02 314 4112-0

การเมือง สังคม และธรรมาภิบาล

Back

21 กุมภาพันธ์ 2569

308

การเมือง สังคม และธรรมาภิบาล

การเมือง สังคม และธรรมาภิบาล

ตอนที่ 1 (การเมือง)

หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เราเห็นความวุ่นวายโกลาหลในสังคมมากมาย ทั้งในสถานที่จริง และบนโลกออนไลน์ มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน รุนแรง เหตุการณ์เหล่านี้ มันเริ่มต้นมาจากที่ใดกันนะ ?

คงเริ่มต้นมาจากความแตกต่างของมนุษย์เลยกระมัง ทั้งด้านความคิด ความชอบ ความเชื่อ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม หรือการเมือง สิ่งเหล่านี้หากนำมาเป็นประเด็นถกเถียงกันมักนำไปสู่ความขัดแย้ง คนที่มีความเหมือนกันมักมีการสร้างพรรคสร้างพวกเพื่อต่อต้านฝ่ายตรงข้าม และหากมีการขยายความรุนแรงมากขึ้น จะส่งผลเสียต่อความรักความสามัคคีของคนในชาติ นำไปสู่การต่อสู้กันเองทำให้เกิดความหยุดนิ่งของการพัฒนาได้

ในอดีตประเทศไทยมีความขัดแย้งใหญ่ ๆ หลายเหตุการณ์ ทั้งเรื่องของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การปฏิวัติรัฐประหาร การชุมนุมประท้วงของประชาชน บ้างก็เพราะความเชื่อที่แตกต่างกัน บ้างก็เป็นการต่อสู้ของประชาชนกับอำนาจรัฐที่เห็นว่าไม่ชอบธรรม

การต่อสู้ของประชาชนในอดีตกับปัจจุบัน มีจุดหนึ่งที่ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ ในอดีตประชาชนส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากตัวเองก่อน แล้วจึงขยายไปสู่สังคมวงกว้าง แต่ปัจจุบันและอดีตอันใกล้นี้ เรามักมีความเห็นว่าการต่อสู้ของประชาชนถูกขับเคลื่อนหรือจุดฉนวนโดยกลุ่มนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง ทำไมภาพมันจึงเป็นเช่นนั้น แล้วมันเริ่มต้นมาจากเมื่อใดกัน ?

คงเป็นเรื่องของการต่อสู้ทางการเมืองในยุคหลัง ๆ ที่มีกลุ่มทุนธุรกิจเข้ามาเล่นการเมืองโดยตรง ซึ่งต่างจากอดีตที่เป็นเพียงผู้ให้การสนับสนุนเงินทุนพรรคการเมือง เพื่อหวังให้เกิดนโยบายที่สามารถส่งเสริมการทำธุรกิจของตนเองได้ เมื่อกลุ่มทุนธุรกิจที่เข้ามาเล่นการเมืองได้อำนาจในการบริหารประเทศ ก็สามารถกำหนดนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจของตนเองได้ ดังนั้น การที่กลุ่มทุนธุรกิจจะมีอำนาจในการบริหารประเทศ จำเป็นจะต้องชนะการเลือกตั้งให้ได้ก่อน และต้องมีมวลชนคอยให้การสนับสนุน การเมืองในยุคหลังนี้จึงมีการนำการตลาดเข้ามาใช้ในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเข้มข้น เรียกว่าเป็นสงครามแย่งชิงมวลชนกันได้เลย

สิ่งที่มองเห็นคล้ายกับการทำธุรกิจ คือ มีการเทคโอเวอร์พรรคการเมืองที่มีภาพลักษณ์ที่ดีและมีชื่อเสียง มีการสร้างแบรนด์พรรคการเมืองใหม่ มีการควบรวมกิจการ(พรรคการเมือง) สร้างนโยบาย (สินค้า) ที่น่าสนใจ มีโปรโมชั่น ทั้งลด แลก แจก แถม บางนโยบายมีการ "สัญญาว่าจะให้" ซึ่งดูเหมือนเป็นการนำเงินภาษีของพวกเราไปใช้ในการซื้อเสียงล่วงหน้า มีการใช้สื่อสร้างช่องทางในการประชาสัมพันธ์ สร้างภาพลักษณ์ สร้างชุมชนให้กับตนเอง 

