ่ง คุณยายกับน้ำสาวอยู่บ้านเดียวกันซึ่งอยู่ติดฝั่งคลอง บ้าน

น้าสาวเลยเป็นที่ชุมนุม กลางคืนเรามักจะไปนั่งคุยที่นั่น มีคุณยาย

อยู่ด้วย คุยกันเรื่องนั้นเรื่องนี้ ปกติบ้านต่างจังหวัดจะมีชานเรือนซึ่งมิ

บรรยากาตโล่งๆ เย็นๆ ระหว่างคุยกันเราอาจนดูดาวดูอะไรไปเรื่อยๆ

พอดึกหน่อยรู้สึกง่วงก็แยกย้ายกันไปนอน มีอีกเยอะที่เป็นความสัมทัมพ์

กับคุณแม่ ซึ่งผมจะนึกถึง รวมถึงคำพูดต่างๆ ในเหตุการณ์ต่างๆ

ด้วย ส่วนผมกับคุณพ่อมาใกล้ชิดกันเมื่อผมเข้ามาเรียนในกรุงทพฯ

จากมัธยม ๑ (โรงเรียนไพศาลศิลป์) จนถึงมหาวิทยาลัยปี ๑ (คณะ

วิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์) จากนั้นคุณพ่อ

ได้เสียชีวิตระหว่างผมได้ทุนไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ

เป็นความรู้สึกและความสัมพันธ์ที่น่าประทับใจจริงๆ ค่ะ เมื่อครู่อาจารย์

เล่าว่าอาจารย์ไม่มีบ้านของตนเอง ต้องไปอาศัยอยู่กับเพื่อนด้วยหรือคะ

ตอนนั้นทำงานธนาดารแห่งประเทศไทย ก็มีเงินเดือนพอประมาณ

ไม่ใช่หรือคะ

ผมได้งินเดือนเริ่มต้นที่ขนาคารแห่งประเทย (เมื่อปี ๒๕๒๕๑๐)

ประมาณเตือนละ ๒.๘๘๐๐ บาท ยังไม่พอที่จะมีบ้านอยู่เป็นของคนเอง

หรอกครับ ถ้าจะกู้เงินสวัสติการสร้างบ้านต้องรอให้ทำงานครบ ๓ ปีก่อน

จึงจะสามารถกู้ได้เป็นจำนวนเงินไม่เกิน ๔๐ เท่าของเงินเตือน ผมจึงมึ

ทางออกด้วยการไปอาศัยอยู่กับพี่ชายคนหนึ่ง (พี่ไพฑูรย์ วัฒนศิริธรรรรม)

และต่อมาได้มาอยู่บ้านเพื่อน (คุณวิจิตร และคุณกิระนันท์ สุพินิจ)

บังเอิญเขามีห้องว่าง จึงมาอาศัยห้องว่างเขาอยู่ จนกระทั่งผมแรง474

จึงย้ายมาอยู่บ้านภรรยา (คุณชฎา) ในปี ๒๕๓๕

 

บ้านคุณพ่อคุณแม่ที่น่าดู ปัจปัจบันนี้ยังอยู่เหมือนเดิมหรือเปล่าคะ

บ้วนยังอยู่ครับ ไม่มีคนอาศัยประจำอยู่ที่นั่นและบ้านได้ทรุดโทรม

ไปตามการเวลา แต่เราได้ซ่อมจนสามารถไปนอนพักได้ ทุกๆ ปีพวกเรา

พี่น้องและญาติสนิทจะไปทำบุญกันอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ประมานเดือน

ตุลาคม เอาวันจากไปของคุณแม่เป็นหลัก ถือโอกาสทำบุญเลี้ยงพระ

พร้อมทำบุญกับวัด พี่น้องและญาติสนิทจะไปพร้อมกันที่นั่น แต่ว่า

บ้านของน้าสาว (บ้านคุณยาย) นั้นได้ถูกรื้อไปแล้ว น้าสาว น้าชายก็

เสียชีวิตไปหมด น้าสาวไม่มีลูก มีแต่หลานชาย ๒ คน ซึ่งเป็นลูก

ของน้าสาวคนเล็กสุดและน้าสาวคนเล็กสุดนี้ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ลูก

ยังเล็กๆ น้าสาวซึ่งเป็นพี่ของน้าสาวคนเล็กและตัวเองไม่มีลูก ได้

ช่วยดูแลหลานชายทั้งสองแทน ต่อมาหลานชายทั้ง ๒ คนได้ย้ายไปอยู่

ที่อื่น จึงไม่มีใครใช้บ้านนี้และถูกรื้อไป ดังนั้นบ้านของเรา ๓ หลังจึงจึงจึง

เหลือเพียง ๒ หลัง

คือไม่มีบ้านที่อยู่ติดริมฝั่งคลองแล้ว แต่ก็ได้มีการสร้างบ้านไหม่

ขึ้นมาทางด้านที่ติดกับท้องทุ่ง คือบ้านลูกชายคนโตของน้าชาย ซึ่ง

เคยเป็นผู้ใหญ่บ้าน ปัจจุบันได้เสียชีวิตไปแล้ว เขาได้ปลูกบ้านเพิ่มอีก

หลังหนึ่ง ส่วนบ้านน้าชายแท้ๆ ลูกสาวคนหนึ่งของน้าซายซึ่งแต่งงานแล้ว

ได้อยู่ในบ้านหลังนี้กับสามีและลูก และลูกสาวคนเล็กของน้าชายยังได้

ปลูกบ้านเพิ่มอีกหลังหนึ่งเป็นหลังเล็กๆ ติดกับชายทุ่ง แต่ตัวเองและ

ครอบครัวอยู่ประจำที่กรงเทพฯ โดยไปที่บ้านนาคูเป็นครั้งครั้งคราว ตกลง

ขณะนี้จึงมีบ้านทั้งหมด ๔ หลัง อยู่ใกล้ชิดกัน ๓ หลังโดยมีสะพานไม้

เชื่อมต่อกัน ส่วนหลังสุดท้ายต้องเดินผ่านถนที่ถมสูงขึ้นมาและอยู่

ภายในบริเวณบ้าน ส่วนบ้านผมหรือบ้านคุณแม่ (ปัจจุบันเป็นกรรมสิทธิ์

ของพี่องุ่น สุธรรมกิจ) ยังคงเป็นบ้านหลังเก่า ที่ได้รื้อทิ้งบางส่วนไป

 

และสร้างเพิ่มบางส่วนขึ้นมา พร้อมกับซ่อมแชมส่วนต่างๆ ให้อยู่ใน

สภาพที่พอไปพักอาศัยได้

สถานะสุขภาพร่างกาย

ขอคำถามแถมอีกสักหนึ่งข้อนะตะ ก่อนที่จะไปคุยกันกันในเรื่องที่เป็น

งานหลักในชีวิตของอาจารย์ ซึ่งคืองานต้านการพัฒนาสังคม ตลอด

ชีวิตของอาจารย์เรื่องสุขภาพร่างกายเป็นยังไงบ้างคะ

ถ้าพูดโดยรวม สุขภาพร่างกายของผมอยู่ในเกณฑ์ดีมาตลอดตั้งแต่

วัยเด็กจนถึงผมอายุ ๖๓ ปี ในช่วงเวลานั้น ผมแข็งแรง กระฉับกระเอง

เจ็บป่วยน้อยมาก มีที่เป็นหวัดเป็นไข้บ้าง ผมก็มักปล่อยให้หายเอง

ไปตามธรรมชาติ ผมรับประทานยาน้อยมาก เมื่อทำงานอยู่กับหน่วยงายาน

ต่างๆ ก็แทบไม่ได้ไช้บริการหรือค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเลย

จนกระทั่งเดือนกันยายน ๒๕๔๗ ผมอายุ ๖๓ ปีครึ่ง ผมต้อง

เข้ารับการผ่าตัดใหญ่ที่โรงพยายาลจุฬงกรณ์ (โดย ศ.นพ.พ.สุวิทย์

ศรีอัษฎาพร) ใช้เวลาประมาณ ๕ ชั่วโมงครึ่ง เพราะผมเป็นมะเร็ง

เนื้อเยื่ออ่อนชนิดที่เรียกว่า "Sarcomล" ไปหุ้มส่วนหัวของตับอ๋อน

แพทย์ต้องตัดเอาส่วนหนึ่งของตับอ่อน (ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์)

ออกไป กระเพาะประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท่อน้ำตีพร้อมถุงน้ำดี เ

Duอdอมแm (ส่วนเชื่อมจากกระเพาะสู่ล่าไส้เล็ก) ประมาณ ๓๐ ซึม.

ถือเป็นการเจ็บป่วยครั้งใหญ่ และต้องเข้านอนโรงพยาลเป็นครั้งแรก

ในชีวิต พลังจากพักพื้นประมาณ ๖ เดือน ผมกลับมาลับมามีสุขพแข็งแรงดี

 

เกือบเท่าเดิม จนเดือนตุลาคม ๒๕๕๐ ผมอายุ ๖๖ ปิครึ่ง ผมต้อง

ได้รับการ สวนหัวใจ หรือ บัลลูน* (Angioplasty โดย นพ.สรณ

บุญใบชัยพฤกษ์ ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี) คือสอด -ขตลวด" (Stธยณ)

เข้าไปทางเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ๓ เส้น โดยใช้ขตลวด ๕ ขด อาการ

ที่ผมเป็นครั้งนี้คือ หลอดเลือดหัวใจอุดตัน ๑ เส้น และตีบอีก ๒ เส้น

ผมพักฟื้นประมาณ ๒ สัปดาห์ ก็กลับมาใช้ชีวิตและทำงานตามปกติ

ได้ (ขณะนั้นผมมีตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมันคงของมนุนุษย์ ในช่วงปลาย

ของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์)

ต่อมาในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๑ (อายุ ๖๗ ปีเศษ) ผมต้องเข้า

รับการผ่าตัดใหญ่อีกครั้งหนึ่งเพราะ "Sarcomล" เจ้าเก่าหันมาหุ้มไล

ด้านขวาทำให้แพทย์ (ศ.นพ.สุวิทย์ ศรีอัษฎาพร ที่โรงพยาบาล

จุฬาลงกรณ์) ต้องตัดไตด้านขวาและลำไส้อีกประมาณ ๔ ชม.ออกไป

การผ่าตัดใหญ่ครั้งที่สองนี้ทำให้สุขภาพร่างกายของผมโดยทั่วไป

ทรุดไปพอสมควร แม้พักพื้นหลายเดือนแล้ว ผมก็ไม่กลับมาแข็งแรง

กระฉับกระเฉงเท่าที่เคยเป็นก่อนการผ่าตัด (ครั้งที่สอง) และหลังจากนั้น

ไม่นาน ในเดือนเมษายน ๒๕๔๒ ผมได้ไปทำ -CT Scan- พบว่ามี

ก้อนเนื้อเกิดขึ้นอีกในช่องท้องรวม ๔ หรือ ๕ ก้อน แพทย์วิเคราะห์ว่า

น่าจะเป็น "Sarcoma" นั่นเองกระจายตัวออกไป ครั้งนี้แพทย์หลายท่าน

ได้ปรึกษากัน รวมทั้งมีการตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติม (ทำ "PETICT

Scan" ฯลฯ) แล้วแนะนำให้ใช้วิธี -เคมีบำบัด- (Chemotherapy)

ซึ่งผมจะเริ่มรับเคมีบำบัดเข็มแรกในวันที่ ๒๒ สิ่งหาคม ๒๕๕๒ (โดย

นพ.ไพโรจน์ สินสารัตน์ ที่โรงพยาบาลธนบุรี) โดยจะมีการให้เคมีบำบัด

รวม ๖ เข็ม ซึ่งจะเสร็จสิ้นในปลายปี ๒๕๕๒

 

ในเรื่องนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติที่คนเราจะต้อง

เจ็บป่วยบ้างไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ไม่อย่างหนักก็อย่างเบา ไม่ช้าก็เร็ว

ในช่วงของชีวิตคนทุกคน ผมเองโชคดีที่มีสุขภาพไนเกณฑ์ดีมาตลอด

จนถึงอายุ ๖๓ ปีครึ่ง และมีสุขภาพ "พอใช้ได้" ต่อมาอีกจนถึงปัจจุบัน

เมื่อผมมีอายุ ๖๘ ปีครึ่งกว่าๆ โดยผมได้ทำหน้าที่การงาน หน้าที่ต่อ

สังคม หน้าที่ต่อครอบครัวญาติมิตร และหน้าที่ต่อตนเอง มาได้ดี

พอสมควรและม่ากพอสมควรแล้ว ผมจึงไม่มีอะไรที่ต้องการในชีวิต

เพิ่มเติมและไม่มีอะไรที่ต้องห่วงใยกังวล เมื่อเจ็บป่วยก็ดูแลรักษาไป

เท่าที่ทำได้ ถ้าสบายดีพอก็ทำหน้าที่ในชีวิตที่พึงทำไปเท่าที่สามารถทำได้

แม้ในขอบเขตจำกัดอันเนื่องมาจากปัญหาสุขภาพและความชราภาพที่

ย่อมเพิ่มขึ้นทุกวัน ทุกวันนี้ผมจึงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขความสบายใจ

ตามปกติ มีความสงบความพึงพอใจ ไม่ได้มีความทุกข์ความเดือดร้อน

ในใจแต่อย่างใดครับ

ฟังเรืองสุขภาพร่างกายของอาจารย์แล้วน่าประทับใจนะคะ โดยเฉพาะ

ในด้านทัศนตติ ความคิดของอาจารย์ต่อเรื่องสุขภาพร่างกายและต่อ

ชีวิต อาจารย์จะมีอะไรแนะนำผู้อื่นเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพบ้างไหมคะ

มีครับ ที่จริงผมได้เขียนบทความชิ้นหนึ่งและได้พิมพ์แจกจ่ายไป

พอสมควร ชื่อบทความว่า -ไม่เป็น (โรค) ไม่รู้ (สึก) : สุขภาวะเป็น

เรื่องที่ควรสร้างสมตลอดชีวิต- ซึ่งผมได้สรุปว่า คนทุกคนควรดูแลสุขภาพ

ทั้ง ๔ ด้านคือ (๑) สุขภาพทางกาย (๒) สุขภาพทางใจ (๓) สุขภาพ

ทางปัญญาหรือจิตวิญญาณ และ (๔) สุขภาพทางสังคมหรือในการอยู่

ร่วมกัน ให้เนิ่นๆ ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งแต่ ก่อนเกิด ได้ยิงดี โดย

ผู้จะเป็นพ่อแม่ดูแลให้ หรือคิดได้เมื่อไรควรเริ่มเมื่อนั้น และทำต่อไป

 

อย่างสม่ำเสมอจะดีที่สุด หลักการดูแลสุขภาพทั้ง ๔ ด้านที่ผมสรุปจาก

ประสบการณ์และการเรียนรู้ของผมดื้อ (๑) อาหารที่มีคุณภาพและ

ปริมาณเหมาะสม (๒) การออกกำลังกายที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ

(๑) การพักผ่อนที่ดีและเพียงพล (๔) การรักษาสภาพจิตใจที่เป็นสุข

แจ่มใสมองโลกในแง่ดี และ (๕) แบบแผนการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม

และเป็นทางสายกลาง ทั้งหมดนี้ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ทุกคนมีสุภาวะ

หรือสุขภาพดีแบบบูรณาการ คือดีทั้ง ๔ ด้าน ได้ดีกว่าและมาก

ถ้าไม่ทำตามหลัก ๕ ข้อนั้น ผมเองก็ได้พยายามทำและกำลังพยายายาม

ทำตามหลักทั้ง ๕ ข้อนั้นอยู่นะครับ เท่าที่สามารถทำได้

ลีจังเลยนะคะ ข้อแนะนำของอาจารย์ หวังว่าท่านผู้ฟังจะนำไป

พิจารณาทำดูนะคะ

ผมก็ขออนุโมหนาด้วยนะครับ และขอให้ทุกคนรวมทั้งคุณปีก

มีสุขภาพดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง

ขอบพระคุณค่ะ อาจารย์

 

ตอนที่ 5

สามัญคืนสู่สามัญเพื่อชุมชนสังคมและเพื่อนมนุษย์

 

"สังคมที่พึงปรารถนา

ควรจะเป็นสังคมที่มี ๓ ฐานหลักประกอบกัน

รวมทั้งสนับสนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

ฐานที่ ๑ คือความดี

ฐานที่ ๒ คือความสามารถ

ฐานที่ ๓ คือความสุข

๓ ฐานนี้จะเกื้อกูล ค้ำยัน ซึ่งกันและกัน

ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งจะเสียดุล

ขาดความมั่นคงยั่งยืนและ

จะเจริญก้าวหน้าไปตลอดไม่ได้

จะมีการสะดุดเป็นระยะๆ เช่น

สังคมไทยที่มีปัญหาวิกฤติอยู่ทุกวันนี้ ผมคิดว่า

ความอ่อนด้อยที่หนักที่สุดคือเรื่องความดี"

 

ทำงานพัฒนาชนบทและชุมขน

อาจารย์คะ ในช่วงเวลาปลายทางชีวิตของอาจารย์ซึ่งผ่านมาแล้วประมาณ

๒๐ ปี อาจารย์ได้ทำเรื่องที่สำคัญและละตรงกับใจมากที่สุด คืองานด้านการ

พัฒนาชนบทและสังคม ขอเรียนถามว่า เมื่อเข้ามาทำงานเต็มตัวและ

เต็มเวลาทีมสนิธิบรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ อาจารย์ได้ต้นพบและ

ได้ทำอะไร อย่างไรบ้างคะ

การทำงานที่มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ ทำให้ได้เรียนรู้

มากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะรู้ว่ามีอะไรที่เราจำเป็นต้องร้องรือควรได้รู้

แต่ยังไม่รู้อีกเยอะมาก รวมทั้งทำไห้มีโอกาสร่วมงานกับเอ็นจีโอระดับ

ประเทศหลายต่อหลายคน จำนวนหนึ่งเป็นศิษย์เก่าของมูลนิธิบริบูาณะ

ซนบทฯ เป็นเอ็นจีโออาวุโส อย่างเช่น คุณเรือง สุขสวัสดิ์ (เป็นเอ็นจีโอ

ภาคกลาง ได้เสนอแนวคิดสำคัญที่เชื่อมโยงการพัฒนาด้านการเงิน

และการศึกษาสำหรับชาวนาที่ไม่มีที่ดินเป็นซองตัวเอง) คุณพิศษฐ์

ชาญเสนาะ (เป็นเอ็นจีโอภาคใต้ เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

และสิ่งแวดล้อม ได้รับรางวัล "Goldman Environmental Prize"

จากงานประกาศมอบรางวัลนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมดีเด่นของโลก

ประจำปี ๒๕๔๔๕) คุณบำรุง บุญปัญญา (เป็นเอ็นจีโอภาคอีสาน

เจ้าของทฤษฎีสองเปิด คือเปิดการผลิตแบบเดิม และเปิดความพันธ์ที่

ข้ามเฉพาะกลุ่มชาวนา เพื่อหลีกหนีระบการเกษตรแบบอุตสาทกรรม)

 

คุณสมพงษ์ สุทธิวงศ์ (เป็นเอ็นจิโอภาคเหนือ นักพัฒนาผู้ใช้ชีวิต

คลุกคลีกับงานศูนย์ฝึกอาชีพเยาวชนแบบสมสมสานที่บ้านบางกุ้ง

จังหวัดอุทัยธานี)

ทั้ง ๔ ท่านเป็นผู้ที่ทำงานในช่วงเริ่มต้นของมูลนิธิบูรณะชนบทฯ

เดิมก่อนที่จะมีมูลนิธิบวณะชนบทแห่งประเทศไทย องค์กรสำรส่วนใหญ่จะ

เป็นในลักษณะสังคมสงเคราะห์ องค์กรที่จะลงไปพัฒนาชนบท พัฒนา

ชุมชนแบบเป็นระบยังไม่มี จึงเป็นที่ยอมรับกันว่า มูลนิรีบูรณะชนบพ

แห่งประเทศไทยฯ เป็นองค์กรเอกชนที่ทำงานพัฒนาอย่างเป็นระบบ

และเป็นกิจจะลักษณะเป็นแห่งแรกในประเทศไทย จึงมักได้รับการ

กล่าวว่าเป็น -First NGO in Thailand" องค์กรการกุศลต่างๆ ที่เกิด

มาก่อนมูลนิธิบูรณะชนบทฯ ก็เรียกได้ว่าเป็นเอ็นจีโอเหมือนกันแต่เป็น

ลักษณะ "Welfare NGO ในขณะที่มูลนิธิบรณะชนบทบทแห่งประเทศ

โทยฯ เป็น -Dovelopment NOO" บรรดาศัษย์เก่ามูลนิธิบรณะชนะชนบท

แห่งประเทศไทยฯ หลายคนได้กลายเป็นผู้นำเอ็นจีโอและเป็นนักพัฒนา

ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่ยังทำงานอยู่

 

ร่วมประชุมระดับโลก

เรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา

ช่วงที่ผมเป็นผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทศไทยฯ

ได้ระยะหนึ่ง ในปี ๒๕๓๕ อาจารย์เสน่ห์ จามริก ซึ่งขณะนั้นท่านเป็น

ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรือเรียก

ย่อๆ ว่า กป.อพช. ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างองค์กรพัฒนาเอกซน

ที่มีกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาสังคมทั้งในเมืองและชนบท โตยมี

เครือข่ายต่างๆ ประสานงานกัน ได้ให้ผมไปฝึกอบรมในหลักสูตร

-Asian NGO Leadership Fellows Program" เป็นระยะเวลา ๑

เดือน ที่ Institute of Development Research เมืองบอสตัน

ประเทศสหรัฐอเมริกา และในปี ๒๕๓๕ ผมก็ได้รับการแต่งตั้งตั้งนั้น

ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งผมทำอยู่

ไนวาระ ๒ ปี คือ พ.ศ.๒๕๓๕-๒๕๓๗รับมาน นอกจากนั้นในช่วงเวลานี้ ผม

ยังได้ไปร่วมประชุม -Global Forum' ซึ่งภาคองค์กรพัฒนาเอกชน

(เอ็นจีโอ) จากนานาชาติร่วมกันจัดคู่ขนานกับ -UN Conferencอ on

Environment and Development (UNCED) viอ "Earth

Summit' ("การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา"

หรือ าการประชุมสุดยอดโลกๆ ซึ่งจัดขั้นที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศ

บราซิลในปี ๒๕๓๕ และเป็นการประชุมที่มีความสำคัญสูงในระดับโลก

โดยบังเกิดผลเกี่ยวกับนโยบายและการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการ

พัฒนาของประเทศต่างๆ ในโลกต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้

 

ง า น ผ ลั ก ดั น น โ ย บ า ย

อย่างเป็นรูปธรรม

ผมทำงานที่มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ ตั้งแต่ปี

๒๕๓ฉ-๒๕๕๔๐ ในช่วงนั้น การเคหะแห่งชาติอยากตั้งกลงทุนพัฒนา

ชุมชนแออัดทั่วประเทศไทย แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ผม

บังเอิญมีโอกาสไปให้แง่คิดและวิธีการกับทางการเคทะฯ ซึ่งทางการ

เดหะฯ ชอบใจ และขอให้ผมช่วยทำ การศึกษาความเหมาะสมหรือ

Feasibility Study ผมก็ทำจนเสร็จเรียบร้อยสำหรับการเคหะฯ เพื่อ

นำไปเสนอรัฐบาล

สุดท้ายรัฐบาล คุณอานันท์ ปันยารชุน เห็นชอบ ออกมาตรการ

โดยตั้งเป็น ฯกองทุนพัฒนาคนจนในเมือง โดยการเศหะแห่งชาติอก

ข้อบังคับจัดตั้งเป็นหน่วยงานพิเศษ ชื่อว่า -สำนักงานพัฒนาชุมชน

เมือง" หรือ พชม. มีวงเงินของกองทุน ๑,๒๕๐ ล้านบาท เพื่อพัฒนา

ชุมชนแฮอัล เงินทุนจำนวนนี้มอบหมายให้การเดทะฯ เป็นผู้ดูแลจัดการ

และทางการเคหะฯ ได้แต่งตั้งให้ผมเป็นกรรมการผู้จัดการของสำนักงาน

พัฒนาชุมชนเมือง ซึ่งจากจุดนี้ผมได้เรียนรู้มากและได้เพื่อนร่วมงาน

ที่ดีมีความสามารถหลายคนมาช่วยกันทำงาน การทำงานตรงนี้เป็นการ

บุกเบิกใหม่ในระดับหัวประเทศ จุดสำคัญคือต้องเข้าถึงคนในชุมชน

เราพากันเข้าไปในสลัม ทำแบบ Empowerment คือการช่วยให้ชุมชน

สร้างพลังได้เอง ต่างกับหน่วยงานโดยทั่วไปในภาครัฐซึ่งมักทำแบบ

Top-Dowล เข้าไปคิดให้ชุมชนทำให้ชุมชนมากกว่าให้ชุมชนคิดเอง

ทำกอง ผมทำหน้าที่นี้อยู่ ๕ ๕ ปี ได้เรียนรู้มากจนพอจะถือได้ว่าเป็นผู้รู้

คนหนึ่งเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชน

 

ผมทำหน้าที่กรรมการผู้จัดการสำนักงานพัฒนาชุมชมชนเมือง

(พชม.) อยู่ระหว่างปี ๒๕๓๕ ๒๕๔๐ ซึ่งในช่วงนี้ผมยังคงดำรงทำแหน่ง

ผู้อำนายการมูลนิธิบูธีบูรณะชนบทห่งประเทศไทยฯ แต่ไม่รับคำตอบคำตอบแทน

และได้มอบหมายงานส่วนใหญ่ให้รองผู้อำนวยการรับผิดชอบดูแล ซึ่ง

ต่อมารองผู้อำนวยการผู้นั้นได้ขึ้นเป็นผู้อ่านายการและเป็นอยู่จนปัจจุบัน

ได้แก่ คุณศิริวรรณ เจนการ

แสดงว่าอาจารย์เข้าไปขับเคลื่อนงานทั้งในเชิงนโยมายและในเชิงปฏิบัติ

ในระดับชาติหรือระดับทั่วประเทศด้วย ซึ่งหากเป็นองค์กรพัฒนา

เอกชนหรือเอ็นจีโอ คงทำไม่ได้ใช่ไหมคะ ยังมีอีกไหมคะ ที่เป็นงาน

ประเภทนี้ที่อาจารย์ทำ

มีครับ คือผมในฐานะผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะชนบทแห่ง

ประเทศไทยฯ ได้เกิดความคิดว่า งานของมูลนิธิฯ ที่ผ่านมาเป็นการ

นำร่องวิธีการพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน ซึ่งได้ผลดีระดับหนึ่ง แต่ถ้า

จะให้ได้ผลดียิ่งขึ้น มูลนิธิฯ ควรทำงานเชิงผลักดันนโยบาย (Policy

Advocacy) ด้วย วิธีทำของผมไม่ใช่แบบไปวิพากษ์วิจารณ์ หรือ

ประท้วงคัดค้านนโยบาย หากแต่ไปศึกษาความเหมาะสมให้ หรือไป

ช่วยทำให้เลย เช่น ในช่วงปลายของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

แห่งชาติฉบับที่ ๗ (ปี ๒๕๓๕-๒๕๓๙) ซึ่งมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

เป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนากาการเศรษฐกิจและสังคม

แห่งชาติ (สตช) หรือเรียกสั้นๆ ว่า "สภาพัฒน์' ได้มอบหมายให้ผม

และคณะ เป็นผู้รับผิดชอบจัดกระบวนการระตมความคิดจากนักพักพัฒนา

เอกชน (เอ็นจีโอ) นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิทางสังคม เข้าร่วมยกร่าง

แผนพัฒนาประเทศ รวมถึงเป็นผู้รับผิดชอบในการออกแบบวิธีการ

 

ระดมความคิด ให้เป็นการวางแผนแบประชาชนมีส่วนมีส่วมสูง และ

นำไปสู่การพัฒนาเพื่อให้คน ชุมชน และสังคมมีความเข้มแข็ง

ลจากการจัดทำแผนฯ ๘ ด้วยกระบวนการใหม่ในครั้งนี้

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้แผนผมฒนาประเทศที่เคยใช้เศรษฐกิจเป็น

ตัวตั้ง มาเป็นให้คนและสังคมเป็นตัวตั้งหรือเป็นย์กลาง ส่วน

เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ กระบวนการวางแผนแบบมีส่วนร่วมสูงในการ

ทำแผนฯ ๘ ได้มีผลกระทบต่อไปถึงวิธีทำงานของหน่า

ราชการ เช่นกระทรวงมหาดไทย และที่สำคัญต่อต่อมาเมื่อมีการยการยกร่าง

 

รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๕๕๕๔๐ ก็ได้มีการใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของภาค

ประชาชนอย่างมากเช่นเดียวกัน กระบวนการดังกล่าวคือการใช้เทดนิด

(Appreciation, Influence, Control) ซึ่งผมได้นำมาใ

ป็นระบบในการจัดทำแผนฯ ๘ และต่อมาเป็นเทคนิดที่ได้รับการยอมร้ม

และใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยมีการประยุคต์ตัดแปลงไปในลักษณะ