เมื่อพรรคการเมืองมีภาพลักษณ์ที่ดี ก็จะทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นว่าคือความหวังที่จะทำให้ประเทศชาติมีการพัฒนามากขึ้น คะแนนเสียงที่ได้จากประชาชนก็จะมีมากขึ้น รวมถึงอำนาจในการบริหารจัดการประเทศก็มีมากขึ้นตามไปด้วย หากการบริหารนั้นเป็นไปโดยสุจริตเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติก็จะเป็นคุณูปการอย่างสูง แต่หากเป็นการนำมาซึ่งการเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพรรคพวกก็จะเป็นโทษมหันต์ เช่นกัน

 

ตอนที่ 2 (สังคม)

สถานการณ์สำคัญหนึ่งในอดีต คือช่วงที่คนในสังคมจำนวนมากเห็นว่ากลไกรัฐสภาปกติ ไม่สามารถทำงานได้ เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมากมากเกินไปจนกลายเป็นเผด็จการรัฐสภา มีการคอร์รัปชันเชิงนโยบายในปริมาณที่สังคมไม่สามารถยอมรับได้อีกต่อไป จึงเกิดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ของประชาชน ช่วงเวลานั้นเป็นจุดเริ่มต้นของสื่อเลือกข้างอย่างชัดเจน และต่างฝ่ายต่างก็มีสื่อในมือของตนเอง โจมตีซึ่งกันและกันไม่ได้เป็นกลางตามจรรยาบรรณของสื่อที่ควรจะเป็น

เมื่อผู้คนในสังคมรับข้อมูลจากแหล่งที่สอดคล้องกับความเชื่อของตนเองเท่านั้น ความคิดเห็นจึงยิ่งสุดโต่งขึ้น และลดความสามารถในการเข้าใจฝ่ายตรงข้าม และเรามักพบว่าข่าวเท็จในโลกออนไลน์นั้นแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าข่าวจริง โดยเฉพาะข่าวที่กระตุ้นอารมณ์โกรธหรือความกลัว

ผลที่ตามมาคือ

  • สังคมถูกแยกออกมาเป็นฝักฝ่าย แบ่งกันเป็นสี ๆ กลายเป็นทั้ง Fan club และ Anty Fan พอมีประเด็นทางสังคมหรือการเลือกตั้งที เหมือนการแข่งกีฬา(ป้าย)สีกัน
  • ในอดีตเราสามารถวิจารณ์การเมืองกันได้อย่างไม่ขุ่นเคืองกัน แต่ปัจจุบันไม่สามารถวิจารณ์ข้ามฝ่ายกันได้แล้ว อาจต้องถกเถียงกันแบบเอาเป็นเอาตาย ความเชื่อทางการเมืองจึงเปรียบเสมือนศาสนาไปแล้ว
  • ประชาชนขาดความเข้มแข็งเพราะแตกแยกกันเอง ถูกใช้ความแตกต่างมาเป็นประเด็นทางสังคม ประชาชนกลายเป็นตัวแทนนักการเมืองมาต่อสู้กันเอง จนบางครั้งอาจไม่สนใจเรื่องความถูกผิดที่แท้จริง ขอให้เป็นฝ่ายเดียวกันก็พร้อมจะหาเหตุผลในการปกป้อง และหากเป็นฝ่ายตรงข้ามกันก็พร้อมที่จะโจมตีอีกฝ่ายให้จมดิน

ในบริบทเช่นนี้ ประชาชนอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยไม่รู้ตัว ความถูกผิดตามข้อเท็จจริงถูกลดทอนความสำคัญลง เหลือเพียงคำถามว่า “เป็นฝ่ายเดียวกันหรือไม่”

ผลลัพธ์คือ สังคมอ่อนแอเพราะแตกแยก ความสามัคคีลดลง และพลังในการพัฒนาประเทศหยุดชะงัก

 

ตอนที่ 3 (ธรรมาภิบาล)

ท่ามกลางความขัดแย้งของสังคม คำถามสำคัญคือ สิ่งที่จะลดความขัดแย้งของสังคมลงได้คืออะไร ?