ต่างๆ กัน

ต่อมาทางสภาพัฒน์ขอให้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยฯ

ซึ่งผมเป็นผู้อำนวยการ ทำการศึกษาเพื่อปรับปรงวิธีการบริหาร ฯกองทุน

พัฒนาชนยท ซึ่งขณะนั้นสภาพัฒน์ดูแลอยู่ ผมศึกษาแล้วก็เสนสนอนนะ

ให้ย้ายกองทุนนี้ไปให้ธนาคารออมสิน เป็นหน่วยงานผู้บริหารแทน ซึ่ง

ทั้งสภาพัฒน์และธนาคารออมสินเห็นด้วย เป็นผลให้ธนาคารออมสิน

มารับเป็นผู้บริหารกองทุนพัฒนาขนบทแทนรัฐบาล ประจวบกับขณะนั้น

ทางทำนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์

ชวนให้ผมไปเป็นกรรมการธนาคารออมสิน และช่วยดูแลกองทุนนี้ ผมจึง

เข้าไปเป็นกรรมการธนาคารออมสิน ระหว่างเป็นกรรมการธนาคาร

ออมสิน ในปี ๒๕๓๗ ผมได้มีโอกาสพาคณะบุคคลรวมถึงประธานและ

ผู้อำนวยการธนาคารออมสินไปศึกษาดูงานที่ Grameen Bank ซึ่งเป็น

ธนาคารเพื่อคนยากจนในประเทศบังกลาเทศและมีชื่อเสียงไปทั่วโลกโดย

ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ Prof.Dr.Muhammad Yunus ได้รับ

รงวัลโนเบลสาขาลันติภาพ เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๔ การดูงานครั้งนี้นับว่าเป็น

ประโยชน์และสร้างผลต่อเนื่องได้มาก

เวลาผ่านไประยะหนึ่งผู้อำนวยการของธนาคารออมสินในขณะนั้น

ได้ขอลาออกไป ทั้งรัฐมนตรีคลัง (คุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์) และ

ดณะกรรมการธนาคารออมสิน ซึ่งในขณะนั้นมิ คุณนิพัทธ์ พุกกะณะสุด

ป็นประธาน เห็นควรให้ผมขึ้นเป็น "ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน"

 

เป็นผู้อำนวยการ

ธ น า ค า ร อ อ ม สิ น

ผมเลยได้เป็นผู้อำนวยการธนาตารออมสิน ในเดือนธันวาคม

๒๔๔๐ โดยมิได้คาดคิดหรืออยากมาเป็น เพราะขณะนั้นผมยังคงดำรุง

ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการสำนักงกงานพัฒนาชุมชนเมือง หรือ พชม. ซึ่ง

รับจัดการดูแลกองทุนพัฒนาคนจนในเมืองที่การเคหะแห่งชาติได้รับ

มอบหมายจากรัฐบาลให้ดูแลจัดการ และเป็นงานที่ผมรักและสมัครใจ

ทำ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ขณะนั้นทำให้ผมเห็นว่าควรรับตำแหน่ง

ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน โดยถือว่ายังคงเป็นงานพัฒนาสังดมมากกว่า

เป็นงานการธนาคารธรรมดา และเมื่อเข้ารับตำแหน่ง ผมได้ประกาศ

ชัดเจนว่า จะทำให้ธนาคารออมสินเป็น "ธนาคารเพื่อสังคม" และผมได้

ทำงานให้ธนาคารออมสินรวมประมาณ ๓ ปี (ธันวาคม ๒๕๔๐-ตุลาคม

๒๕๔๓) โดยระหว่างนั้นได้มีความริเริ่มและพัฒนาการใหม่หลายเรื่อง

ตามนโยบาย "ธนาคารเพื่อสังคม" เช่น "ธนาคารโรงเรียน" "ธนาคาร

ซุมชน" "สินเชื่อเพื่อพัฒนาชนบท" "สินเชื่อเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินและ

พัฒนาชีวิตครู" "บริการการเงินรายย่อย" (Micro Finance) การ

ส่งเสริมให้พนักงานเป็นอาสาสมัครพัฒนาสังคม การทำ "รายงานต่อ

สังคม" (Social Report) เป็น ส่วนในด้านธุรกิจการธนาคารก็ได้

เพิ่มและพัฒนาบริการใหม่ๆ ทั้งด้านเงินฝากหรือเงินออม เงินไห้กู้

หรือสินเชื่อ การลงทุน (Investments) โดยธนาตารยังคงเน้นการ

ส่งเสริมการออมทรัพย์ในหมู่เยาวชนและประชาชน และการพัฒนา

คุณภาพพร้อมประสิทธิภาพ (รวมถึงการมีผลกำไร) ในการดำเนินงาน

ตลอดจนในการบริหารองค์กร (รวมถึงบุคลวกร) อย่างบูรณาการ

 

เมื่อมาเป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ผมจึงขอพันจาก

ตำแหน่งผู้อำนวยการมูลนิธิบูธีบูรณะชนบทฯ อย่างเป็นทางการ และ

เสนอให้แต่งตั้ง คุณศิริวรรณ เจนการ เป็นผู้อ่านวยการแทน ซึ่ง

คุณศิริวรรณก็ทำหน้าที่ได้ดี ส่วนผมไปรับตำแหน่งเป็น "ประธาน

กรรมการบริหาร" คือยังคงมีส่วนดูแลมูลนิธิบูรณะชนบทฯ อยู่ ส่วน

ที่ธนาคารออมสิน ผมลาออกในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๓ ก่อน

ครบวาระเกษียณอายุ ๑๑ เดือน

เ ป็ น ป ร ะ ธ า น ส ถ า บั น

พัฒนาองค์กรชุมชน (พอช)

อาจารย์ลาออกจากรนาคารออมสินก่อนกำหนดเกษียณฮายุ เพื่อไปทำ

อะไรหรือคะ

ในช่วงปลายของเวลาที่ผมอยู่ที่ธนาคารออมสิน ได้มีความ

พยายามของหลายฝ่าย รวมทั้งตัวผมเองในอันที่จะจัดตั้งองค์กรใหม่

โดยรวม "กองทุนพัฒนาชนบท" และ "กองทุนพัฒนาคนจนในเมือง"

เจ้าด้วยกัน ซึ่งจะเป็นการรวมงานพัฒนาชุมชนในชนบทและงานพัฒนา

ชุมชนในเมืองให้อยู่ในองค์กรเดียวกัน ซึ่งเริ่มแรกจะเรียกองค์กรนี้ว่า

"บรรษัท" แต่จากการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันหลายฝ่ายรวมทั้ง

ผู้น่าชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ชาวบ้านบอกว่าว่าบรรษัท

เรียกยากและไม่เข้าใจ และเสนอให้เรียกว่า "สถาบัน" ดังนั้นค์กร

ที่ในที่สุดได้รับการจัดตั้งขึ้นจึงมีชื่อว่า -สถาบัฒนาองค์กรชุมชน

(องค์การมหาชน)" หรือ "พอช." โดยรัฐบาลเห็นชอบออกเป็น

 

พระราชกฤษฎีกา กำหนดให้ยุบรวม "สำนักงางานพัฒนาซุมชนเมือง"

(โครงการพิเศษในสังกัดการเคทะแห่งชาติ) และ "สำนักงามก่องพนุ

พัฒนาชนบพ" (ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาทาทารเศรษฐกิจ

และสังคมแห่งชาติ) เข้าด้วยกัน พร้อมกับให้มีการโอนงบประมาณและ

ทรัพย์สินตลอดจนบุคลากร (ตามความสมัตรใจ) จากทั้งสองหน่วยงาน

มารวมกันที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)

เมื่อมีการจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. บรรดา

ผู้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ และหน่วยราชการ ต่าง

เห็นพ้องกันว่าอยากให้ผมรับเป็น "ประธานคนแรก" โดยให้เป็นประธาน

ประเภทที่ทำงานมากกว่าธรรมดา (หัวเราะ) คือไม่ไม่ไช่แค่มาประชุม แต่

ต้องมาให้คำปรึกษา และอื่นๆ มากพอสมควร ผมจึงขอลาออกจาก

ขนาคารออมสินโดยลาออกก่อนครบเกษียณ ๑๑ เตือน (หัวเราะ) ซึ่ง

เป็นการสละบำนาญและประโยชน์ผูกโยงกับการรับบำนาญ มารับเพียง

เบี้ยประชุมในฐานะประธานกรรมการ พอช. สถานภาพของ พอช.จะมี

ความเป็นองค์กรภาครัฐ เพราะมีกฎหมายรองรับการจัดตั้ง แต่วิธีการ

ทำงานจริงๆ จะเป็นแบบเอ็นจีโอมากกว่า เช่น ใส่เสื้อยืดกาเกงยืนส์

เข้าไปทำงาน เพราะต้องเข้าไปทำงานกับชุมชนแออัดในเมืองและ

ไปทำงานกับชุมชนหรือชาวบ้านในชนบทเป็นต้น ผมทำหน้าที่ประธาน

กรรมการ พอช อยู่ประมาณ ๔ ปี (พ.ศ.ศ.๓-๒๕๔๔๗) จึงต้นต้นต้าแหน่ง

ในระหว่างที่ผมเป็นประธาน พอช. ผมยังได้มาช่วยงานด้านการ

สร้างเสริมสุขภาพ การส่งเสริมคุณธรรม การพัฒนาประชาธิปไตย การ

ส่งเสริมภาคประชาสังคม การส่งเสริมความมั่นคงของมนุษย์ การใช้

สันติวิธี และอื่นๆ โดยได้ร่วมงานกับผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ และผู้มี

คุณธรรมความดีหลายท่าน เช่น คุณหมอประเวศ วะสี, นพ

วัลยเสร็, อาจารย์เสน่ห์ จามรัก, นพ.วันชัย วัฒนศัพท์, นพ.วิจารณ์

 

พานิช, นพ.ประก็ด วาทีสาทกกิจ, ตร.สุเมธ ตันติเวชกุล, ดวรศักดิ์

อุวรรณโณ, นพ.อำพล จินดาวัฒนะ, นพ.สุภกร บัวสาย, ตร.สีลาภรณ์

บัวสาย, ทพ.กฤษดา เรืองฮารีย์รัชต์, คุณชินชัย ชี้เจริญ, คุณนราทิพย์

พุ่มทรัพย์ และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนบรรดานักพัฒนาเอกชนหรือ

เอ็นจีโอ และผู้นำชุมชนทั้งในชนบทและในเมืองนั้น ผมได้เกี่ยวข้องและ

ขึ้นเคยมากอยู่แล้วตลอดเวลาที่ทำงานในฐานะผู้อำนวยการมูลนิธิบูธีบูธีบูรณะ

ชนบทฯ (บชท.) และต่อมาเป็นกรรมการผู้จัดการสำนักงานพัฒนาชุมชน

 

เมือง (พชม.) เป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสิน จนกระทั่งเป็นประธาน

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)

ทัศนะการพัฒนาเศรษฐกิจ

และสังคมไทย

ฟังดูแล้วการเป็นนักพัฒนาต้องเสียสละ และมีความทุ่มเพจริงๆ นะคะ

อาจารย์คะแล้วอย่างงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา (พ.ศ.๒๕๕๔๒) เขาว่า

เศรษฐกิจไม่ดีนะคะ แต่ว่าคนจองรถเบนธ์ รถ BMIW เป็นร้อยคัน

ก็เลยไม่แน่ใจว่าประเทศไทยเรา ที่เศรษฐกิจไม่ดีมันไม่ดีจริงหรือศัก

แค่ไหนกัน ทำไมมันไม่เป็นภาพที่กระทบเหมือนกันทั้งประเทศล่ะคะ

คนไทยตั้ง ๖๕ ล้านคน คนที่เป็นเศรษฐีก็เยอะนะ ผมไม่ทราบ

ว่าจำนวนเท่าไร แต่ถ้าดูตามสถิติตนที่ฐานะตีที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์

แรกเทียบกับคนที่ฐานะด้อยที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายจะห่างกัน

เยอะคือ ๑๐-๒๐ เท่า แปลว่า ถ้าคน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศถือว่า

เป็นตนฐานะดีนะครับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ ๖๕ ล้านตนนี่ก็ประมาณ

๑๓ กว่าล้านคนแล้วนะครับ ฉะนั้นในการใช้จ่าย เขาย่อมสามารถ

ซื้อรถแพงๆ ได้ ซื้อบ้านแพงๆ ได้ ถือเป็นธรรมดานะครับ

อยากถามความเห็นอาจารย์คะว่ามีวิธีใดหรือเปล่าคะ ที่ไม่ให้ซ่องว่าง

ระหว่างคนรวยกับคนจนมันห่างกันมากขนาดนี้นะคะ

ราคงต้องพยายามนะครับ โดยเฉพาะผมทำงานด้านสังคม ค

ปรารถนาหรือจุดมุ่งหมายที่สำคัญของผม คือทำให้สังคมดีขึ้น ซึ่งควจะ

 

ป็นสังคมที่มีความตั้งาม พร้อมๆ กับมีความสามารถ และมีความอยู่เย็น

เป็นสุข จะเป็นอย่างนั้นได้ สังคมต้องมีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะที่

ฐานราก ได้แก่ ประชาชนหรือชาวบ้านทั่วไป คนทั่วไปควรจะมีความ

เข้มแข็งพอที่จะพึ่งตนเองได้ ดูแลตัวเองได้ ส่วนจะมีคนรวยมากบ้าง

น้อยบ้างไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยคนทั่วไปควรจะมีฐานะดีพอ เข้มแข็ง

พอที่จะพึ่งตนเอง พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน พออยู่พอกิน ไม่เดือดร้อม

ไม่อัตคัด มีสุขภาพอนามัยดี มีปัจจัย ๔ ครบ มีการศึกษา มีสภาพ

แวดล้อมที่ดีพอควร ไม่ตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามของสารพิษหรือได้รับ

ผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม มีความปลอดภัยในชีวิต

และทรัพย์สิน มีสิทธิเสรีภาพ มีเงินออม และความมันคงทางการเงิน

พอสมควร มีคุณธรรมความดีต่อกันและอยู่ร่วมกัมกันอย่างเป็นสุข เหล่านี้

คือสิ่งที่ผมอยากทำให้เกิดขึ้น

วิธีการทำให้เกิดขึ้น เช่นที่ผมทำมามาคือการส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง

ส่งเสริมเรื่องคุณธรรมความดี ส่งเสริมเรื่องสุขภาพอนามัยหรือสุขภาวะ

ส่งเสริมเรื่องการศึกษาหรือการเรียนรู้ที่ทั้งในระบบ นอกระบบ และ

ตามอัธยาศัย เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะช่วยสังคม โดยเฉพาะที่ฐานรากให้

พัฒแข็งขึ้น ถ้าสังคมที่ฐานรากเข้มแข็งจะช่วยสังคมโดยรวมให้เข้มแข็ง

อย่างมั่นคงและยั่งยืนด้วย พร้อมๆ กันนั้น ถ้าสังคมฐานรากเข้มแข็ง

ก็เป็นไปได้ว่า ที่ส่วนบนของสังคมในแง่ฐานะคงจะลดต่ำลงมาโดย

ธรรมชาติ คนในสังคมจะมีความสุขจากสภาพทางสังคมทีดขึ้น คน

ยากจนคนยากลำบากลดลง ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนลดลง

เหล่านี้จะทำให้สภาพทางสังคม รวมถึงเรื่องอาชญากรรม ความ

ปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน การติดอบายมุข และอื่นๆ สำหรับ

คนทั้งหมดดีขึ้น คนโดยทั่วไปไม่ว่าจะรวยหรือจนจึงมีความสุขมากขึ้น

 

ที่อาจารย์ว่าลดต่ำลงมาหมายถึงคนรวยจะมีฐานะลดลงหรือคะอาจาจารย์

ครับ เหมือนแปลกแต่จริง คือ ยิ่งมีคนจนมาก กลับยิ่งมีคนรวยมาท

แต่ถ้ามีคนจนน้อย หมายถึงว่า คนที่เป็นคนจนแต่กลับมาเป็นคน

ชั้นกลางมากขึ้น สภาพนี้จะดึงให้คนรวยไม่จำเป็นต้องรวยมาก คนรวย

เมื่อคิดเป็นสัดส่วนของคนทั้งหมดจึงจะมีจำนวนน้อยลง ค่านิยมจะ

เปลี่ยนไป วัฒนธรรมจะเปลี่ยนไป คือคนจะไม่มีความสุจากความ

ร่ำรวยมากเท่ามีความสุขจากความดีงาม มีความสุขจากการอยู่ร่วมกัน

อย่างสันติสุขในสังคม นี่คือสิ่งที่ผมตาดหวังและมุ่งพยายามจะมีส่วน

ทำให้เกิดขึ้น คือถ้าคนเห็นว่าสิ่งที่พึ่งปรารถนาในชีวิตไม่ใช่ความ

แต่เป็นความตั้งถม และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ถ้าคนเห็นได้อย่างนี้

แล้ว ความร่ำรวยจะไม่ใช่สิ่งที่พึงปรารถนา คือคนจะเปลี่ยนทัศนคติ

เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป มันไก่กับไข่นะ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเรามุ่ง

ที่ทำให้สังคมฐานรากเข้มแข็งขึ้น พึ่งตนเองได้ดีขึ้น เป็นคนชั้นกลาง

มากขึ้น แล้วก็นิยมเรื่องคุณธรรมความดี ความชื่อสัตย์ สุจริต การ

อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข อิทธิพลเหล่านี้จะมีผลต๋อคนอื่นๆ ทำให้

คนอื่นๆ หันมานิยมคุณธรรมความตี ความชื่อสัตย์สุจริต การอยู่

ร่วมกันอย่างสันตีสุข มากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นต่านิยมพื้นฐาน เป็น

วัฒนธรรมใหม่ได้ในที่สุด

อาจารย์คะ แต่ในปัจจุบันเรายังมีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนเยอะ

และเรามีคนรวยที่ทำตัวเป็นเจ้าพ่อและช่วยเหลือคนจนด้วย อาจารย์

คิดอย่างไรคะ

นี่เรียกว่า "ระบบอุปถัมภ์นิยม" ซึ่งเป็นวัฒนธรรมไทยเรามา

ตโบราณ และมีทั้งข้อดีและข้อที่ไม่ดี ศ.ดร.ม.ร.ว.อคืน รพีพัฒ

วิจัยไว้ละเอียตในเรื่องระบบอุปถันก็นิยมในสังคมไทย ผมชอมองง่ายๆ

 

ว่า ความคิดในเชิงอุปถัมภ์นิยมนั้น ก็เกิดจากช่องว่างระหว่างคนรวยกับ

คนจน คือ คนที่มีกำลังมีอำนาจมีเงิน อุปถัปถัมภ์คนอื่นได้ แต่ในการ

อุปถัมภ์นั้น คนจำนวนไม่ใช่น้อยก็จะใช้การอุปถัมภ์นั้นเพื่อประโยชน์

กลับมาที่ตัวเอง มันกลายเป็นวงจรอุบาทว์ เมื่อจะทำเพื่อประโยชน์ให้

กับตนเองก็เลยมีการใช้อำนาจที่ไม่ถูกร้อง หรือใช้อิทธิทธิพลที่ไม่ถูกต้อง

เหมือนกับมาเฟียซึ่งสร้างความร่ำรวย พร้อมๆ กับสร้างฐานาจ

รวมถึงการอุปถัมภ์ผู้ตน เพื่อสร้างความนิยมหรือสร้างบุญคุณ เพื่อ

ตนเองจะได้ไม่ถูกคกคามและเป็นมาเฟียอยู่ได้ โดยมีผลประโยชน์ของ

ตนเองเป็นตัวตั้ง ผู้รับการอุปถันก็กลายเป็นเครื่องมือใช่เป้าหมาย แต่

ถ้าคนฐานรากเขาจานะดี เขาพึ่งตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องอาศัยการ

อุปถัมภ์ ฉะนั้นก็จะไม่มีมาเฟียไปอุปถัมภ์เขา พอมาเพียไม่รู้ว่าจะไป

อุปถัมภ์เขาเพื่ออะไร เพราะเขาไม่ยอมรับการอุปถัมภ์ เขาพึ่งตงได้

ไม่ต้องพึ่งมาเฟีย แล้วเขาก็นิยมคุณธรรมความดี ความสุริต ความ

ถูกต้อง ในที่สุดความปืนมาเฟียจะลดลง เพราะว่าเป็นมาเพียไปไปไปไม่

เกิดประโยชน์อะไรและทำไม่ค่อยถนัด สู้ทันมาทำหน้าที่ในชีวินชีวิตดี

มีอาชีพสูจริต ประกอบคุณงามความดีที่บริสุทธิ์จะตีกว่า มืดวามสุข

ความสบายใจกว่าเป็นมาเฟียเป็นไหนๆ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องยากจนนะ ยัง

ร่ำรวยได้ มีฐานะดีได้ แต่ว่ามาเน้นคุณธรรมความดี เน้นการช่วยกัน

สร้างสังคมที่ดี ตัวเองก็ดีด้วย จะมีความสุขความพอใจ ความชื่นใจใจใจใน

ตนเอง แล้วฐานะการเงินอาจะยังดีอยู่ อาจจะยังร่าร่วยอยู่พอประมาณ

โดยไม่ต้องถึงกับรวยล้นฟ้า หรือมีฐานะตีพอที่จะเลี้ยงดูตนเองและลูก

หลานไปได้อย่างสบายๆ สรุปแล้วความสุขที่แท้จริงยังยังยืนจะเกิดจาการ

ทำความดี กับการได้ร่วมกับคนอื่นทำให้สังคมดี ความสุขที่ดีและยังยังยังยัน

อยู่ตรงนั้นนะครับ แล้วทกคนจะเป็นสุข สังคมจะเป็นสุข ความแตกต่าง

ของฐานะระหว่างคนจะลดลง

 

เหมือนโจทยใหญ่เลยนะคะ คุยถึงเรื่องทำยังไงให้คนรวยกับคนคนคนจน

ไม่ห่างกันมาก ให้คนจนกลายมาเป็นคนปานกลาง แต่ดูในส่วนของ

วิธีการจริงๆ โอ้โหดูไม่ออกเลยค่ะว่าจะทำยังไง ให้ออกมาเป็นแบบที่

อาจารย์พูด

ชีวิตไม่ใช่ของง่าย สังคมไม่ใช่ของง่าย สังคมมีความสลับซับซ้อน

มาก เช่นเดียวกับชีวิตนะครับ เพียงแต่คนละระดับ แต่ถึงจะยาก

เพียงใดก็เป็นสิ่งที่พึ่งทำ คือเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร สำหรับผมคือเพื่อการ

ทำประโยชน์เท่าที่พึ่งทำได้ ประโยชน์ที่สำคัญ คือประโยชน์ต์น์ต่อสังคม

ต่อส่วนรวม ช่องทางที่จะทำมีอยู่ ทุกวันนี้ก็มีคนทำอยู่นะครับ ไม่ว่า

จะในประเทศไทยหรือในประเทศอื่นๆ

ในประเทศไทยเรา เรื่องสร้างชุมชนเข้มแข็ง เป็นเรื่องสำคัญ

เรื่องหนึ่งที่มีความพยายามทำกันอยู่ เรื่องสร้างสุขภาวะมีการทำกันอยู่

เรืองสร้างคุณธรรมความตีก็มีการทำกันอยู่ และหลายฝ่ายหลายกลุ่ม

ทำกัน ทั้งยังมีความพยายามที่จะทำให้มีการศึกษาที่ดีขึ้น วัฒนธรรมที่ดีขึ้น

พัฒนาศีลธรรม พัฒนากฎหมาย พัฒนาระบบยุติธรรม พัฒนาการ

ไข้สันติวิธี เพื่อสรัมสังคมสันติสมานฉันท์ ของดีๆ เหล่านี้มีคนจำนานาน

มากและหลากหลายพยายามทำกันอยู่ เป็นเรื่องที่ต้องพยายามต่อไป

ครับ นอกจากนั้นการเมืองเราก็ต้องพยายามพัฒนา เศรษฐกิจเราก็ต้อง

พยายามพัฒนา ซึ่งควรจะพัฒนาไปในแนวของเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจมันคง เศรษฐกิจสมดุล มากกว่าเศรษฐกิจแบบแข่งขัน

เอาเป็นเอาตาย หรือเศรษฐกิจแบมุ่งรำรวย โดยไม่ค่านึงถึงความ

รับผิดชอบต่อสังคมและคุณธรรมความดีต่างๆ แต่ควรจะเป็นเศรษฐกิจ

ที่มุ่งความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมและในโลก มุ่งความมันคง

ยังยืน มุ่งความสมดุลความพอดีกับทุกสิ่งทุกอย่าง ผมเห็นว่ามีหลาย

 

อย่างในสังคมไทยที่เป็นแนวคิดที่ดี แนวปฏิบัติที่ที่ดี และมีคนพยาม

ทำกันอยู่ ผมในฐานะตนคนหนึ่งจะดูว่าอย่างไหนหรือทางไหนที่เราถนัด

ก็จะไปช่วยอย่างนั้นทางนั้นเท่าที่จะสามารถทำได้ ซึ่งก็ได้ทำอยู่ในช่าง

เวลากว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมา

และถ้าบางคนยังมีความรู้สึกว่า ชีวิตฉันยังไม่ประสบความสำเร็จ ยัง

เอาตัวไม่รอดเลย ฉันยังไม่ได้สมบูรณ์พูนสุข ฉันจะไปจนเจือตรงนั้น

ได้สักแค่ไหน อาจารย์คิดยังไงคะ

ทุกคนทำได้ ทุกคนสามารถที่จะดูแลตัวเอง ซึ่งก็ควรทำไปเป็น

เบื้องต้น เรื่องดูแลตนเองนี่ต้องทำเป็นพื้นฐานไว้ก่อน เพราะว่าตัวเอง

ยังดูแลไม่ได้ จะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร จึงต้องดูแลตัวเองให้พึ่ง

ตัวเองได้ แต่พร้อมกันนั้น ก็พยามทำประโยชน์ให้คนอื่นหรือร่อร่วมกับ

คนอื่นได้ แม้กระทั่งคนที่ไม่มีบ้านของตนเองอยู่นะตรับ ในทางหนึ่งเขา

ต้องดิ้นรน พยายามดูแลชีวิตตนเองและครอบครัว การทำมาหากิน

หาที่อยู่อาศัยที่พอพักพิงได้ แต่พร้อมกันนั้นเขาก็สามารถช่วยตนอื่นใน

บางเรื่องที่เขาสามารถช่วยได้ และสามถร่วมมือกับคนอื่นในกิจกรรม

สร้างสรรค์ เช่น ไปร่วมกันจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่ ร่วมกันตั้งกลุ่ม

ออมทรัพย์ ตั้งสหกรณ์ ร่วมทันทำให้เกิดสภาพแวคล้อมที่ดีขึ้น เป็นต้นต้นต้น

ที่ผมพูดนี่ไม่ใช่แต่ทฤษฎีหรือจินตนาการนะครับ มีเรื่องจริงๆ เกิดขึ้น

ตามที่ผมว่ามานั่นแหละ

สรุปได้ว่า ทุกคนสามารถดูแลตัวเองและช่วยส่วนรวมได้พร้อมๆ กัน

มีตัวอย่างเยอะแยะ โดยเฉพาะในชุมชนทั้งในชนบทและในเมือง แต่

ส่วนใหญ่จะอยู่ในชนบทเพราะว่ามีมากกว่า คนในชุมชนโดยทั่วไป

ไม่ได้ร่ำรวยอะไร บางคนก็ยากลำบาก แต่เขายังสามารถดูแลตัวเอง

 

พร้อมๆ กับร่วมมือกับคนอื่นๆ ในชุมชน ทำให้ชุมชนดีขึ้น วางแผ่น

ชุมชน พัฒนาชุมชน สร้างชุมชนเข้มแข็ง สร้างชุมชนสมานฉันท์

แม้กระทั่งสร้างการเมืองสมานฉันท์ในชุมชน เป็นการเมืองท้องถิ่นแบบ

สันติสมานฉันท์ก็มีนะครับ ซึ่งเขาทำกันในหลายพื้นที่ มีตัวอย่างดีๆ

เยอะเลยนะครับ ฉะนั้นเราอาจะไม่ต้องไปคิดค้นอะไรใหม่มากนัก แต่

มองหาตัวอย่างดีๆ ในประเทศไทย ในสังคมไทย เราจะพบตัวอย่างดีๆ

มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความดี เรื่องความสามัคที เรื่องชุมชน

เข้มแข็ง เรื่องท้องถิ่นที่ดีๆ เราก็เอาตัวอย่างที่ดีๆ เหล่านั้นมาเป็น

กรณีศึกษา มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันให้เป็นเครื่องสร้างกำลังใจ สร้าง

แรงบันดาลใจ เป็นสิ่งช่วยให้เราสามารถคิดพิจารณาแบบสร้างสรรค์

เพื่อจะประยุกต์ตัดแปลงและพัฒนาต่อไป นี่คือวิธีการที่เราสามารถทำได้

อาจารย์พยายามจะบอกให้พวกเรามีหวัง มีความมั่นใจที่จะมีโอกาส

ทำได้

ถ้าเราติดเชิงธรรมะจะเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ มีขึ้น