หลักธรรมาภิบาลยังใช้กันได้อยู่หรือไม่ ?

หลักสำคัญของธรรมาภิบาล (สรุปจากจดหมายเหตุไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม บทความเรื่อง ธรรมาภิบาลยังมีอยู่ในสังคมหรือไม่ ?)

  1. ความซื่อสัตย์สุจริต / คุณธรรม / Honesty การตรงไปตรงมา ไม่โกง ไม่รับสินบน มีจริยธรรมพื้นฐาน
  2. ความโปร่งใส / Transparency เปิดเผยข้อมูล กระบวนการตรวจสอบได้ง่าย ไม่ปกปิด
  3. ความรับผิดชอบ / Accountability รับผิดและรับชอบต่อผลงาน ตรวจสอบได้ อธิบายได้
  4. ความเป็นธรรม / เสมอภาค / Fairness / Equity ปฏิบัติเท่าเทียม ไม่ลำเอียง ไม่เลือกปฏิบัติ
  5. การมีส่วนร่วม / Participation / Democracy เปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย มีส่วนร่วมคิดและตัดสินใจ
  6. ความคุ้มค่า / ประสิทธิภาพ-ประสิทธิผล / Efficiency & Effectiveness / Value for Money ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่สิ้นเปลือง มีผลลัพธ์ดี
  7. ความเอื้ออาทร / เมตตาไมตรี / Compassion การมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ห่วงใย และการคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ด้อยโอกาส มีมนุษยธรรม

หลักเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแนวคิดในตำรา แต่เป็นรากฐานของความไว้วางใจ (trust) ในสังคม เมื่อความไว้วางใจลดลง สังคมจะเข้าสู่ภาวะที่ “ไม่มีใครเชื่อใจใคร”

คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครผิดหรือใครถูกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า ผู้มีอำนาจ นักการเมือง ข้าราชการ องค์กรอิสระ สื่อ นักวิชาการ ทุนธุรกิจ และประชาชน ได้ยึดถือหลักธรรมาภิบาลอย่างจริงจังเพียงใด

 

บทส่งท้าย

  1. หากสังคมจะแบ่งฝ่าย ควรแบ่งเป็น “ฝ่ายประชาชน” ที่ร่วมกันตรวจสอบ กับ “ฝ่ายผู้ใช้อำนาจ” มากกว่าการแบ่งตามพรรคการเมือง
  2. ทุกสังคมมีทั้งคนดี - คนไม่ดี คนเราเองก็ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ มีสำเร็จ มีผิดพลาด การเหมารวมไม่ช่วยให้ปัญหาคลี่คลาย
  3. ระบบที่สมบูรณ์แบบอาจไม่มีอยู่จริง เพราะคนทุจริตมักหาช่องทางได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้ผู้นำที่ดีมีความสามารถเข้ามาบริหารประเทศ
  4. นโยบายของแต่ละพรรคการเมืองมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ควรถกเถียงกันเป็นรายประเด็นด้วยเหตุผล
  5. นโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนควรถูกสานต่อ ไม่ว่าจะเป็นผลงานของพรรคการเมืองใด
  6. ทุกภาคส่วนควรกลับมายึดหลักธรรมาภิบาลอย่างเข้มข้น

ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าเรายืนอยู่ฝ่ายใด แต่คือเรายืนอยู่บนหลักการใด กับ "หัวใจ" ของคนในชาติที่จะเลือกยึดมั่นในความถูกต้องและความเป็นธรรมมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ความแตกต่างทางการเมืองก็จะไม่ใช่ภัยคุกคาม หากแต่เป็นพลังของประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

อ้างอิง ธรรมาภิบาลยังมีอยู่ในสังคมหรือไม่ ?