มีลง มีเจริญ มีเสื่อม มีดีมีไม่ดี แต่สิ่งที่พึ่งที่พึ่งทำก็คือ รับรู้สถานการณ์

ที่เป็นอยู่ แต่รับรู้ให้ถ้วนทั่ว จะรู้ว่ามีทั้งดีและไม่ดี ไม่ใช่จะมีแต่ไม่ดี

อย่างเตียว เช่นปัจจุบันโลกทั้งโลกกำลังประสบภาวะวิกฤที่รุนแรงที่สุด

ในรอบประมาณ ๗๐ ปี เมืองไทยเราก็วิกฤติไปด้วย แต่เราแถมมีวิกฤติ

พิเศษเพิ่มเติมเข้ามา คือนอกจากวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว เรายังแถมจึ

การเมืองกับวิกฤติสังคมเข้าไปด้วย ดูเหมือนจงใจให้มันหน้าเพื่อที่จะได้

ห้าทายคนไทย (หัวเราะ)

 

ไม่อยากให้ทักหายแบบนี้เลยนะคะ ทำไมมัมมันหนักขนาดนี้คะ สำหรับ

บ้านเรา

วิกฤติของไทยครั้งนี้หนักทนาแน่นอนตรับ แต่แม้ในภาวะวิกฤติ

เช่นนี้ ก็ยังคงมีสิงดีๆ มีคนดีๆ มีการกระทำที่ดีๆ มีศักยภาพที่ดีๆ เราจึง

ควรที่จะค้นหา คนดี การทำดี ศักยภาพดีๆ แล้วพยายามขยายผลจาก

สิ่งที่มีอยู่ อย่างเรื่องทะเลาะกันแตกแยกกัน ก็ได้มีคนที่พยายามใช้

แนวทางแบบวัฒนธรรมไทยคือการมานั่งพุดคุยกัน หรือแบบสันติวิธีที่

เป็นเทคนิด เป็นกระบวนการซึ่งสามารถทำได้สำเร็จ ทำได้ดำเช่นช่นในระดับ

ท้องถิ่นหลายแห่ง วิธีเช่นเราสามารถนำมาประยกต์ใช้ใช้ในระดับชาติได้

ถ้าเราทยายามทำก็จะได้ผลดีขึ้น คือทุกคนมีส่วนทั้งนั้น ทั้งในฐานะ

เป็นเหตุของปัญหาและในฐานะเป็นผู้แก้ปัญหา ทุกคนมีส่วนทั้งดีทั้ง

ไม่ดีนะครับในคนคนเดียวกัน นักการเมืองก็มีทั้งดีและไม่ดีในตัวของ

นักการเมืองแต่ละคน เราไม่ควรคิตแยกเป็นพวกนั้นพวกนี้ คิดว่าเราก็

มนุษย์ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าติดเฉพาะประเทศไทย เราก็เป็นคนไทยด้วยกัน

ทั้งนั้นนะครับ มาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ มีความยากมากบ้างน้อยบ้าง

ไม่เป็นไร ความยากเป็นธรรมดาเป็นธรรมชาติ แต่ในความยากจะมี

โอกาสมีความหวัง เราสามารถช่วยกันทำให้ทุกอย่างสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ

ร่วมกันได้ คือตราบใดที่เรายังมีชีวิตเราต้องพยายามไปเรื่อยๆ ถ้าเรา

ม้วแต่งอมืองอเท้า หรือเอาแต่บ่นเอาแต่วิพากษ์วิจารณ์คนอื่น จะได้

ประโยชน์อะไร เราควรต้องใช้ความพยายามลงมือทำด้วยตัวของเราเอง

เท่าที่เราสามารถทำได้

 

ถ้าสมมติว่าเราอยากได้คนที่คิดถึงส่วนรวมมากๆ หลายๆ คน ให้เพิ่มขึ้น

ในยุคนี้ จะมีวิธีการยังไงคะ

ผมคิดว่าแทนที่จะมานั่งวิเคราะห์ว่ามีคนดีเท่าไร ไม่ดีเท่าไร

เราลงมือทำเลยดีกว่า เราทำอะไรได้ก็ทำ เช่นถ้ามีหน้าที่เป็นนายก-

รัฐมนตรี ทำอะไรได้ต้องทำ หรือเป็นนักวิชาการ ทำอะไรที่เป็นประโยชน์

ได้ก็ทำ เป็นนักธุรกิจก็ทำอย่างที่ติดว่าดีและทำได้ คือถ้าท่าอะไรที่ดีขึ้น

อย่างชอบธรรมสำหรับตัวเองได้ก็ทำไปเถอะ แต่ถ้าทำอะไรให้ส่วนรวม

ดีขึ้นได้ก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก นั่นคือเราสามารถทำเรื่องดีๆ ทั้งเพื่อตัวเอง

และเพื่อส่วนรวมควบค่กันไป โดยเราควรเน้นการทำเพื่อส่วนรวมให้

มากพอ เนื่องจากว่าที่เราอยู่ได้หรืออยู่ได้ดีก็เพราะส่วนรวม ส่วนรวม

รวมถึงสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญในการเกือกูลชีวิตเรา ดังนั้นเราจึงจึงตั้งจึงตั้งตั้งต้อง

ช่วยกันเกื้อกูลส่วนรวมและสิ่งแวดล้อมเท่าที่เราสามารถจะช่วยได้

ส่วนการทำให้มีคนดี คนคิดถึงส่วนรวมและทำเพื่อส่วนรวม

มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ก็ทำได้หลายวิธีดรับ เช่น คนที่ทำที่ที่ทำเช่นนี้พยายาม

รวมตัวกันเป็นเครือข่าย ทั้งเครือข่ายเจิ้งพื้นที่ดีอยู่พื้นที่เดียวกันหรือ

ใกล้เคียงกัน และเครือข่ายเชิงกิจกรรม คือทำกิจกรรมเรื่องเดียวกันหรือ

เกี่ยวข้องกัน การรวมตัวเป็นเครือข่ายก็เพื่อพบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้และ

ร่วมมีอประสานงานให้การทำความดีและการทำเพื่อส่วนรวมมีมากขึ้น

ทำได้ดีขึ้น ขยายวงได้มากขึ้น เป็นต้น นอกจากวิธีสร้างเครือข่ายก็ยัง

มีวิธีเผยแพร่สื่อสารโดยใช้สื่อที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ วิธีวิจัย

และจัดการความรู้เกี่ยวกับความดี คนดี คนทำประโยชน์ให้ส่วนรวม

ฯลฯ เหล่ามีเป็นวิธีสำคัญๆ ที่จะช่วยให้มีคนดี มีการทำความดี การทำ"

ประโยชน์ให้ส่วนรวม ในสังคมของเรามากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

 

ทั ศ น ะ ว่ า ด้ ว ย

สังคมที่พึงปรารถนา

ตอนนี้สิ่งที่อาจารย์ทำอยู่หรือคาตหวังหรืออยากให้เกิดขึ้น ยังมีอะไรอีก

ไหมคะ

ช่วงนี้คงถือเป็นระยะท้ายๆ หรือปลายทางของชีวิตผมนะครับ

ผมอายุ ๖๘: แล้ว อาจจะดูไม่มากถ้าเทียบกับคนที่มีอายุยืนยาว แต่ก็

มากพอสมควรเมื่อคำนึงว่าได้เกินวัยเกษียณอายุ ๖๐ มา ๘ ปีแล้ว

และได้ผ่านชีวิตมาอย่างค่อนข้างเพียงพอในฐานะคนคนหนึ่ง นั่นคือ

ผมคิดว่าผมได้ทำภารกิจในชีวิตมาครบถ้วนพอสมควร ทั้งภารกิจหน้าที่

การงาน ภารกิจเพื่อสังคมและส่วนรวม ภารกิจด้านครอบครัวญาติมิตร

ตลอดจนภารกิจต่อตนเอง ช่วงนี้คงถือเป็นของแถมก็ว่าได้ ซึ่งผมคิดว่า

เมื่อผมยังมีแรง มีกำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิดอยู่ ผมจะพยายายายาม

ทำอะไร ที่นอกจากการดูแลตัวเองตามสมควรแล้ว ก็ให้เกิดประโยชน์

ต่อคนอื่นต่อส่วนรวม ให้ดีและมากเท่าที่พึงทำได้

แต่ผมต้องยอมรับว่าบทบาทของผมในช่วงนี้ คงไม่ใช่บทบาทที่

สำคัญมากหรือโดดเด่นมาก ส่วนใหญ่จะเป็นภารไปไปให้ความติดความ

เห็นด้วยการบรรยายหรือร่วมประชุม เป็นที่ปรึกษา เป็นกรรมการ

ในที่ต่างๆ นานๆ ก็อาจจะเขียนอะไรบ้าง อย่างเช่นขณะนี้ผมกำลัง

เครียมไปพูดที่นี่ต้า เรื่องวิกฤติเศรษฐกิจหรือวิกฤติประเทศไทย ว่าจะ

หาทางออกอย่างไรดี ผมก็จะไปช่วยให้ความคิดความเห็น ซึ่งผมคิดว่า

ทางออกย่อมมีเสมอนะครับ ทุกปัญหาต้องมีทางออก วิกฤติเป็นโอกาส

แต่อย่างไรก็ตาม เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นคน มีสติปัญญาความสามารถ

เราควรต้องใช้ความพยายามที่จะทำให้เกิดสิงที่ดีขึ้น โดยเฉพาะต่อ

ส่วนรวม เราต้องช่วยกันนะครับ

 

ผมมองสังคมว่า สังคมที่พึงปรารถนา ควรจะเป็นสังคมที่มี ๓

ฐานหลัก ประกอบกันรวมทั้งสนับสนนเกื้อกุลซึ่งกันและกัน ฐานที่

คือความดี ฐานที่ ๒ คือความสามารถ ธานที่ ๓ คือความสุข ๓ ฐานนี้

จะเกื้อกูล ค้ำยัน ซึ่งกันและกัน ถ้ายาดอย่างใดอย่างหนึ่งจะเสียดุล ขาด

ความมันคงยังยืนและจะเจริญก้าวหน้าไปตลอดไม่ได้ จะมีการสะคดเป็น

ระยะๆ เช่นสังคมไทยที่มีปัญหาวิกฤติอยู่ทุกวันนี้ ผมคิดว่า ความ

อ่อนด้อยที่หนักที่สุดคือเรื่องความดี และไม่ใช่เพิ่งเกิดนะครับ เป็นสิ่ง

ที่สะสมมานาน นั่นคือความตีที่น้อยไป ไม่ใช่ไม่มีความดีเลยนะครับ

แต่ว่ามีน้อยเกินไป ไม่ได้ดุลกับความสามารถและความสุข ซึ่งความ

สามารถเราอาจมีอยู่ในเกณฑ์ดี ความสุขเราก็มีพอประมาณ แต่ความดี

ของเราค่อนข้างอ่อนแรง จึงทำให้เกิดปัญหา หรือในบางช่วงเราอาจมี

ความสุขและความดีอยู่พอควร แต่ความสามารถของเราด้อยเกินไป

ก็จะมีปัญหาอีกเช่นกัน

ดังนั้น ๓ ฐานหลักคือ ความดี ความสามารถ และความสุข ต้อง

มีให้ครบและได้ดุลกันหรือสมดุลกัน ซึ่งสอดดคล้องกับหลักเศรษฐกิจ

พอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้แก่คนไทย

นะครับ คือหลักความพอประมาณ ความมีเหตุผล ความมีภูมิคัมกันที่ดี

ในตัว ความรอบรู้รอบคอบระมัดระวังในการนำหลักวีชามาประยุกดิ์

ปฏิบัติ และการมีคุณธรรมความดีซึ่งรวมถึงความซื่อสัตย์สุจริต ขยัน

อดทนพากเพียรพยายาม เป็นต้น

ฉะนั้นสิ่งที่ผมติดว่าตัวผมเองจะพึงทำได้คือ พยายายามช่วยให้ ๓

อย่างนี้เกิดขึ้น ขณะนี้ที่ผมจะทำมากหน่อย คือต้านความตีหรือคุณรรม

ความดี และต้านความสุขหรือสุขภาวะ ส่วนเรื่องความสามารถ คิดว่า

คนไทยมีพอสมควรนะครับไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม รวมๆ แล้วเราไม่ได้

 

ด้อยในเรื่องความสามารถเท่าใดนัก แต่ก็ยังต้องพัฒนาต่อไปนะครับ

เช่นเรื่องการศึกษาของเรายังต้องพัฒนา แต่การศึกษาที่เราต้อย ไม่ใจ

ด้อยด้านความสามารถอย่างเดียว ยังต้อยเรื่องความดีครับ ในระษ

การศึกษาเอง ก็ต้องให้ได้ครบทั้ง ความดี ความสามารถ ความสุข ที่

บางคนไปใช้คำว่า "ดี เก่ง สุข" หรือ "ดี สุข เก่ง" นะครับ เดิมเคย

พูดว่า แก่ง ดี มีสุข ซึ่งหลายคนบอกว่าเพราะเอาเก่งขึ้นก่อน เราถึง

ไปเน้นที่ความแก่ง แล้วละเลยเรื่องความตีและความสุข แม้ว่าเก่งแต่

โกงก็ไม่ตีแน่ ต้องเอาดีขึ้นมาก่อน แล้วตามด้วยสามารถ และความสุข

หรือความสุขและความสามารถ ไม่เช่นนั้นความดีมักถูกถูกละเลยได้ง่าย

แต่เรื่องความสามารถเราก็ต้องไม่ละเลยนะครับ เพียงแต่ผมคิด

ว่าเมื่อเทียบกันระหว่าง ๓ ฐานหลัก เรื่องความสามารถน่าจะได้ไม่ยาก

นัก เพราะเป็นนิสัยคนทั่วไปที่อยากจะเก่ง อยากจะมีความสามารถอยู่

แล้ว โลกของเราทุกวันนี้ก็เน้นความสามกรถกันมากอยู่แล้ว แต่ความดี

ต้องใช้ความพยายามมาก ความสุขก็เหมือนกัน ความสุขหมายถึง

สุขภาวะหรือภาวะเป็นสุข ทั้งความสุขทางกาย ควนเสุขางใจ ความสุข

ทางปัญญาหรือจิตวิญญาณ และความสุขทางสังคมหรือการอยู่ร่วมกัน

อย่างเป็นสุข จะเห็นว่าความสุขนีมีความหมายหลายอย่างนะครับ ส่วน

ความดีนั้น หมายถึงการทำสิ่งที่เป็นคุณ การไม่ทำสิ่งที่เป็นโทษ การ

สร้างศักยภาพที่จะทำดี และการสร้างทัศนคติละเว้นสิ่งที่ไม่ดี สำหรับ

ความสามารถ อาจแบ่งเป็นความสามารถในการคิด ความสามารถใน

การทำ ความสามารถในการจัดการ และความสามารถในการปฏิสัมพันธ์

กับผู้อื่น ที่เราต้องเน้นมากคือความสามารถในการจัดการ รวมแล้วทั้งทั้ง

0 ฐานหลักนี้เราต้องทำไปด้วยกัน และโดยเฉพาะสำหรับประเทศไทย

เราต้องเน้นเรื่องความดีเป็นอันดับหนึ่ง ผมคิดอย่างนี้นะครับ ความดีนี่

 

ก็รวมถึงความชื่อสัตย์ ความสามัคดี ความมีวินัย เป็นต้น ซึ่งเป็น

คุณธรรมพื้นฐานที่สำคัญในสังคมไทย และหลายฝ่ายฝ่ายกำลังรณรงค์

ส่งเสริมกันอยู่

อย่างอาจารย์เอง เคยเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีว่าการ

กระหรวงการพัฒนาสังคมและความมันคงของมนุษย์ ซึ่งตรงนั้นน่าจะ

ช่วยปรับอะไรในประเทศไทยได้เยอะเลย พอมาถึงยุดนี้ อาจารย์ยาท

จะบอกอะไรถึงรัฐบาลที่มีส่วนสำคัญจะทำให้เกิดความลี ความสามารอ

ความสุข ที่เราพูดกัน

ภารกิจที่ทุกรัฐบาลต้องทำมีเยอะนะครับ แต่ถ้าเรามองที่เป้าหมาย

อย่างที่ผมว่า น่าจะทำให้คิดสะดวกขึ้น คือต้องสร้างความดี สร้างความ

สามารถ สร้างความสุษ ไปด้วยกัน แต่สิ่งหนึ่งซึ่งรัฐบาลมักจะไม่ค่อย

ได้พูดถึงและทำน้อยไป คือเรื่องความดี รัฐบาลส่วนใหญ่จะเน้นเรื่อง

ความสามารถ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งถูกนะครับ คือปัญหา

เศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ควรต้องทำ ซึ่งผมจัดอยู่ในหมวด

ความสามารถ แต่ความดีก็เป็นเรื่องส่าคัญที่ต้องเร่งทำด้วย และ

ความสุขก็เช่นเดียวกันเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเร่งทำ คือเรื่อง

สำคัญทั้ง ๓ เรื่องได้แก่ ความตี ความเสามารถ และความสุข ต้องไป

ด้วยกันให้ได้ความเสมดล วิธีที่ทำมีหลารหลาย สิ่งที่จะช่วยได้มากๆ คือ

เน้นไปที่ฐานภกของสังคมซึ่งได้แก่ ชุมชน แต่คำว่าชุมชนมีความหมาย

ได้หลากหลาย ชุมชนที่เรามักคุ้นกัน คือ ชุมชนท้องถิ่น อยู่ร่วมกัน

ในท้องถิ่น ชุมชนอีกประเภทหนึ่งที่เราไม่ค่อยได้พูดถึงแต่สำคัญ ผม

เรียกว่า ชุมชนองค์กร คือมาทำงานร่วมกันที่องค์กร ชมชนแบบนี้มีนี้มีเยอะ

เลยนะครับ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจ แต่ก็รวมถึงองค์กรในภาครัฐ และ

 

ในภาคประชาสังคมด้วย ชุมชนต่อมาคือ ชุมชนที่เอากลุ่มคนเป็นตัวตั้วตั้วตั้ง

เช่น กลุ่มเด็ก กลุ่มสตรี กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิการ เขาก็เป็นชุมชน

และสุดท้ายคือ ชุมชนซึ่งเอาประเด็นที่สนใจร่วมกันเป็นตัวตั้ง เช่น

ชุมชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ชุมชนอนุรักษ์ช้างป่า ชุมชนเกี่ยวกับศิลปะ

วัฒนธรรม ชุมชนเกี่ยวกับปัญหาทางสังคม ชุมชนทางวิชาการ หรือ

ชุมชนที่ไปทำเรื่องสังคมสงเคราะห์ เช่น ช่วยเด็กไว้ที่พึ่ง ช่วยคนตาบอด

เป็นต้น

ชุมชนทุกแห่งคือฐานของสังคม ถ้าเน้นไปที่ฐานของสังคมและ

ทำให้ชุมชนทุกแห่งมีทั้งความตี ความสามารถ และความสุข ถ้าชุมชน

ทุกแห่งทุกประเภทตามที่กล่าวมา มีความดี มีความสามารถ และมี

ความสุข ก็จะเป็นชมชนที่เข้มแข็งมันคง เจริญก้าวหน้า เป็นฐานราวที่

เข้มแข็งมั่นคงให้กับสังคม แล้วทั้งประเทศไทยทั้งสังคมไทย ก็จะเข้มแข็ง

มั่นคง เป็นปึกแผ่น เพราะมิฐานรากที่เข็มแข็งมั่นคง แต่ที่ผ่านมา

เราไปเน้นที่บทบาทของส่วนข้างบนพัฒนาส่วนข้างบน แล้วปล่อยให้

ส่วนข้างบนสั่งการหรือกำกับหรือส่งผลไปที่ส่วนข้างล่าง ซึ่งได้ผลน้อย

ต้องให้ส่วนข้างล่างคือฐานรากของสังคมเขาคิดเองท่าเอง เรียนรู้เอง

เขาถึงจะเข้มแข็งขึ้นมาได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และจะช่วยให้ส่วนข้างบน

เข้มแข็งอย่างมั่นคงยั่งยืนไปด้วย โดยส่วนข้างบนอาจจะไม่ต้องทำอะไร

มาก เพียงแต่คอยเอื้ออำนวยให้ส่วนข้างล่างเขาได้ทำ ตรงนี้ผมว่า

รัฐบาลทุกรัฐบาลควรทำ ยิ่งในภาวะวิกฤติยิ่งควรทำ แต่การส่งเสริม

ที่ว่านี้ ถ้าจะทำกันจริงจัง เข้มข้น ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายบ้างนะครับ ซึ่งผม

คิดว่าคงไม่มากเท่าไร และจะเป็นการใช้จ่ายเงินที่คุ้มค่ามาก

 

อาจารย์หมายถึงงบประมาณหรือคะ

ถูกต้องครับ ซึ่งการใช้จ่ายงประมาณนี้จะทำให้เกิดการหมุนเวียน

ของเงินและกิจกรรมในเศรษฐกิจไปด้วย พร้อมๆ กับการลงทุน แต่

การลงทุนที่ผมพูดถึงนี้เป็นการลงทุนทางสังคม เป็น Social Investuniem

ซึ่งจะให้ผลดีและมีคุณค่ามาก ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ลงทุนทุนทางด้าน

เศรษฐกิจ หรือทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนนั้นต้องทำแน่นอน

แต่การลงทุนทางสังคมนั้นสำคัญมาก และจะได้ผลที่ยั่งยืน ได้ผลเป็น

ระยะยาวนานนะครับ และถ้าทำดีๆ เมื่อชุมชนเข้มแข็ง มั่นคง มีสันติสุข

มีความสมานฉันท์ ย่อมจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องความแตกแยกในสังคม

ตั้งแต่ฐานราก ถ้าฐานรากไม่แตกแยก ช้างบนจะแตกแยกได้ไม่นาน

แต่ถ้าข้างบนแตกแยก แล้วไปชวนให้ฐานรากแตกแยก ในขณะที

ฐานรากอ่อนแอหรือไม่เข้มแข็ง ก็จะยิ่งแตกแยกกันในใหญ่อย่างที่กำลัง

เป็นอยู่ในขณะนี้

ทัศนะเรื่องการแก้ความทุกข์

และความขัดแย้ง

อยากให้ท่านช่วยฝากข้อคิดสำหรับคนที่กำลังเครียดกับปกับปัญหาเศรษฐฯ

หรือการเมือง หรือคิดว่าตัวเองอยู่ฝ่ายหนึ่ง ไม่ยอมรับความคิดของศน

ฝ่ายอื่นที่ไม่ใช่ฝ่ายเดียวกัน ตรงนี้ควรมีหลักคิดอย่างไรคะ

ถ้าเป็นเรื่องความเครียดหรือความทุกข์ ยาขนานวิเศษที่สุดคือ

ธรรมะ แต่ธรรมะคือการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าเรียกว่า -ไตรสิกขา" คือ

ปฏิบัติ ๓ อย่าง ได้แก่ (๑) รักษา -ศีละ ทำสิ่งที่ถูกต้องเป็นปกติ

 

ไม่ทำสิ่งที่เป็นโทษ ทำสิ่งที่ดีงาม (๒) ฝึกให้จิตมี "สมาธิ รู้เท่าทันจิต

(๓) พิจารณาให้เกิด "ปัญญา" รวมแล้วจึงเป็น "ศีล สมาธิ ปัญญา>

หรืออาจใช้แนวปฏิบัติอีกแบบหนึ่งที่ถือว่าเป็นการ -ทำบุญ" ที่สมบูรณ์

แบบซึ่งประกอบด้วย "ทาน ศีล ภาวนา"

ผมขออธิบายเรื่องทาน ศีล ภาวนา หรือการทำบุญที่สมบูรณ์แบบ

เพิ่มเติมว่า ทาน คือ การให้ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การให้ทำได้หลาย

อย่างมาก ให้สิ่งของเงินทอง ให้ความช่วยเหลือ เช่น เป็นอาสาสมัคร

ไปช่วยคนอื่น และที่มีคุณค่ามากที่สุดคือการให้ธรรรมะ ให้น้ำใจ ให้สภัย

การให้ทั้งหลายนี้เป็นญเป็นกุศล โดยเฉพาะการให้ทางปัญญาหรือให้

ธรรมะ กับการให้ทางใจมีคุณค่ามากกว่าการให้ทางวัตถุ ศีล คือการทำตัว

ให้ถูกต้องเป็นปกติ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เบียดเบียนตัวเอง

ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ภาวนา คือ การฝึกจิต การฝึกสมาธิวิปัสสนา

หรือการฝึกจิตให้เข้าถึงความเป็นจริงหรือสัจธรรม ซึ่งผมเองทำแบบ

ตามธรรมชาติ ตามแนวที่ท่านพุทธทาสอธิบายไว้ไว้ในอำบรรยายของท่าน

ได้แก่ การพินิงพิเคราะห์ ให้เห็นความเป็นจริง ว่าทุกอย่างไม่เที่ยงแท้

แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปตลอด และก็สลายไป ไม่มีอะไรเป็นตัว

เป็นตนที่แท้จริง ทุกอย่างล้วนเป็นของสมมติและมีสภาพอยู่ชัวคราว

เท่านั้น ถ้าเราตระหนักมองเห็นชัดเจนในความเป็นจริงได้อย่างนี้ ใน

ส่วนล็กของจิต จิตของเราจะเลิกติดยึด เลิกห่วง เลิกกังวล คือหมด

ความทุกข์นั่นเอง ข้อนี้ถือว่าเป็นยาวิเศษสุด ที่จะช่วยเรื่องความทุกข์

ความเครียดไม่ให้เกิดหรือให้หายหมดไป พอเราไม่มีความทุกข์ ไม่มี

ความโลภอยากมีอยากเป็นอะไรเพื่อตัวเอง มีจิตว่างปลอดโปร่งเป็น

สุขแบบสงบเย็น จิตจะนำให้เราคิดและทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แทบจะ

โดยอัตโนมัติ เพราะว่าคนที่มีความโลภมาก คิดถึงตัวเองเป็นหลัก จะ

 

พยายามทำอะไรให้ตัวเอง และมักไปเบียดเปียนคนอื่น ไปทำร้ายคนอื่น

เมื่อเราไม่โลกไม่ติดยึด เราก็ไม่คิดไปเบียตเบียนอื่น แต่กลับจะ

พยายามทำประโยชน์ให้คนอื่นและส่วนรวม เพราะว่าชีวิตคนเราก็ต้องทำ

อะไรบางอย่างนะครับ อยู่เฉยๆ ไม่ได้หรอก เมื่อเราปฏิบัติ สมาธิ

ปัญญา หรือ ทาน ศีล ภาวนา จนเข้าถึงธรรมะจิงๆ แล้ว เรามีแนวโน้ม

สูงที่จะไปทำประโยชน์ให้ผู้อื่นและส่วนรวมเท่าที่เราสามภรถทำได้

สำหรับผมเอง การทำประโยชน์ก็ไม่ได้หวังอะไร ทำไปเท่าที่

มีโอกาสทำได้หรือคิดว่ามีหน้าที่ก็ทำไป ไม่หวังแม้กระทั่งได้บุญ หรือ

บรรลุอะไร เพราะถ้าทำไปแล้วยังหวังจะบรรลุนั่นบรรลุนี่ หรือได้

อย่างนั้นได้อย่มนี้ ก็เป็นการนึกถึงตัวเองอยู่นั่นแหละ ยังตัดไม่ชาดจาก

ความเป็นตัวตนหรือที่ท่านพุทธทาสใช้คำว่า ฯตัวกูของกู" แต่เรื่องนี้ต้องนี้ต้อง

ถือว่าไม่ง่ายที่จะเข้าถึงธรมะอย่างลึกซึ้งถึงแก่นแท้ จึงต้องปฏิบัติบ่อยๆ

เพราะว่าโดยนิสัยคน นิสัยมนุษย์ นี่นะครับจะต้องมีกิเลส ต้องเฮ

ตัวรอด เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ ที่เราเห็นแก่ตัว มีความโลก มี

ความโกรธ มีความหลง นี่เป็นสัญชาตญาณ ความติดยึดกับตัวเองเพื่อ

ให้ชีวิตรอด มีความโลภเพื่อที่จะได้กินได้ใช้ มีความโกรธเพื่อปกนี้จง

ตัวเองต่อสู้กับภัยอันตรายต่างๆ ส่วนความหลงนี้ก็เป็นธรรมชาติของ

คนด้วยเช่นกัน เพราะว่าเราไม่รู้ความจริงแท้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างที่

พระพุทธเจ้าตันพบ เราจึงคิดและเชื่ออะไรต่างๆ ไปตามที่เราเห็นง่ายๆ

หรือที่คนทั่วไปเขาคิดและเชื่อกัน

แต่พระพุทธเจ้าท่านได้ค้นพบวิชาวิเศษ พบความเป็นจริงที่อยู่

ซ่อนลึกลงไปในสิ่งที่ผิวเผิน พอพบความเป็นจริงที่แท้จริงหรือที่ท่าน

พุทธทาสใช้คำว่า รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างแท้จริง แล้วจะเกิดความสว่าง

ความสงบ ความสันติสุข ขึ้นในจิตส่วนลึก และการคิดดี พูดดี ทำดี

 

จะตามมาเหมือนเงาตามเตัว การที่จะพบอย่างนี้ได้ ต้องเรียนรู้ ต้องฝึก

ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง อาจจะไม่ได้ ๑๐๐๐ เปอร์เซ็นต์ คนส่วนใหญ่

คงไม่ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งผมเอง แต่ได้เท่าไรก็ดีเท่านั้น คือ

ได้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็ดี ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แม้ได้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังถือว่า

ดี อย่างน้อยก็ไม่ไปทำสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย หรือแม้ทำดียังไม่มากนัก แต่

ทำบ้างและไม่ทำสิ่งที่เลวร้าย ก็ถือว่าดีกว่าไปทำสิ่งเลวร้ายหรือไม่ทำ

ความดีเอาเสียเลย

ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องความทุกข์ของคน หรือเรื่องที่เป็นปัญหา

ในบ้านเมืองในปัจจุบัน การใช้ธรรมะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด แต่ตนทั่วไป

จะยังเข้าไม่ถึง หรือเข้าถึงไม่มากพอ ฉะนั้นจึงต้องมีวิธีที่คนทั่วไปจะ

เข้าถึงได้ไม่ยากนัก ซึ่งได้มีเทคนิด มีติลปะ มีวิชาการ ที่ปฏิบัติกัน ทั้ง

ในต่างประเทศและในประเทศไทย มากมายหลายอย่าง สามารถเรียก

 

รวมๆ ว่า วิธีแก้ทุกข์ ฝรั่งก็มีตำราเรื่องจิตวิทยา วิธีครองชีวิตแบบไม่มี

ความทุกข์ เดล ดาเนกี้ (Dale Carmegie) เขียนเรื่อง "วิธีเอาชนะความ

ทุกข์" เป็นหนังสือที่โด่งดังมากชื่อ "How to stop worying and

start Uving" เช่น ฝึกให้เป็นคนติดถึงวันนี้เท่านั้น วันที่ผ่านมาถ้าจะ

นึกถึงก็แต่เป็นบทเรียน อนาคตจะเป็นยังไงก็อย่าพึ่งไปคิดอะไรมาก

จะมีเป้าหมายก็ได้แต่ไม่ต้องไปผูกติด เน้นทำวันนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งใครๆ กี

สามารถฝึกปฏิบัติได้ หรือใช้หลักจิตวิทยาอื่นๆ เช่น เล่นกีฬา

มีงานอติเรก อยู่กับครอบตรัว ไปพักผ่อน สารพัดวิธีที่จะไม่ให้เตรียด

หลายเทคนิคที่เป็นศาสตร์ทั่วไป เข้าใจและเข้าถึงไม่ยาก และจะได้ผล

ในระดับหนึ่ง ส่วนธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของซึ้งมาก ถ้าปฏิบัติ

ได้จะได้ผลอย่างลึกซึ้งและยาวนาน สำหรับศาสนาอื่นๆ ก็มีหลักต่างๆ

เช่น ให้นับถือเชื่อมันในพระเจ้า เชื่อถือในความดี คิดดี พูดดี ทำคื

มีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ หลักการวิธีการเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ดี เป็น

ประโยชน์และมีคุณค่าทั้งสิ้น สามารถนำมาใช้แก้ทุกข์ และแก้ปัญหา

ในสังคมได้

ถ้าเป็นเรื่องความขัดแย้งก็มีวิธีที่เรียกว่า การแก้ความขัดแย้ง

ด้วยสันติวิธี หรือ Conflict Management, Conflict Resolution,

Conflict Transformation มีหลายชื่อ สามารถนำมาประยุกต์ไขไขได้

ผมเองได้เรียนรู้มาพอสมควร รวมถึงได้ปฏิบัติเองบ้าง ได้เขียนบทศาม

หลายครั้ง พูดก็หลายครั้ง ในรื่องการแก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และ

ผมเป็นผู้ที่เสนอแนะให้ตั้ง -ศูนย์สันติวิธีและธรรมาภิบาล" ที่สถาบัน

พระปกเกล้า คือผมได้สนทนากับ อาจารย์บวรศักดิ์ (ศ.ดร.บวรศักดิ์

อุวรรณโณ ขณะนั้นเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า) ซึ่งอาจารย์

เห็นด้วย รับความติดนี้ไปและจัดตั้งตนย์สันติวิธีและธรรมาภิบาลขึ้นใน

 

สถาบันพระปกเกล้า (ปัจจุบันไร้ชื่อว่า "สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลาลา

ต่อมาได้เรียนเชิญ ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพศัพท์ (อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัย

ขอนแก่น และเป็นผู้บุกเบิกพัฒนากระบวนการสันติวิธีในประเทศไทย

รวมถึงการจัดตั้ง "สถาบันสันติศึกษา" ขึ้นในมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙) มาเป็นผู้อ่านวยการ ซึ่งศูนย์แห่งนี้ได้ทำงานมาเยอะ

มาก รวมทั้งได้พยายามเสนอแนะวิธีจัดการเรื่องความขัดแย้งในปัจจุบัน

โดยใช้วิธีที่เรียกว่า -การสานเสวนา" (Dเลlogue) หรือการพูยกัน

ฉันมิตรและอย่างสร้างสรรค์ แต่ต้องมีขั้นมีตอนมีกระบวนการที่

เหมาะสม ซึ่งถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่ต้องเรียนรู้และฝึกปฏิบัติสร้าง

ความชำนาญด้วยจึงจะทำได้ดีและเป็นผลสำเร็จ

เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้ไปบรรยายที่สถาบันนาข้าราราชการฝ่าย

ตุลาการศาลยุติธรรม ผมพูดถึง บันได ๑๓ ขั้น สู่ความสมานฉันท์

 

สันติสุข และยกตัวอย่างว่าแม้รัฐบาลตั้งใจดีที่จะสร้างความสมานฉันท์

แต่ข้ามขั้นตอนไปหน่อย ฉะนั้นตอนแรกถึงไปไม่ได้ที่ให้สถาบัน

พระปกเกล้าเป็นแม่งาน เพราะข้ามชั้นตอนตอนที่ไปเลือกสถาบัน

พระปกเกล้า โดยผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้รับรู้และเห็นชอบด้วย และ

ช้าสอง สถาบันพระปกเกล้าไปตั้งประธานโดยที่ยังไม่ได้หารือกับคู่กรณี

ทั้งหลาย ฉะนั้นจึงถูกต่อต้านทันทีเลย ถูกต่อต้านจากคนไม่มากแต่ทำให้

งานสะดุด พอมาเริ่มที่รัฐสภาก็ดีขึ้น เพราะว่าไปเปิดอภิปรายที่รัฐสทา

แม้มีการโต้เถียงกันมากแต่ก็ยังดีกว่าทะเสาะกันบอกสภา จากนั้นรัฐภา

ได้ตั้งคณะทำงานวิป ๓ ฝ่าย อย่างนี้เรียกว่าเริ่มต้นใช้ได้ เพราะว่าวิป ๓

ฝ่ายนี้รวมคู่กรณีที่สำคัญเข้ามาในคณะทำงทำงาน และวิป ๓ ฝ่ายถือเป็น

จุดเริ่มต้นที่ดีพอ แล้ววิป ๓ ฝ่ายค่อยไปหารือกัน จนกระทั่งได้คณะ

กรรมการ ๒ ชุด อย่างนี้ถือว่าเข้าแนวของหลักการที่ดี ไม่รีบไปตั้ง

คณะกรรมการเร็วเกินไป แต่แม้กระนั้นพอตั้งคณะกรรมการ ๒ คณะ

ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง แต่ยังพอถูไถไปได้ คณะกรรมการ

เริ่มทำงานได้ อย่างไรก็ดี มาถึงขั้นตอนนี้จะยากขึ้น พอทำไปจึงมีการ

สะดุดบ้าง แต่ถ้าสานขั้นตอนให้ดีไปเรื่อยๆ จะมีทางแก้ปัญหาได้ แม้

กระทั่งปัญหาภาคใต้ ก็สามารถใช้หลักการวิธีการแก้ความขัดแย้งด้วย

สันติวิธีได้เช่นกัน ส่วนสำคัญคือการเจรจากัน พูดจากัน แต่ไม่ใช่ใคร

ก็มาพูดจากันได้ หรือจะพูดจาอะไรกับใครก็ได้นะครับ ต้องเลือก เลือก

คน เลือกจังหวะเวลา เลือกกระบวนการ เลือกประเด็น เป็นเรื่องที่ยาก

แต่สามารถทำได้แน่นอน ที่จะแก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อน ทั้งสองกรณี คือเรื่อง

การเมือง และเรื่องภาคใต้ ซึ่งต้องใช้เทคนิค ใช้ศิลปะวิธีการที่ดีพอ

ธรรมะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยได้ เพราะการแก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

 

ต้องใช้ความจริงและใช้ความดี ประกอบกับศิลปะวิธีการที่เหมาะสม

ขณะเดียวกันต้องใช้หลักจิตวิทยาทั่วไปด้วย ซึ่งเบื้องลึกของหลักจิตวิทยา

ทั่วไปคือธรรมะนั่นเอง นั่นคือในการดำเนินการแก้ความชัดแย้งด้วย

สันตัวธีนี้ต้องมีความดี เช่น มีความจริงใจ มีใจกว้าง รู้จักให้ รวมทั้ง

ให้อภัย แสดงให้เห็นว่ามีธรรมะอยู่เบื้องลึกของเทตนิดที่เรียกว่าการ

แก้ความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพียงแต่เราไม่เอาธรรมะมาพูดตรงๆ เรา

ใช้ธรรมะผ่านวิธีการหรือกระบวนการที่ดี ส่วนลึกจริงๆ คือธรรมะ เช่น

เทคนิคหนึ่งของการแก้ความขัดแย้ง เขาเรียกว่า "เทคนิคการขอโทษ"

หรือ "การขอโทษและการให้อภัย" วิธีขอโทษเป็นเทคนิคต้องมีขั้น

มีตอนที่เหมาะสม วิธีให้อภัยก็เหมือนกัน ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็ขอโทษหรือ

ให้อภัยเลย ก่อนจะขอโทษ ก่อนจะให้อภัย ต้องมีขั้นตอน มีศิลปะ

วิธีการที่เหมาะสมและดีพอจึงจะได้ผลดี และประสบความสำเร็จในการ

แก้ปัญหาความขัดแย้ง

อาจารย์พูดสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน และอาจารย์ก็ได้

อธิบายถึงทางออกและพางแก้ ของสถานการณ์ที่เป็นปัญหาให้แล้วนะคะ

ต้องถือว่าเป็นโชคดีของพวกเราทุกๆ คน ที่ได้มีโอกาสรับรู้ แนวคิด และ

ความเห็นของอาจารย์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้น

ในสังคมของเรา ในบ้านเมืองของเรา ขอขอบพระคุณอาจารย์อย่างสูงนะคะ

ที่ได้มาในรายการของเรา

เป็นความยินดีมากตรับ ที่ได้มาพูดคุยผ่านรายการนี้ หวังว่าคง

จะเป็นประโยชน์บ้าง นำสนใจบ้าง ตามสมควรนะครับ ขอบคุณครับ

 

บทเสริมส่งท้าย

"คุยเรืองชีวิตธรรมดา" เป็นบทสนหนาระหว่าง คุณไพบูลย์และ

คุณธรอุมา เกษตรพืชผล เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๘๔๒ และคณไพบลย์ได้

นำมาเสริมเต็มข้อมูลและรูปภาพในช่วงปี ๒๕๙๙ถ จนกระพิมพ์เสร็จ

เมื่อต้นปี ๒๔๕๔ แล้วคุณไพบูลย์ได้นำส่นำส่งมอบให้ญาติมิตรตั้งแต่

เดือนมีนาคม ๒๕๕๕ เป็นต้นมา คุณไพบูลย์ได้เคยปรารภว่า ถือเป็นการ

รวบรวมชีวประวัติของตนเอง ตรวจแก้ไขด้วยตนเอง หากเมื่อถึงวาระที่

จะต้องมีการตีพิมพ์เมื่อไม่มีชีวิตแล้ว จะไม่เดือดร้อนคนอื่นที่จะต้อง

จัดหาข้อมูล และยังมั่นใจได้ว่าเป็นข้อมูลที่ได้เตรียมไว้แล้ว ถูกต้อง

แน่นอน

แนวติดดังกล่าว เป็นตัวอย่างของวัตรปฏิบัติของคุณไพบูลย์

ที่มักทำอะไรด้วยตนเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเตรียมตัวไป

บรรยายในที่ต่างๆ ความละเอียดลออที่จะต้องตรวจสอบความถูกต้อง

ดังนั้น บ้านคุณไพบูลย์จึงเต็มด้วยปากกาหลากสี แผ่นใส ร่าง Powอะ

Point พจนานุกรมเล่มโตๆ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาพุทธศาสน์

เป็นเครื่องมือการทำงานของคุณไพบูลย์

ตามที่คุณไพบูลย์ได้เล่าไว้คุณไพบูลย์เป็นผู้มีสบาพตีมาพดีมาตลอด

จนกระทั่งเดือนกันยายน ๒๕๔๗ เมื่อมีอายุ ยุ๖๓ ปี เกิดอาการตัวเหลืองและ

ไม่สามกรถรับประทานอาหารได้ หมอวินิจฉัยว่า มีสิ่งที่ดขวางท่อนเละถุงน้ำคื

ตับอ่อน ฯลฯ และได้ทำการผ่าตัดใหญ่ (๘ ชัวโมง) และภายหลังสรุปว่าเป็น

มะเร็งชนิด Sarcoma ซึ่งยังไม่มียาหรือวิธีใดที่รักษาได้ การผ่าตัดครั้งแรกนี้

 

ได้ผลดี คุณไพบูลย์สามภรถกลับมาแข็งแรงได้เกือบเท่าเดิมทุกประการ

รวมทั้งกลับไปทำงานได้อย่างเต็มที่ จนกระทั่งเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๕๕๕๕42

เกิดอาการทางหัวใจ เนื่องด้วยหลอดเลือดอุดตัน แต่ได้รับการรักษา

อย่างทันท่วงที รวมทั้งแพทย์ได้ทำการ "สวนหัวใจ" หรือ "บอสลูน"

ซึ่งได้ผลดี ไม่มีปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจอีกเลย ต่อมาในปี ๒๕๕๕

จากการตรวจติดตามอาการ พบว่ามีก้อนเกาะที่ไตด้านขวา ใกล้กับ

จุดเต็มที่เคยได้รับการผ่าตัด จึงต้องมีการผ่าตัดใหญ่ (๑๐ ชั่วโมง)

อีกครั้งหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน และหลังจากนั้นไม่นานก็พบว่ามี

ก้อนเนื้อเกิดขึ้นใหม่ในช่องท้อง มีการรักษาด้วยเคมีบำบัด แต่ไม่ได้ผล

จนในที่สุดเมื่อเดือนมษายน ๒๕๕๕๕ ก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีง (๑๒๒๑๒

ชั่วโมง) รวมทั้งรับการฉายรังสีในเวลาต่อมาอีกสองรอบ

หลังการเข้ารับการผ่าตัดแต่ละครัง คุณไหบูลย์จะกลับมาใช้ชีวิต

"เกือบปกติ" ได้ทุกครั้ง เพราะนอกจากฝีมือแพทย์และพยาบาลแล้ว

คุณไพบูลย์ก็ได้พยายามเยียวยาตนเอง โดยรับประทานยาตามหมอสั่ง

และอาหารที่เป็นประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเลมอ รวมทั้งลดงานที่เคยรับ

การะไว้ ในช่วงหลังนี้ คุณไพบลย์ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการทุกแห่ง

(รวมทั้งสิ้นกว่า ๓๐ คณะ) โดยคงไว้เฉพาะหน้าที่ที่ปรึกษาเท่านั้น โดยมี

อ้อยกเว้นเฉพระกรณี มูลนิธิหัวใจอาสาที่คุณไพบูลย์ใต้ริเริ่มไว้ กับเทนสมัยก

ปฏิรูปเพื่อสังคมไทยที่เป็นธรรม (นายแพทย์ประเวศ วะสิ เป็นประธาฯ)

ซึ่งเป็นงานเฉพาะกิจ และคุณไพบูลย์มีความสนใจมาก

คุณไพบูลย์เป็นผู้มีวินัยสูง และตระหนักอยู่เสมอว่า ชีวิตมื

ความไม่แน่นอน ดังนั้น ในปี ๒๕๕๔ จึงได้เริ่มเขียน "Bucket List"

เพื่อเป็นการางแผนชีวิตให้ตนเอง(ตามอย่างภาพบนตร์ที่ Jadk Nhchrihn

และ 14oเgan Freeman แสดง) ดังขอนำมาแสดงดังนี้ :

 

เห็นได้ว่า คุณไพบูลย์ได้กระทำสิ่งที่มักชี้แนะให้ทุกคนพึงกระทำคือ

Plan Do Check Act หรือ กำหนดแผน ปฏิบัติ ตรวจสอบผล แล้ว

ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในชีวิตจริงของคุณไพบูลย์

คุณไพบูลย์เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่

๒๐ มีนาคม ๒๕๔๕ ด้วยอาการไข้สูงและแน่นช่องท้อง อันเป็นผลของ

การแพร่กระจายของโรคมะเร็ง Sarcoma และจากไปเมื่อวันที่ ๙ ๙ เมษายน

๒๕๔๕ เมื่ออายุ ๗๑ ปี กับ ๑๗ วัน นับเป็นการครบางจรชีวิตธรรมลา

 

ภาคผนวก

พี่น้อง

ป ร ะ วั ติ

ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

เกิด ๒๔ มีนาคม ๒๔๘๔

สถานที่เกิด . บ้านนาคู ต.นาคู อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา

บิดา-มารตา นายเมี่ยงซอย แซ่โค้ว - นางห่อ วัฒนศิริธรรม

คู่สมรส คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม (กฤษณามระ)

บุตร ธิดา หลาน : นายพิชา - นางณัฏฐพร วัฒนศิริธรรม

- เด็กชายพาวิชช์

นางชมพรรณ - นายณัฐวุฒิ กุลนิเทศ

- เด็กหญิง นัทธมน

- เด็กชายนนทพัทธ์

นางทองคำ คำเที่ยง

นายแพทย์ไพโรจน์ วัฒนศิริธรรม

นางองุ่น สุธรรมกิจ

นางทองสุข วิรเศรณี (ถึงแก่กรรม)

ด.ญ.ทองดำ วัฒนศิริธรรม (ถึงแก่กรรมเมื่อยังเยาว์)

ด.ญ.ทองดี วัฒนศิริธรรม (ถึงแก่กรรมเมื่อยังเยาว์)

นายไพฑูรย์ วัฒนศิริธรรม

นายบันเทิง วัฒนศิริธรรม

นายวิรัตน์ วัฒนศิริธรรม

นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

ด.ญ.น้อย วัฒนศิริธรรม (ถึงแก่กรรมเมื่อยังเยาว์)

การศึกษา

:B.Sc. (Econ), มหาวิทยาลัย Hull ประเทศอังกฤษ (พ.ศ.๒๒๕๐)

ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาเศรษฐศาสตร์)

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (พ.ศ.๒๕๔๕)

: ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาการพัฒนาชุมชน)

มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช (พ.ศ.๒๕๕๕๔๘)

: พัฒนาชุมชนดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ.๒๕๕๒)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

: ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (พ.ศ.๒๕๔๑)

: ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (พ.ศ.๒๕๔๖)

ㆍ มหาวชิรมงกุฎ (พ.ศ.๒๕๕๐)

การฝึกอบรมที่สำคัญ

: SEANZA Central Banking Course (W.ศ.๒๕๑๓])

: Australian Management College Mount Eliza :

Advanced Management Course (พ.ศ.๒๕๒๑)

: Wharton School of Finance - Philadelphia National Bank :

Advanced Management Program for Overseas Bankers

(พ ศ.๒๕๒๘)

: Institute of Development Research : Asian NGO

Leadership Fellows Program (W.ศ.ศ.๒๕๓๔)

สถาบันพระปกเกล้า : การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิบไตย

สำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ ๑ (พ.ศ.ศ.๒๕๓๓)

ประวัติการทำงาน

ㆍ ตำแหน่งงานที่สำคัญในอดีต

เจ้าหน้าที่และผู้บริหารในธนาคารแห่งประเทศไทย

(พ.ศ.๒๕๑๐-๒๕๒๓)

- กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

(พ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๓๕)

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารไทยทนู จำกัด (มหาชน)

(พ.ศ.๒๕๒๖-๒๕๓๑)

: ผู้อำนวยการ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย

ในพระบรมราชูปถัมภ์ (พ.ศ.๒๕๓๑-๒๕๔๐)

: กรรมการผู้จัดการ สำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง

การเคหะแห่งชาติ (พ.ศ.๒๕๓๕-๒๕๔๐)

ㆍสมาชิกวุฒิสภา (มีนาคม ๒๕๓๙-มีนาคม ๒๕๕๕๔๓)

: ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

(ธันวาคม ๒๕๔๐-ตุลาคม ๒๕๔๓)

: ประธานกรรมการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหารน)

(พ ศ.๒๕๔๓-พ.ศ.๒๕๔๗)

(เป็นประธานที่ปรึกษา กันยายน ๒๕๔๘-๒๕๔๙)

: สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

(สิงหาคม ๒๕๔๔ สิ่งหาคม ๒๕๔๘)

ㆍประธานกรรมการ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินดิน

เชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) (กรกฎาคม ๒๕๔๔๘-๒๕๕๕๓)

(เป็นกรรมการ กรกฎาคม ๒๕๔๗-๒๕๕๔๘)

: ประธานคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ ๓

(แผนสร้างเสริมสุขภาวะในพื้นที่และชุมชน)

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสสส.)

(มีนาคม ๒๕๔๘-๒๕๔๙) (เป็นกรรมการ พ.ศ.๒๕๔๓-๒๕๔๗)

:รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมันคงของของมนุษย์

(๘ ตุลาคม ๒๕๔๙-๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑)

: รองนายกรัฐมนตรี

(๗ มีนาคม ๒๕๕๐-๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑)

กิจกรรมอื่นๆ ในอดีต

ㆍด้านองค์กรภาครัฐ

: ประธาน คณะกรรมการโดรงการพัฒนาชีวิตครู

กระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ.๒๕๔๔๔-๒๕๕)

(เป็นที่ปรึกษา พ.ศ.๒๕๔๖-๒๕๔๙)

: กรรมการ คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ

ว่าด้วยการพัฒนากฎหมาย (พ.ศ.๒๕๔๗-๒๕๔๘)

: กรรมการ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (พ ศ.๒๕๔๑-๒๕๔๓)

: กรรมการนโยบาย สถาบันส่งเสริม การจัดการความรู้เพื่อสังคม (สดส)

(พ.ศ.๒๕๔๗-๒๕๔๙)

: ประธาน คณะกรรมการวิทยาลัยการจัดการทางสังคม (วจส.)

(พ.ศ.๒๕๔๖-๒๕๔๗) (เป็นที่ปรึกษา พ.ศ ๓๕๘๘๙๙๕๔๓)

: อนุกรรมการ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง

(พ.ศ.๒๕๔๖-๒๕๔๙)

. ที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วม

ภาคประชาชน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

(พ.ศ.๒๕๔๖-๒๕๔๙)

: กรรมการ คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

(กทบ.) (พ.ศ.๒๕๔๔-๒๕๔๙)

: กรรมการ คณะกรรมการศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะ

ความยากจนแห่งชาติ (ศตจ) (พ.ศ.๒๕๔๖-๒๕๔๙)

: ที่ปรึกษา ศูนย์อำนวยการปฏิบัติการต่อสู้เพื่อเอาชนะ

ความยากจนภาคประชาชน (ศตจ.ปชช.) (พ.ศ.๒๕๔๙-๒๕๔๙)

' กรรมการ คณะกรรมการรางวัลคุณภาพแห่งซาติ

(พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๔๙, พ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๕๓)

: ประธาน สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ องค์การกระจายเสียง

และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.)

(พ.ศ ๒๕๕๑-๒๕๕๒)

ㆍด้านองค์กรพัฒนาเอกชน

: ประธานกรรมการ มูลนิธิกองทุนไทย (พ.ศ.๒๕๔๔๔๔๕๕๔๙)

: ประธานกรรมการ มูลนิธิมิตรภาพสู่ท้องถิ่น (พ.ศ.๒๕๕๕๔๘)

(เป็นกรรมการ พ.ศ.๒๕๔๖-๒๕๔๙)

: กรรมการ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอต่อ)

(พ.ศ ๒๕๓๙-๒๕๔๙)

: กรรมการ สถาบันป่วย อึ้งภากรณ์ มูลนิธิอาจารย์บำรย์วย

(พ.ศ.๒๕๔๓-๒๕๔๙)

: ประธานคณะกรรมการอำนวยการ มูลนิธิบูรณะชนบท

แห่งประเทศไทย ในพระบ่รมราชูปกัมภ์ (พ.ศ.๒๕๔๕๔๕๕๕๔๗)

(เป็นกรรมการ พ.ศ.๒๕๒๘-๒๕๔๕ เป็นที่ปรึกษา พ.ศ.๒๕๔๘-๒๕๘๙)

 

ㆍด้านสถาบันการศึกษา

: กรรมการ สภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (พ.ศ.๒๕๔๑-๒๕๔๙)

: กรรมการ สภามหาวิทยาลับเทคโนโลยีพระจอมถกล้าธนบุรี

(พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๔๙)

: กรรมการ สภามหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ.๒๕๔๕-๒๕๘)

: กรรมการ สภามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (พ.ศ.ศ)๒๕๔๗๔๓๕๕๕๔๘)

ภารกิจระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๔๑ จนถึงวาระสุดท้าย

. ปธานกรรมการ มูลนิธิหัวใจอาสา (ตั้งแต่ ๒๘ เมทยน ๒๕๕๕๕๕๑ ถึงวาระวัฒน์)

- กรรมการ สภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (พ.ศ ๒๕๕๕๔๒๒๒๕๕๕๕)

: กรรมการ สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

(พ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๕๔)

. กรรมการ สภามหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ ๒๕๕๑-๒๕๕๔)

: กรรมการ สภาสถาบันอาศรมศิลป์ (พ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๕๔)

: ประธานคณะที่ปรึกษา สถาบันธุรกิจเพื่อสังคม

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (มกราคม ๒๕๕๕๐-๒๕๕๔)

: กรรมการอำนวยการศึกษา วิทยาลัยสมานฉันท์สันติสุข

สถาบันพระปกเกล้า (พฤศจิกายน ๒๕๕๐-๒๕๕๒)

กรรมการ สถาบันป่วย อึ้งภากรณ์ มูลนิธิอาจารย์ป่วย

(กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑-๒๕๕๓)

: ประธานกิตติมศักดิ์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย

ในพระบรมราชูปถัมภ์ (เมษายน ๒๕๕๕๑ ถึงวาระสุดท้าย)

. ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดิน

เชิงคุณธรรม (ศูนย์คุณธรรม) (ตุลาคม ๒๕๕๑-๒๕๕๕๕๔)

ㆍกรรมการ กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง

(พฤศจิกายน ๒๕๕๑-๒๕๕๔)

 

: กรรมการ คณะกรรมการสร้างเสริมกิจการเพื่อสังดม

(พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ถึงวาระสุดท้าย)

ประธาน คณะอนุกรรมการสนับสนุนสภาองค์กรชุมชน

สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) (ธันวาคม ๒๕๕๒ ถึงวาระสุดท้าย)

: กรรมการสมัชซาปฏิรูป (กรกฎาคม ๒๕๕๓-เมษายน ๒๕๕๕๕๕๔)

'ประธานกรรมการเครือข่ายองค์การชุมชนเพื่อการปฏิรูป

(ตั้งแต่ สิงหาคม ๒๕๕๓)

:กรรมการแนวร่วมปฏิบัติในการต่อต้วนการทุจริตในภาคเอกชนไทย

(มกราคม ๒๕๕๔ ถึงวาระสุดท้าย)

รางวัลที่ได้รับ

: ศิษย์เก่าดีเด่น มอบโดย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิตล

พ.ศ.๒๕๓๗

. ครอบครัวประชาธิปไตยตัวอย่าง

มอบโดย คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ พ.ศ.๒๕๕๔๒

นักบริหารดีเด่น สาขานักบริหาร-นักพัฒนาสังคม

มอบโดย นสพ.เส้นทางเศรษฐกิจ

สนับสนุนโดย มูลนิธิเพื่อสังคมไทย พ.ศ.๒๕๔๕

-โล่ประภาศเกียรติคุณ ผู้ให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาความมันคง

ในการดำรงชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษกษา

และผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา

มอบโดย สำนักคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิภาพครู

และบุตลากรทางการศึกษา (สกสค.) กระทรวงศึกษาการ

พ.ศ.๒๕๔๘

ท่อดีเด่นแห่งปีของกรุงเทพมหานคร มอบโดย กรุงเทมหานคร

พ.ศ.๒๕๕๐

 

จากบทสนทนาธรรมดาๆ

ระหว่าง "ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม"

กับ "อรอุมา เกษตรพืชผล" ผ่านรายการวิทยุ

สู่หนังสือที่ถือเสมือน "คู่มือมนุษย์ฉบับสามัญ"

ของบุคคลต้นแบบ "ผู้นำหัวใจอาสา"

บนเส้นทางนักพัฒนานานกว่า 4 ทศวรรษ

ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงมากมายให้สังคมไทย

พร้อมการเล่าเรื่องด้วยภาพ...

พลิกอ่านแล้วจะเรียนรู้ว่า... ทุกบริบทชีวิต

ของอดีตนักเรียนทุนแบงก์ชาติรุ่นแรกคนนี้

ล้วนเป็นที่มา... ที่ไป

ว่าทำไม "สามัญ" จึงคืนสู่ "สามัญ"

กรุงเทพธุรกิจ Bizbook

คำนิยม

นพ.วิจารณ์ พานิช, ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์

สิน สื่อสวน, อรอุมา เกษตรพืชผล